ปลอดภัยทุกคน เริ่มอพยพเฟส2
‘นายกฯเศรษฐา’ เห็นแล้วภาพแรงงานไทยที่ฮามาสจับเป็นตัวประกันยันปลอดภัย ยังมีชีวิตอยู่ เร่งเจรจาให้ปล่อยตัว ด้านกระทรวงต่างประเทศเริ่มภารกิจเฟส 2 อพยพแรงงานไทยกลับจากอิสราเอล เผยจัดเที่ยวบินตามเหมาะสมสถานการณ์ หากคนน้อยให้ซื้อตั๋วกลับเองแล้วมาเบิกค่าตั๋วได้หมดเหมือนเดิม แต่หากคนมาก จะเช่าเหมาลำไปรับกลับ พร้อมทั้งการเยียวยา ด้าน ‘พิพัฒน์’ รมว.แรงงานเสนอครม.วันนี้เยียวยาแรงงานไทยจากอิสราเอล เพิ่มเงินให้ 5 หมื่น พร้อมพักชำระหนี้ ทั้งต้นและดอก 3 ปี
เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 6 พ.ย. ที่สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (NBT) นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้า การช่วยเหลือตัวประกันไทยในอิสราเอลว่า เมื่อคืนวันที่ 5 พ.ย.ได้พูดคุยกับพล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) ซึ่งได้รับรายงานความคืบหน้าว่า ได้มีภาพถ่ายของตัวประกัน จึงเข้าใจได้ว่าอย่างน้อยที่สุด ตัวประกันยังมีชีวิตอยู่ และกำลังพยายามเจรจากันอยู่ ขณะนี้กำลังดูว่าช่วงไหนของ การรบภาคพื้นดินที่อาจจะมีการพักบ้าง หากมีการหยุดยิงชั่วคราว อาจเป็นระยะ 1-2 วัน อาจเป็นช่องทางลำเลียงตัวประกันออกมาได้ ทั้งนี้ประเทศไทยก็พึ่งทางมาเลเซียค่อนข้างเยอะ
เมื่อถามถึงความคืบหน้าตัวประกัน 3 คนที่ยังหาตัวไม่พบ และถูกจับเพิ่มอีก 1 คน นายกฯ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีรายงานความคืบหน้าเข้ามา
วันเดียวกัน นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.แรงงาน เปิดเผยถึงความคืบหน้ามาตรการเยียวยาแรงงานไทยที่เดินทางกลับเนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบอิสราเอลที่กระทรวงแรงงานของบกลางไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เพื่อนำมาเยียวยา ให้แรงงานไทยอีกคนละ 50,000 บาท นอกเหนือจากเงินกองทุนเพื่อช่วยเหลือ คนหางานไปทำงานต่างประเทศคนละ 15,000 บาท นั้นว่า กระทรวงแรงงานทำหนังสือไปยังสำนักงบประมาณเพื่อขอ งบกลาง ซึ่งคาดว่าในวันนี้สำนักงบประมาณจะตอบกลับมายังกระทรวงแรงงาน และในวันที่ 7 พ.ย.66 ตนจะนำเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี จะทำให้แรงงานไทยที่กลับมาจากอิสราเอลได้เงินเยียวยาเพิ่มคนละ 50,000 บาท รวมทั้งการพักต้น พักดอกในการชำระหนี้ขณะกู้ยืมเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายไปทำงานในอิสราเอล เป็นวงเงินไม่เกิน 150,000 บาท ภายในระยะเวลา 3 ปี เชื่อว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เพราะเรื่องนี้ท่านนายกรัฐมนตรีอนุมัติในหลักการ ไปแล้ว
นายพิพัฒน์กล่าวต่อว่า ส่วนความ คืบหน้าการอพยพแรงงานไทยกลับจากอิสราเอลภายหลังจากที่กระทรวงแรงงานปิดศูนย์พักพิงที่กรุงเทลอาวีฟไปแล้วนั้น จากรายงานของอัครราชทูตที่ปรึกษาฝ่ายแรงงาน ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ พบว่าพี่น้องแรงงานไทยที่ยังไม่ตัดสินใจกลับเนื่องจากความเป็นอยู่สบายดี ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะสงคราม จึงไม่ตัดสินใจกลับมา เพราะกลับมาแล้วต้องมีหนี้สินที่กู้ยืมเอาไว้ และส่วนหนึ่งไม่แน่ใจว่ากลับมาจะมี รายได้ดีเท่าที่อยู่ในอิสราเอลหรือไม่ แต่สำหรับแรงงานที่อยู่ในพื้นที่ที่มีการสู้รบ เพิ่มขึ้น เชื่อว่าแรงงานไทยจะตัดสินใจ กลับประเทศแน่นอน
รมว.แรงงานกล่าวต่อว่า ขอประชาสัมพันธ์เชิญชวนให้คนไทยที่ไปทำงานในอิสราเอลกลับมา หากคิดว่าไม่มีความปลอดภัยในชีวิต มีความสุ่มเสี่ยง ต่อชีวิตและทรัพย์สิน ซึ่งสถานการณ์ อาจดีขึ้นหรือเลวร้ายลงเราอยู่ที่นี่ไม่สามารถประเมินได้ แต่ท่านที่อยู่ในพื้นที่จริง สามารถประเมินได้ด้วยตนเองว่า ควรจะอยู่ต่อหรือควรจะกลับประเทศไทย แม้ขณะนี้ปิดศูนย์พักพิงไปแล้ว แต่อัครราชทูตที่ปรึกษาฝ่ายแรงงานของประเทศไทยเรายังทำงานอยู่ทุกวัน ท่านสามารถแจ้งความจำนงได้ที่สถานทูตเพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางกลับด้วยสายการบินพาณิชย์
วันเดียวกัน นายนฤชัย นินนาท รองอธิบดีกรมการกงสุล กระทรวงการ ต่างประเทศ ซึ่งขณะนี้อยู่ในอิสราเอล เพื่อดูแลการอพยพคนไทย เปิดเผยว่า สำหรับภารกิจการอพยพคนไทยเมื่อ สิ้นสุดเที่ยวบินอพยพเช่าเหมาลำระยะแรก ขณะนี้นโยบายยังคงเดิม โดยให้แรงงาน ที่ประสงค์กลับไทยซื้อตั๋วกลับเองกับ เครื่องบินพาณิชย์ที่มีที่นั่งและสามารถ เบิกค่าตั๋วได้ตามเดิม
กระทรวงการต่างประเทศแจ้งว่า เฟส 2 หรือระยะที่สอง คือการพิจารณาเรื่องไฟลต์ตามสถานการณ์ หากมีจำนวนคนไทยที่ประสงค์กลับมากพอ ทางรัฐบาลจะจัดเที่ยวบินอพยพเช่าเหมาลำไปรับ หากมีจำนวนน้อยจะให้ซื้อตั๋วกลับเอง และเบิกค่าตั๋วได้หมด นอกจากนี้เฟส 2 รวมถึงการดูแลคนที่ยังอยู่ให้ปลอดภัย การช่วยเหลือเยียวยาหางานใหม่ผู้ที่กลับมาแล้ว ซึ่ง ตอนนี้ถือว่าเริ่มเฟส 2 แล้ว
ด้านน.ส.พรรณนภา จันทรารมย์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ นำข้าราชการสถานทูต กระทรวงการ ต่างประเทศ และกระทรวงแรงงาน ร่วมจุดเทียนรำลึกและไว้อาลัยให้แก่ ผู้เสียชีวิตทุกคนรวมถึงผู้เสียชีวิตชาวไทย ณ ทำเนียบเอกอัครราชทูต
ตามที่นายไอแซก เฮอร์ซอก ประธานาธิบดีอิสราเอล ได้เชิญชวน ชาวอิสราเอลจุดเทียนรำลึกและไว้อาลัย แก่ผู้เสียชีวิตจำนวน 1,400 ราย จากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2566 เมื่อเวลา 18.00 น. วันที่ 5 พ.ย. 2566 ในโอกาสครบรอบ 30 วันของการเสียชีวิต
สำหรับผลกระทบต่อคนไทยในอิสราเอลจากสถานการณ์ความไม่สงบในอิสราเอลและกาซ่า ยอดผู้เสียชีวิตคงเดิม 34 ราย บาดเจ็บคงเดิม 19 คน และถูกจับไม่เปลี่ยนแปลง จำนวน 24 คน