‘น.’ร่วมคลี่ขืนใจดญ. สอบ13ผู้โดยสารมัด
ส่งชุดสืบสวนนครบาลร่วมสภ.แวงน้อย เร่งคลี่คดีข่มขืนด.ญ.13 ตำรวจขอนแก่นสอบปากคำ 5 ผู้โดยสารในรถคันเกิดเหตุแล้ว ผกก.สภ.แวงน้อยเผยส่งคราบสีแดงที่พบในรถตู้ ไปตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์แล้ว ต้องรอผลประมาณ 1 เดือน ร.พ.ขอนแก่นยังเช็กอาการ 2 พี่น้อง ผอ.โรงเรียนเด็กหญิงรุดเยี่ยมลูกศิษย์
จากกรณีย่าพาหลานสาววัย 13 ปีเข้าแจ้งความ ต่อสภ.แวงน้อย จ.ขอนแก่น ให้ดำเนินคดี นายเดช คนขับรถตู้โดยสารที่ก่อเหตุข่มขืน เด็กหญิง ขณะว่าจ้างให้พาเด็กไปส่งให้พ่อแม่ ที่ทำงานอยู่เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพฯ จนเป็น เหตุให้ด.ญเกิดอาการหวาดผวา ทางครอบครัวต้องส่งตัวไปรักษาที่ร.พ.แวงน้อย ก่อนจะส่งไปรักษาต่อโดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านสภาพจิตใจที่ร.พ.ขอนแก่น ขณะนี้ยังอยู่ในการดูแลของทีมแพทย์อย่างใกล้ชิด ตามที่เสนอข่าวแล้วนั้น
เมื่อวันที่ 7 พ.ย. พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น. พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รองผบช.น. สั่งการพล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.บช.น. จึงจัดชุดสืบสวนนครบาล นำโดย พ.ต.อ.พัชรดนัย การินทร์ ผกก.(สอบสวน) บก.สส.บช.น. พ.ต.ท.เอกศิษฐ์ วรกิตติ์ฐากรณ์ รอง ผกก.สส.1 บก.สส.บช.น. พ.ต.ท.สมพงษ์ เกตุระติ สว.กก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สส.บช.น., ร.ต.ต.ทรงศักดิ์ เจียมสกุล รอง สว.กก.วิเคราะห์ข่าวและ เครื่องมือพิเศษ บก.สส.บช.น. กับชุดสืบสวน สืบนครบาล ประสานงานกับ พล.ต.ต.อนุวัตร สุวรรณภูมิ รรท.ผบก.ภ.จว.ขอนแก่น พ.ต.อ.คะเชนทร์ ยืนยง รอง ผบก.ภ.จว.ขอนแก่น พ.ต.อ.สมมาตย์ มั่งไธสง ผกก.สภ.แวงน้อย และเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวน สภ.แวงน้อย ร่วมคลี่คลายคดี โดยชุดสืบสวนจะรวบรวมพยานหลักฐาน ทางคดีอย่างละเอียด ทุกประเด็น จากเส้นทางเดินทางจากอ.แวงน้อย จ.ขอนแก่น ไปถึงเขตบางกอกใหญ่ และสอบปากคำผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด และพยานผู้โดยสารบนรถตู้ทั้งหมด
พ.ต.อ.สมมาตย์ มั่งไธสง ผกก.สภ.แวงน้อย กล่าวว่า ได้ส่งรถตู้คันที่ใช้รับส่งผู้โดยสาร ไปตรวจสอบที่ ศพฐ.4 อีกครั้งเพื่อรวบรวมพยานหลักฐานในทุกมิติ ส่วนคราบเหลวสีแดง ในรถตู้ได้ส่งตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์แล้ว ซึ่งได้มีการเร่งรัดในหลักฐานส่วนนี้ไปแล้ว ซึ่งตามปกติจะใช้เวลาในการตรวจประมาณหนึ่งเดือน ก่อนจะสรุปผลว่าคราบเหลวสีแดงนั้นคือสารอะไร จากการสอบปากคำนายเดช ยังให้การปฏิเสธ พร้อมมอบรายชื่อลูกค้า ในวันเดียวกันกับเด็กหญิงวัย 13 ปี คือวันที่ 1 ต.ค. ทั้งนี้ยังไม่ได้แจ้งข้อหานายเดช เนื่องจากพยานหลักฐานยังไม่ชัดเจนเพียงพอ ต้องสอบปากคำเด็กหญิง 13 ปีให้ได้ก่อน จึงจะสามารถวางแนวทางการสืบสวนสอบสวนได้อย่างชัดเจนอีกครั้ง
พ.ต.อ.สมมาตย์กล่าวว่า จากการโทรศัพท์ประสานงานกับผู้โดยสารทั้ง 12 คน สามารถติดต่อได้เป็นบางคน บางคนก็ติดต่อไม่ได้ ในส่วนของคนที่ติดต่อได้ ส่วนใหญ่ไปทำงานอยู่นอกพื้นที่ ซึ่งจะได้ประสานงานกับตำรวจในพื้นที่ ที่ผู้โดยสารอาศัยอยู่ ไปสอบปากคำให้ เพื่อนำมาเป็นข้อมูลในช่วงของการเดินทาง ในวันเดียวกันกับผู้เสียหาย อย่างไรก็ดีพนักงาน สอบสวนได้สอบปากคำคนบนรถตู้ไปแล้ว 5 ปาก
ผกก.สภ.แวงน้อยกล่าวอีกว่า ส่วนเด็กหญิง 13 ปี และพี่ชาย ที่มีอาการเสียสติ โดยญาติเชื่อว่า ทั้งคู่ถูกมอมยานั้น ตำรวจประสานงานกับแพทย์ที่ทำการรักษาอยู่ตลอด เพราะทุกฝ่าย ก็อยากให้ 2 คนหาย หรือมีอาการดีขึ้น พูดคุยซักถามได้ จะได้คุยกัน ทุกฝ่ายใส่ใจ ไม่มีใครละเลย แต่ว่าขณะนี้น้อง 2 คน ไม่ดีขึ้น จึงยังไม่ทราบว่า เกิดอะไรขึ้นกับน้องสองคน ฝากเตือนไปยังพ่อแม่ ผู้ปกครอง ว่า หากมีความ จำเป็นต้องเดินทางไกลด้วยรถโดยสาร อย่าปล่อย ลูกหลานเดินทางเพียงลำพัง ควรมีญาติหรือคน ที่ไว้ใจได้ เดินทางไปด้วย จะได้มีความปลอดภัย

นครบาลร่วมคดี – ชุดสืบสวนบก.สส.บช.น. ประชุมกับตำรวจสภ.แวงน้อย จ.ขอนแก่น เพื่อร่วมคลี่คลายคดีด.ญ.13 ปีแจ้งความดำเนินคดีโชเฟอร์รถตู้โดยสารข่มขืนในรถตู้ เมื่อวันที่ 7 พ.ย. โดยวันเดียวกันนี้เรียกสอบ 13 ผู้โดยสารที่เดินทางในวันเกิดเหตุ
ด้านพ่อของเด็กหญิงกล่าวว่า ในเรื่อง ถูกข่มขืนนั้น พอเข้าใจได้ตามที่แพทย์บอกว่า ลูกสาวถูกข่มขืนจริง แต่นานแล้ว แต่ขณะเดียวกัน ทำไมลูกสาวและลูกชายที่นั่งรถตู้คันดังกล่าวกลับมาที่บ้าน จึงเสียสติ สติแตกทั้งพี่ ทั้งน้อง และจากการส่งตัวไปร.พ.แวงน้อย ในเบื้องต้นหมอบอกว่าลูกๆ โดนยา จึงอยากรู้ว่า ลูกโดนยาอะไร โดนได้อย่างไร ใครเป็นคน ใส่ยาให้ลูกทั้ง 2 คน ตอนนี้ ลูกสาวที่ถูก คนขับรถตู้ข่มขืน ก็เสียสติ สติแตก ส่วนลูกชาย ก็เสียสติ สติแตก เช่นกัน อาการเดียวกัน จึงวอนขอให้ตำรวจสืบสวน สอบสวน ควบคู่กันไปกับคดีข่มขืนลูกสาวด้วย เพราะสิ่งที่เกิดขึ้น กับครอบครัวขณะนี้ คือรุนแรงมาก ลูกสองคน เสียสติ เสียอนาคต ไม่ได้ไปเรียนหนังสือ ไม่มีอนาคตที่ดีตามที่ตั้งใจไว้
วันเดียวกัน นพ.ปัณณวิชญ์ มีธรรม ผอ.โรงพยาบาลแวงน้อย เปิดเผยอาการของด.ญ.วัย 13 ปีว่า ได้จัดทีมสหสาขาวิชาชีพของทางโรงพยาบาลให้คำแนะนำกับญาติ และปฏิบัติตามขั้นตอนของการรักษาผู้ป่วย ที่ถูกกระทำรุนแรง หรือ OSCC ซึ่งได้ประสาน ไปยังจิตแพทย์ โดยมีการตรวจประเมินตามขั้นตอน ก่อนจะส่งตัวไปรักษาต่อที่ ร.พ.ขอนแก่น โดยสิ่งที่ต้องดูแลและระมัดระวัง คือสิ่งที่จะไป กระทบต่อภาพจำหรือเรื่องราวที่ด.ญ.เผชิญมา คนที่พูดคุยกับด.ญ.ต้องเป็นแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญในการรักษา ซึ่งเด็กมีโอกาสหายเป็นปกติได้ แต่จะต้องใช้เวลารักษา กรณีผู้ป่วยลักษณะนี้อาจต้องใช้เวลาอย่างน้อย 6 เดือน ถึง 1 ปี ขึ้นอยู่กับปัจจัยแวดล้อม
นพ.เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ ผอ.ร.พ. ขอนแก่น กล่าวว่า ขณะนี้ให้คุณหมอที่ดูแลระบบประสาท ตรวจเด็กหญิงอายุ 13 ปี ในเรื่องประสาททางภาษากาย ซึ่งไม่ใช่โรคประสาท แต่ไล่ตรวจหาเชื้อโรค และ ตรวจคลื่นสมอง ส่วนพี่ชายที่เรียนชั้น ม.4 ในรายละเอียดจริงๆ แล้ว ทางการแพทย์ เราไม่สามารถเปิดเผยได้ แต่เราพูดในหลักการกัน โดยทางแพทย์ได้นำน้ำไขสันหลังไปตรวจ เพราะมีความจำเป็นต้องตรวจ แต่ตอบในตอนนี้ ได้เพียงว่า การตรวจต้องส่งไปที่สถาบันประสาท ซึ่งยังต้องใช้เวลาอีกประมาณ 2 สัปดาห์ จึงจะทราบผล ตอนนี้น้องทั้งสองคนรักษาตัวอยู่ที่ ร.พ.ขอนแก่น ในส่วนที่ญาติติดใจ ในอาการของสองพี่น้องที่เป็นและเชื่อว่า ถูกมอมยานั้น ก็เป็นสิ่งที่ญาติพูดได้ ในทาง การแพทย์จะไม่ก้าวล่วง เพราะมีหน้าที่ในการตรวจอย่างเดียว รายละเอียดอย่างอื่นตอบไม่ได้”
ผู้อำนวยการโรงเรียน ของด.ญ.วัย 13 ปี กล่าวหลังเดินทางมาเยี่ยมลูกศิษย์ ว่า ขณะนี้เป็นช่วงเปิดภาคเรียน จากการสอบถาม ครูประจำชั้น และเพื่อนร่วมชั้นเรียนทราบว่าน้องเป็นคนขยันเรียนและเรียนหนังสือร่วมกับเพื่อนๆ อย่างมีความสุข ในเรื่องการเรียน โรงเรียนจะดูแลนักเรียนอย่างเต็มที่ ขอให้ครอบครัวไม่ต้องห่วง ส่วนการดูแลช่วยเหลือการบำบัดทางจิตใจโรงเรียนจะช่วยเหลือเต็มที่ ตามที่ในส่วนที่สามารถช่วยได้