ก่อนโชว์ผลงาน2เดือนรัฐบาล ย้ำ10พย.แถลงแจกเงิน1หมื่น ‘ก้าวไกล’ฉาวอีก-สส.เชียงใหม่ ถูกร้องปลอมลายเซ็น-อมเงิน
‘เศรษฐา’ควง‘อิ๊ง’ร่วมดินเนอร์หัวหน้าพรรคร่วมสุดชื่นมื่น ก่อนแถลงโชว์ผลงานรัฐบาล 2 เดือนวันนี้ จากนั้น 10 พ.ย.แถลงทุกเม็ดแจกเงิน 1 หมื่นบาท กกต.ย้ำ‘สส.แจ้- ปูอัด’หากหาพรรคใหม่อยู่ไม่ได้ภายใน 30 วัน ต้องพ้นสภาพ-เลือกตั้งใหม่ พรรคประชาชาติลั่นไม่รับเข้าพรรคแน่ เพจดัง-เด็กปชป.แฉสส.เชียงใหม่ ก้าวไกล ถูกผู้เสียหายแจ้งความ-ร้องกกต.ปลอมลายเซ็นรับเงินผู้ช่วยหาเสียง อนุกรรมการเคาะงบทำประชามติแก้รธน. 3,250 ล้านบาทต่อครั้ง ครั้งแรกเม.ย.67-ถัดไปทำพร้อมเลือกตั้งอบจ.
‘นิด’คิวแน่น-แถลงเงินดิจิทัล
เมื่อวันที่ 8 พ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานภารกิจของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลังว่า วันศุกร์ที่ 10 พ.ย. เวลา 10.00 น. เป็นประธานแถลงข่าวในพิธีเปิดโครงการ Thailand, Winter Festival เวลา 11.00 น. เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ต และแถลงความชัดเจน ของโครงการทั้งหมด ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล
จากนั้นวันที่ 12-19 พ.ย. เข้าร่วมประชุมสุดยอดผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ที่สหรัฐ, วันที่ 23-24 พ.ย. มีกำหนดการไปประชุมที่ประเทศสิงคโปร์, วันที่ 27 พ.ย. เป็นประธานและร่วมงานประเพณีลอยกระทง เผาเทียนเล่นไฟ จ.สุโขทัย, 28 พ.ย. เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ช่วงบ่ายบินไปปฏิบัติภารกิจที่ จ.เชียงใหม่ ระหว่าง 28-29 พ.ย. พักค้างคืนที่ จ.เชียงใหม่ 2 คืน, 30 พ.ย. เดินทางโดยรถยนต์จาก จ.เชียงใหม่ ไป จ.อุตรดิตถ์ เพื่อปฏิบัติภารกิจรวมทั้งพักค้าง 1 คืน เช้าวันที่ 1 ธ.ค. เดินทางไป จ.พิษณุโลก เพื่อขึ้นเครื่องบินไปปฏิบัติภารกิจที่ จ.ภูเก็ต
นอกจากนี้ ยังมีกำหนดการประชุมครม.อย่างเป็นทางการนอกสถานที่ครั้งแรกของรัฐบาลนี้ ระหว่าง 3-4 ธ.ค. ที่จ.หนองบัวลำภู จากนั้น 6-7 ธ.ค. ลาราชการเพื่อเข้าร่วมประชุมสัมมนาพรรคเพื่อไทย(พท.) ที่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา

ร่วมประชุม – นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และน.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ร่วมประชุมคณะกรรมการอำนวยการจัดงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 ครั้งที่ 1/2566 ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 8 พ.ย.
ดินเนอร์หัวหน้าพรรคร่วม
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 8 พ.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเศรษฐาให้สัมภาษณ์การทำงานกับพรรคร่วมที่ผ่านมาโอเคใช่หรือไม่ว่า โอเคหมด ช่วงเย็นวันเดียวกันนี้นัดหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลรับประทานอาหาร เป็นการคุยกันในเรื่องดี ไม่มีปัญหา เข้าใจว่าธรรมดาในรัฐบาลก่อนๆ ไม่ค่อยมี เราอยากทำขึ้นมาอย่างน้อยเดือนละหนหรือ 2 เดือนหน เป็นการกินแบบสบาย ไม่ได้มีปัญหาอะไรเลย อยากให้พบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเผื่อท่านมีข้อแนะนำ เราเป็นรัฐบาลที่มาจากประชาชน ฉะนั้นต้องรับฟังคำแนะนำของประชาชน พรรคร่วมถือเป็นภาคส่วนที่สำคัญในการบริหารขับเคลื่อนนโยบายของรัฐ อาจมีอะไรติชมหรือมีอะไรก็มาพูดคุยกันได้ดีกว่า เน้นวงเล็กไม่ต้อง 40-50 คน ประมาณ 10 คนก็พอแล้ว
ผู้สื่อข่าวถามว่าหัวหน้าพรรคร่วมทุกพรรคตอบรับแล้วหรือยัง นายเศรษฐากล่าวว่า ตอบรับหมดแล้ว เรียบร้อยไม่มีปัญหา เมื่อถามว่าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ตอบรับหรือไม่ นายเศรษฐากล่าวว่า “มาครับ”
ทั้งนี้ นายเศรษฐาส่งข้อความเชิญหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลร่วมรับประทานอาหารเย็นวันที่ 8 พ.ย. เวลา 19.00-20.00 น. ที่ร้าน Spider Collection NW303 อาคารโครนอส ชั้น 26 ถ.สาทรเหนือ กทม. ซึ่งเป็นสถานที่ปิด บุคคลภายนอกไม่สามารถเข้าไปสังเกตการณ์ได้ คาดเป็นการกระชับความสัมพันธ์ในพรรคร่วม พูดคุยถึงการทำงานร่วมกันและผลงานในรอบ 2 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งจะมีการแถลงผลงานรัฐบาลรอบ 2 เดือน ในวันที่ 9 พ.ย.
เรียกรมต.ติวเข้ม
ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า ตลอดช่วงบ่ายที่ตึกไทยคู่ฟ้าเป็นไปอย่างคึกคัก นายเศรษฐาได้เรียกรัฐมนตรีหลายกระทรวง ข้าราชการระดับสูงเข้าพบ อาทิ นายสุทิน คลังแสง รมว.กลาโหม ซึ่งมารายงานเกี่ยวกับการตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ นายจักรพงษ์ แสงมณี รมช.ต่างประเทศ รวมถึงตัวแทน จากกรมสรรพสามิต น.ส.ปาณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) นางพวงเพ็ชร ชุนละเอียด รมต.ประจำสำนัก นายกฯ เข้าพบภายหลังเข้าร่วมการประชุม คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ที่มีนายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกฯและรมว.ต่างประเทศ เป็นประธานการประชุม
นายสุทินเปิดเผยว่า นายกฯพูดคุยหลายเรื่องในส่วนของกระทรวงกลาโหม กำชับให้มีการเตรียมข้อมูลให้พร้อม เพราะช่วงนี้กรรมาธิการ (กมธ.) ของสภาผู้แทนราษฎร อาจมีการเรียกกองทัพเข้าชี้แจงบ่อย โดยเฉพาะวันที่ 9 พ.ย. นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ประธานคณะกมธ.การทหาร จะเรียกกลาโหมเข้าชี้แจงเกี่ยวกับการจัดซื้อเรือดำน้ำของจีน ซึ่งนายกฯกำชับว่าจะต้องให้ข้อมูลตรงกัน ทั้งในส่วนของสว.และสส. เนื่องจากนายกฯห่วงว่ากมธ.ของสภาจับจ้องกระทรวงกลาโหมอยู่ ขณะเดียวกันตนได้สั่งให้ระดับเจ้ากรมหรือระดับปลัดเข้าชี้แจงแทน สำหรับตนจะรอรับนายวิโรจน์ที่จะมาเยี่ยมกระทรวงกลาโหม วันที่ 22 พ.ย.
ด้านนางพวงเพ็ชรกล่าวว่า ตนเข้าพบ นายกฯคนละวงประชุมกับรัฐมนตรีท่านอื่น นายกฯเรียกไปหารือเพื่อเตรียมความพร้อมเกี่ยวกับการจัดงานแถลงนโยบายครบรอบ 2 เดือนของรัฐบาล ในวันที่ 9 พ.ย. และวันที่ 10 พ.ย. มี 2 งานคือแถลงเรื่องนโยบายเงินดิจิทัล 1 หมื่นบาท และงาน Thailand Winter Festival ซึ่งตนมีหน้าที่ดูแลการถ่ายทอดสด ในฐานะกำกับดูแลกรมประชาสัมพันธ์ นายกฯกำชับว่าอะไรที่เป็นผลงานของรัฐบาลให้เผยแพร่ให้ประชาชนรับทราบให้มากที่สุดและถึงกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด

ดินเนอร์ – นายเศรษฐา ทวีสิน นายกฯ พร้อมด้วยน.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และแกนนำพรรค ร่วมรับประทานอาหารค่ำกับหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาล ที่ร้าน Spider Collection NW303 อาคารโครนอส สาทร กทม. เมื่อวันที่ 8 พ.ย.
‘เศรษฐา-อิ๊ง-พรรครบ.’ชื่นมื่น
เมื่อเวลา 19.30 น. ที่ร้าน Spider Collection NW303 อาคารโครนอส ชั้น 26 นายเศรษฐา พร้อมด้วยน.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช หรือหมอมิ้ง เลขาธิการนายกฯ ร่วมรับประทานอาหารค่ำกับหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งในส่วนของพรรคพลังประชารัฐ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค ส่งพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประธานที่ปรึกษาพรรคพลังประชารัฐ และร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ มาเป็นตัวแทน
นอกจากนี้ยังมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย(ภท.) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พลังงาน หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ(รทสช.) นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา(ชทพ.) พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม หัวหน้าพรรคประชาชาติ (ปช.) มาร่วมวงบรรยากาศเป็นไปอย่างชื่นมื่นและเป็นกันเอง แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าพรรคเล็กที่ไม่มีรัฐมนตรี เช่น พรรคชาติพัฒนากล้า ไม่ได้รับเชิญมาร่วมวงครั้งนี้ด้วย
ต่อมาเวลา 20.39 น. นายเศรษฐาทวีตข้อความ พร้อมรูปภาพผ่าน X ว่า มาทานข้าวกับหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลหลังจากทำงานร่วมกันมา 2 เดือน ถือว่าเป็นครั้งแรกที่เราได้มาพบปะพูดคุยกันนอกเหนือจากการประชุมครม.ด้วย
รทสช.บี้ลดกมธ.ก้าวไกล
นายอัครเดช วงศ์พิทักษ์โรจน์ สส.ราชบุรี พรรครวมไทยสร้างชาติ คณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ให้สัมภาษณ์กรณีมติพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ขับสส. ทำให้จำนวนสส.ลดลงอีก 2 เก้าอี้ ทำให้มีสส.ปฏิบัติหน้าที่ได้ 147 คน ว่ากรณี ดังกล่าวจะมีผลต่อโควตาประธาน กมธ.สามัญ และกมธ.ประจำสภาผู้แทนราษฎรแน่นอนที่ต้องคำนวณสัดส่วนใหม่ ตนจะ นำประเด็นดังกล่าวหารือที่ประชุมวิปรัฐบาลอีกครั้งหลังเปิดสมัยประชุมสภา
การคำนวณสัดส่วนที่ผ่านมาประธานกมธ.กิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชนและกองทุน ของพรรครวมไทยสร้างชาติ ต้องแบ่งครึ่งกับพรรคก้าวไกล ขณะนี้นายสัญญา นิลสุพรรณ สส.นครสวรรค์ พรรครวมไทยสร้างชาติ ทำหน้าที่ประธานกมธ. หากจำนวน สส. ของพรรคก้าวไกลลดลงเป็นไปได้ว่าประธานกมธ.กิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน ตามสัดส่วนของพรรครวมไทยสร้างชาติ ต้องอยู่ยาวครบเทอม
กกต.ชี้ 2 สส.หาพรรคอยู่ใน 30 วัน
ที่สำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการ การเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงกรณีที่นาย ไชยามพวาน มั่นเพียรจิตต์ หรือ ปูอัด สส.กทม. และนายวุฒิพงศ์ ทองเหลา หรือ แจ้ สส.ปราจีนบุรี ที่ถูกพรรคก้าวไกลขับออกจากพรรคเหตุคุกคามทางเพศว่า หาก สส.ทั้ง 2 คนไม่สามารถหาพรรคใหม่สังกัดได้ภายใน 30 วันจะพ้นสมาชิกภาพของการเป็น สส. และ กกต.ต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งการขับ สส.เป็นเรื่องภายในพรรค
ส่วนพรรคจะมีมติขับออกชอบหรือไม่ต้องไปดูข้อบังคับพรรคระบุไว้ว่าอย่างไร โดยข้อบังคับพรรคร่างจากพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง คือต้องชอบทั้งกฎหมายพรรคการเมือง และข้อบังคับพรรค ผู้สื่อข่าวถามว่าสามารถสังกัดพรรคการเมืองที่ไม่มี สส.ในสภาได้หรือไม่ นายแสวงกล่าวว่า สามารถสมัครเป็นสมาชิกพรรคได้ คนที่ถูกขับออกมีสิทธิจะไปสมัคร ได้ทุกพรรคการเมืองถ้าพรรคนั้นรับ
เมื่อถามถึงกรณีที่นายศุภชัย ใจสมุทร นายทะเบียนพรรคภูมิใจไทยยื่นหนังสือให้นายทะเบียนพรรคการเมือง กกต. ตรวจสอบกรณีพรรคก้าวไกลมีมติขับนายปดิพัทธ์ สันติภาดา พ้นจากการเป็นสมาชิกภาพอาจดำเนินการไม่ถูกต้องตามข้อบังคับพรรค และ อาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตย และขอให้ยุบพรรคก้าวไกล เนื่องจากเข้าข่ายการสมคบคิดกันระหว่างนายปดิพัทธ์และพรรคก้าวไกล นายแสวงกล่าวว่า เป็นสิทธิเพราะผู้ยื่นยื่นในนามประชาชน ซึ่งกรณีนี้กกต.ยังไม่ได้พิจารณา ย้ำว่า กกต. พิจารณาตามข้อเท็จจริงและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ปช.ลั่นไม่รับ-ทำผิดวินัยพรรค
นายซูการ์โน มะทา สส.ยะลา เลขาธิการพรรคประชาชาติ กล่าวว่า พรรคประชาชาติไม่มีแนวคิดตกปลาในบ่อเพื่อน และไม่ได้ทาบทามให้ 2 สส.ดังกล่าวเข้าสังกัดพรรค ในมูลเหตุ 2 สส.ถูกขับออก เพราะผิดวินัยร้ายแรงของพรรคก้าวไกลในกรณีที่สังคมรับรู้ ดังนั้น ตนคิดว่าไม่รับเข้าพรรคแน่นอน และขอให้ในสภาชุดปัจจุบันพรรคประชาชาติมีสส. 9 คนก็เพียงพอ
ผู้สื่อข่าวถามว่า 2 สส.ดังกล่าวถือว่าประวัติด่างพร้อยหรือไม่ นายซูการ์โนกล่าวว่า ไม่ขอพูดเช่นนั้น เนื่องจากเหตุผลที่ 2 สส.ถูกขับออกเพราะเป็นมติของพรรคก้าวไกล ซึ่งถือว่าเป็นข้อครหา และถือว่าผิดตามข้อบังคับพรรคการเมือง ส่วนจะมีความผิดตามกฎหมายหรือไม่นั้นต้องเป็นกระบวนการของศาลที่จะชี้ขาด โดยเฉพาะศาลรัฐธรรมนูญที่จะพิจารณาชี้มูลในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับจริยธรรมต่อไป ขอย้ำว่าพรรคประชาชาติไม่ตกปลาในบ่อเพื่อนแน่นอน
‘แจ้’พร้อมแจงกมธ.อุตฯ
นายวุฒิพงศ์ ทองเหลา สส.ปราจีนบุรี ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าที่ออกมาเปิดเผยการทุจริตโรงงานบ่อขยะจ.ปราจีนบุรี กับนาย ส. ที่เป็นผู้ช่วย สส.ของน.ส.เบญจา แสงจันทร์ กรรมการบริหาร (กก.บห.) พรรคก้าวไกล และเป็นต้นเหตุให้ถูกขับออกจากพรรคหลังถูกตัดสินคุกคามทางเพศว่า วันที่ 22 พ.ย. กมธ.การอุตสาหกรรม สภาผู้แทนราษฎร เชิญตนไปชี้แจงเรื่องราวที่เกิดขึ้น ตนเป็น ทั้งกมธ.และผู้ให้ข้อมูลด้วย เรื่องหลักๆ ที่ชี้แจงคือเรื่องมลพิษที่เกิดขึ้นในพื้นที่ โดยเฉพาะโรงงานกำจัดขยะ และเรื่องทุจริตของผู้ช่วย สส.พรรคก้าวไกลคนดังกล่าว ต้นเหตุคือการให้อามิสสินจ้างกับผู้ช่วย ส. ซึ่งตนมีหลักฐานเยอะมาก เรื่องผู้ช่วย ส. ถ้าดูตามพยานหลักฐานมีมูลสูงมาก 95-100%
ผู้สื่อข่าวถามว่าเมื่อวันที่ 7 พ.ย. นายชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคก้าวไกล แถลงว่าน.ส.เบญจาไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องเพราะไม่มีหลักฐาน นายวุฒิพงศ์กล่าวว่า ขอให้ดูตามไทม์ไลน์ดีกว่า เราเห็นในสื่ออยู่ว่ามีการประกาศ มีการแถลง ตนอยากให้กรณีของตนเป็นกรณีสุดท้ายในกระบวนการใช้อำนาจ เกินขอบเขตเท่านั้น คนอื่นจะได้ไม่ต้องได้รับผลกระทบอีก “มองกันตรงไปตรงมา จะตอบอย่างไร นายชัยธวัชก็สามารถตอบได้ในฐานะที่เป็นหัวหน้าพรรค”
ต่อข้อถามว่าในการแถลงของนายชัยธวัชระบุในทำนองว่าอย่าเบี่ยงประเด็น เพราะหากมีทุจริตก็ไม่หักล้างเรื่องคุกคามทางเพศได้ นายวุฒิพงศ์กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องผูกพัน เป็นเรื่องมูลเหตุจูงใจ ตนร้องเรื่องทุจริตไป 4 เดือนแล้วไม่คืบหน้าเลย แล้วเก็บประเด็นนี้ไว้ใต้พรม แต่ในส่วนการคุกคามทางเพศของตน เมื่อเรื่องเข้าไปที่พรรคกระบวนการเดินไวมาก เร็วไปหมด “พอเห็นว่าจะมีบุคคลภายนอกเข้ามานั่งสอบสวน แต่จริงๆ ไม่มี เป็นเหมือนกระบวนการที่ไม่ถูกต้อง ชี้ให้เราผิดหรือเรายอมรับ เหมือนอย่างที่ผมบอกไปว่าตั้งเอง ชงเอง มีมติเอง มันลุกับการใช้อำนาจเกินขอบเขต ซึ่งผมยืนยันว่าจะแจ้งความกลับในคดีอาญา”
เพจดังแฉ‘สส.เชียงใหม่’
วันเดียวกัน เพจเฟซบุ๊กวันนี้ก้าวไกลโกหกอะไร โพสต์เอกสารการแจ้งความและร้องกกต.เชียงใหม่ ระบุมีชาวบ้านร้องเรียน ผ่านเพจถูก สส.พรรคดัง จ.เชียงใหม่ นำบัตรประชาชนไปใช้รับเงินช่วงหาเสียง และ มีการปลอมลายเซ็น ซึ่งผู้ร้องแจ้งกกต.และแจ้งความที่ สน.เกิดเหตุแล้ว
จากเอกสารที่อ้างมีประชาชน 4 รายเข้าแจ้งความที่สภ.ช้างเผือก เมื่อ 24 ต.ค.2566 และ 2 พ.ย.2566 ให้ดำเนินคดีกับ สส.รายหนึ่ง ปลอมลายเซ็นและนำสำเนาบัตรประชาชนผู้เสียหายไปรับเงินค่าจ้างผู้ช่วย หาเสียงกับพรรค และได้เข้าร้องต่อกกต.เชียงใหม่ด้วย โดยรายแรกมีการรับเงิน 13,490 บาท แต่ผู้เสียหายกลับไม่ได้รับเงินเลยสักบาท
รายที่สอง รับเงิน 18,020 บาท แต่สส.นำเงินมาให้ผู้เสียหายเพียง 9,000 บาท อ้างเป็นค่าช่วยหาเสียงแบบเหมา เช่นเดียวกับ รายที่สาม รับเงิน 18,020 บาท แต่นำเงินมาให้ ผู้เสียหาย 9,000 บาท อ้างเป็นค่าช่วยหาเสียงแบบเหมา ส่วนรายที่สี่ได้เข้าแจ้งดำเนินคดีฐานปลอมและใช้เอกสารปลอม
ถูกฟ้องปลอมลายเซ็น-อมเงิน
ต่อมา นายแทนคุณ จิตต์อิสระ รักษาการประธานคณะกรรมการส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและความเสมอภาคระหว่างเพศ พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) อ้างได้ข้อมูลสส.พรรคก้าวไกล เชียงใหม่ ปลอมลายเซ็นผู้ช่วย หาเสียงเพื่อรับเงินตามเคสข้างต้น และหลอกนำบัตรประชาชนไปประกอบเอกสารเท็จยื่นบัญชีรายรับ-รายจ่าย การลงสมัครสส.ให้ กกต.โดยไม่เป็นไปตามข้อเท็จจริง
“ผมได้โทร.สอบถามรายละเอียดกับแหล่งข่าวยืนยันเป็นเรื่องจริง 1 ใน 3 ระบุ สส.คนนี้ยังเคยรับปากว่าจะให้ดูแลพื้นที่ โดยแบ่งงานและแต่งตั้งให้ดูแลคนละเขตแต่ไม่ได้ทำตามที่ตกลง และตั้งคนอื่นเพื่อนำเงินผู้ช่วยไปใช้เองอีกด้วย ผู้เสียหายได้นำเอกสารการแจ้งความไปยื่น กกต.แล้วด้วย จึงขอเรียกร้องสำนึกจาก สส.ก้าวไกล ที่ถูกกล่าวหาออกมาสารภาพและลาออก ก่อนจะถูกเปิดโปงจนไม่มีที่ยืนต่อไป” นายแทนคุณกล่าว
เพจเฟซบุ๊ก “วันนี้ก้าวไกลโกหกอะไร” ยังโพสต์ภาพ พร้อมข้อความว่า “#ทุกคนคะ เมื่อคืนหนูส่งพี่ เค เสื้อแดง ลงพื้นที่นัดพบกับ อดีตผอ.ร.ร. แห่งหนึ่งในจันทบุรี เพื่อรับหลักฐานร้องเรียน ถูกคนสนิท สส. คุกคามและกลั่นแกล้งจนต้องออกจากงาน
เบื้องต้นรายละเอียดเยอะมาก อาจต้องประสานหน่วยงานอื่นเข้ามาช่วย ถ้ามีอะไรอัพเดตจะรีบแจ้งค่ะ”
‘นิกร’ถกประชามติกลุ่มนศ.
เวลา 13.40 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายนิกร จำนง โฆษกคณะกรรมการเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางในการทำประชามติ เพื่อแก้ไขปัญหาความเห็นที่แตกต่าง ในเรื่องรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย 2560 แถลงผลประชุมคณะอนุกรรมการศึกษาแนวทางในการทำประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2560 ที่มีนายวุฒิสาร ตันไชย เป็นประธาน และคณะอนุกรรมการรับฟังความเห็นประชาชนในการทำประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2560 ที่ตนเป็นประธาน ว่า การประชุมครั้งนี้ได้เริ่มเปิดรับฟังความเห็นของประชาชน กลุ่มแรกคือนิสิตนักศึกษาคนรุ่นใหม่ ที่จะเป็นผู้ใช้รัฐธรรมนูญนานกว่า โดยเชิญตัวแทนนักศึกษาจากม.ธรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ม.รามคำแหง ม.มหิดล ตัวแทนมหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) ตัวแทนสภาเยาวชน ตัวแทนมูลนิธิดวงประทีป กลุ่มราษฎร ที่เคยแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญรวมถึงกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม องค์การนักศึกษาม.ธรรมศาสตร์ โดยจะมีคำถามเริ่มต้นทดสอบก่อนลงใน รายละเอียด ที่มาจากการหารือกับวุฒิสภา โดยมี 5 คำถาม
1.สมควรจะทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หรือไม่ มีรายละเอียด เห็นสมควรจะทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ ยกเว้นหมวดหนึ่งและหมวดสอง หรือเห็นสมควรจัดทำและธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับหรือไม่สมควรให้จัดทำและจำนวนฉบับใหม่ 2.ในกรณีที่เห็นว่าไม่ควรจะทำฉบับใหม่ทั้งฉบับ เห็นสมควรแก้เป็นรายมาตราหรือไม่ 3.ในกรณีที่เห็นว่าควรจะทำแล้วถ้ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับเห็นว่าเนื้อหาในรัฐธรรมนูญ 2560 มีปัญหาเรื่องใดที่จำเป็นต้องแก้ไข เช่น การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนการมีส่วนร่วมทางการเมืองการตรวจสอบถ่วงดุลระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติฝ่ายบริหารฝ่ายตุลาการและองค์กรอิสระ หรือวิธีและกระบวนการแก้ไขธรรมนูญเป็นไปได้ยาก หรืออย่างอื่น เป็นต้น ทั้งหมดคือต้นเหตุที่จะนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ
คาดใช้งบ 3,250 ล้านบาท
4.จากนั้นจะเป็นคำถามว่าสมควรจัดตั้งองค์กร สภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนทั้งหมดหรือไม่ และสมควรจัดตั้งส.ส.ร. ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน โดยมีนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญ สัดส่วนวิธีการได้มาตามกรรมาธิการกำหนด 5.ในการจะทำประชามติจะถามว่าเห็นด้วยหรือไม่ที่จะให้มีการทำประชามติก่อนเริ่มดำเนินการในกระบวนการจัดทำและรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 4/2564 และถามว่าเห็นด้วยหรือไม่ที่จะจัดให้มีการทำประชามติเมื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จแล้ว เพื่อให้ประชาชนเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อีกครั้ง ก่อนที่จะนำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย โดยรายละเอียดจะไปอยู่ ในคณะกรรมาธิการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญในอนาคต
นายนิกรกล่าวว่า ในการแก้ไขมาตรา 256 จะไม่อยู่ในคำถามนี้ เพราะถึงอย่างไรก็ต้องแก้อยู่แล้ว ส่วนชุดคำถามที่จะสอบถามเยาวชน จะใกล้เคียงกับที่จะไปถามสมาชิกรัฐสภา 700 คน เมื่อเปิดสมัยประชุมสภา 13-14 ธ.ค. และวันที่ 18-19 ธ.ค.นี้จะนำไปถามสว. จากนั้นคณะอนุกรรมการจะนัดประชุมในวันที่ 22 ธ.ค. เพื่อสรุปและนำเสนอคณะกรรมการชุดใหญ่ภายในสิ้นปีนี้
ส่วนการประชุมของคณะกรรมการศึกษาฯได้เชิญกกต.เข้าร่วม โดยได้เคาะงบประมาณเบื้องต้นในการจัดทำประชามติ ประมาณ 3,250 ล้านบาท ส่วนวิธีการที่จะใช้ลงประชามติ ต้องหารือว่าจะทำได้หรือไม่ได้ อาจต้องใช้แอพพลิเคชั่นมาช่วย โดยกกต.จะเสนอรายละเอียดว่าหากใช้แอพฯ จะมีความเสถียรและสามารถล้วงข้อมูลได้หรือไม่ กลับมาเสนอให้คณะกรรมการทราบอีกครั้ง หากจะนำไปใช้กับการเลือกตั้งอื่นด้วย อาจจะไม่ทัน และหากจะใช้เครื่องมืออื่นจะมีค่าใช้จ่ายอีกเป็นหมื่นล้านบาท
ครั้งแรกเม.ย.67-ถัดไปพร้อมอบจ.
นายนิกรกล่าวว่า ที่ประชุมมีข้อกังวล เรื่องการทำประชามติ คือ กฎหมายประชามติ กำหนดว่าต้องใช้เสียงข้างมาก เพราะประชาชนต้องออกมาใช้สิทธิ์ให้เกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิ์ ออกมาครั้งหนึ่งต้องมี 25 ล้านคนขึ้นไป เรากังวลตรงนี้ เพราะไม่ใช่เรื่องง่ายที่ประชาชนจะออกมา เนื่องจากไม่ใช่การเลือกตั้งสส. และในจำนวนผู้ที่ออกมาใช้สิทธิ์ประชามติต้องมีผู้เห็นชอบเกินครึ่งหนึ่ง เป็นสองชั้น ตรงนี้ทำได้ยาก การทำประชามติครั้งแรก ประชาชนอาจให้ความสนใจ แต่ในครั้งที่สองที่แก้ไขมาตรา 256 ตรงนี้ประชาชนจะเข้าใจหรือไม่ว่าจำเป็นต้องทำ โดยมาตรานี้จะทำไปพร้อมกับการเลือกตั้งนายกอบจ. ซึ่งประชาชนจะออกมาโหวตสองอย่าง แต่ที่น่าห่วงคือจะตกม้าตาย เพราะประชาชนจะออกมาไม่ครบ ไม่มีการเหนี่ยวนำให้ออกมา ไม่มีหัวคะแนน
ยืนยันว่าเราจะทำตามกฎหมายที่มีอยู่ ครั้งที่แล้วการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นการสู้กัน ระหว่างคสช. กับฝ่ายการเมืองและฝ่ายการเมืองไม่เห็นด้วย เมื่อเกิดการสู้กันทำให้ดึงคนจากทั้งสองข้างจากทั้งสองฝ่ายออกมา แต่ครั้งนี้หากประชาชนเห็นว่าไม่เกี่ยวข้อง ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะออกมา ส่วนรายละเอียดต่างๆ สภาจะต้องไปคุยกันเอง และพิจารณาว่าจะต้องไปแก้ไขกฎหมายประชามติหรือไม่ ถ้าแก้จะใช้เวลาไม่นาน และคาดว่าจะถามประชามติประมาณเดือนเม.ย.2567 โดยต้องทำให้ประชาชนเข้าใจและคิดคำถามให้ประชาชนตอบได้
‘วุฒิสาร’ชี้ไทม์ไลน์ชัดเจนสิ้นปี
ด้านนายวุฒิสาร ตันไชย ประธาน คณะอนุกรรมการศึกษาแนวทางในการทำประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2560 ให้สัมภาษณ์ถึงไทม์ไลน์ที่จะสรุปข้อมูลทั้งหมดว่า ตามที่นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ได้ชี้แจงไปว่า ประมาณสิ้นปีนี้คงได้ข้อยุติเบื้องต้นเพื่อนำเสนอคณะกรรมการชุดใหญ่ เพราะอนุกรรมการ 2 ชุดที่กำลังทำงานอยู่ในขณะนี้ ซึ่งคณะอนุกรรมการที่ทำงานมากหน่อย ในขณะนี้คือชุดของนายนิกร ที่ไปรับฟังความคิดเห็น ซึ่งวันที่ 15 พ.ย.นี้ จะรับฟังความคิดเห็นที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล เกี่ยวกับเนื้อหาสาระที่จะแก้ไข การจัดทำรัฐธรรมนูญ
ส่วนอนุกรรมการชุดของตน จะพิจารณาในลักษณะข้อกฎหมายของคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ผูกพันว่าสรุปแล้วการทำประชามติจะต้องทำกี่ครั้ง เพราะนโยบายรัฐบาลประกาศว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องคงหมวด 1 หมวด 2 ซึ่งต้องมาดูว่าการยกเว้นหมวด 1 หมวด 2 จะเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับหรือไม่ อนุกรรมการชุดนี้อาจมีการทอดเวลา ด้วยการรับฟังข้อมูลจากคณะอนุกรรมการชุดที่สอง และรับฟังความเห็นของคนทั่วไป ขณะเดียวกันจะไปหารือกับผู้ที่เกี่ยวข้อง และคนที่เป็นนักกฎหมายทั้งหลาย เพื่อมาช่วยกันให้คำตอบ ยืนยันประมาณสิ้นปีนี้คงได้ข้อยุติเบื้องต้น
‘ดร.ตั๊ก’ให้รอ10พย.-ขึ้นเงินขรก.
เมื่อวันที่ 8 พ.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการศึกษาแนวทางวิธีการ และงบประมาณในการปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า ให้รอดูในการประชุมร่วมกับ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง วันที่ 10 พ.ย.นี้ เนื่องจากต้องดูเรื่องงบประมาณเพื่อพิจารณาว่าควรจะปรับเท่าไร หลังการประชุมคาดว่าจะคืบหน้ามากขึ้น
ผู้สื่อข่าวถามถึงความเป็นไปได้ในการปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการจะเริ่มในปี 2567 เพื่อให้สอดคล้องกับการแบ่งจ่ายเงินเดือนข้าราชการ 2 ครั้งหรือไม่ นายปานปรีย์กล่าวว่า ขอให้รอฟังผลประชุมก่อน อยากรับฟังข้อมูลให้รอบด้านก่อนที่จะตัดสินและนำเสนอ คณะรัฐมนตรี
เมื่อถามว่าหากปรับขึ้นเงินเดือนจะต้องใช้งบประมาณเท่าไร นายปานปรีย์กล่าวว่า ยังไม่ประเมิน ขอรอฟังข้อมูลทั้งหมดก่อน ต่อข้อถามถึงข้อเสนอของนักวิชาการให้ทยอยปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการทีละส่วน เริ่มจากชั้นผู้น้อยก่อน นายปานปรีย์กล่าวว่า ขอรอฟังรายละเอียดทั้งหมดก่อน เนื่องจากการจัดทำร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 มีความล่าช้า และคาดว่าต้องใช้งบประมาณตรงนี้ในการดำเนินการ อย่าเพิ่งฟันธงในเรื่องนี้เพราะจะฟังข้อมูลให้ครบถ้วน จากนั้นจะเสนอให้รับทราบต่อไป
จ่อเปิดรับฟังร่างกม.ยาบ้า5เม็ด
เมื่อวันที่ 8 พ.ย. นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงการจัดทำร่างกฎกระทรวงกำหนดปริมาณยาเสพติดให้โทษและวัตถุออกฤทธิ์ที่ให้สันนิษฐานว่ามีการครอบครองเพื่อเสพ พ.ศ. … ว่า การกำหนดจำนวนการถือครองยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 เมทแอมเฟตามีน หรือ ยาบ้า ไม่เกิน 5 เม็ดให้สันนิษฐานว่าเป็นผู้เสพ ที่ตามนิยามคือเป็นผู้ป่วย สามารถสมัครใจเข้ารับการบำบัดให้จบกระบวนการ ถึงจะพ้นโทษฐานเสพยาเสพติด แต่ต้องเน้นย้ำว่า การพบว่ามีสารเสพติดนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจจะต้องสืบสวนข้อเท็จจริง เช่น หากถือครองยาบ้าเพียง 3 เม็ด แต่มีพฤติกรรมการจำหน่ายด้วย ก็ถือว่าเป็นความผิดตามกฎหมายฐานครอบครองยาเสพติดเพื่อจำหน่าย มีโทษจำคุกและปรับ
นพ.ชลน่านกล่าวต่อว่า ทางฝ่ายข้าราชการประจำ จะต้องทำร่างกฎกระทรวงขึ้นมา จากนั้น จะรับฟังความเห็นเป็นการทั่วไปจากทุกๆ ฝ่าย เช่น เปิดเว็บไซต์ให้คนมาแสดงความคิดเห็นต่อร่าง จะใช้เวลาไม่เกิน 2 สัปดาห์ จากนั้นก็จะเสนอร่าง มายัง รมว.สธ. เพื่อส่งให้ที่ประชุม ครม.พิจารณาว่าจะรับหลักการหรือไม่ ในขั้นตอนนี้ทางสำนักงานเลขาธิการ ครม. จะมีการสอบถามความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นไปตามระเบียบการเสนอเรื่องต่อ ครม. ขณะนี้คณะกรรมการที่พิจารณาร่างกฎกระทรวงดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว วันนี้คาดว่าจะเสนอมาตรวจร่างพร้อมกัน หากไม่มีข้อติดขัดอะไร ก็จะนำร่างเปิดรับฟังความเห็นได้เลย
เมื่อถามว่า พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ.2564 ให้อำนาจ รมว.สธ. พิจารณากำหนดปริมาณวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทและชื่อยาเสพติดในประเภทที่ 1, 2 และ 5 ดังนั้น ร่างกฎกระทรวงมีการเปลี่ยนแปลงยาเสพติดชนิดอื่นๆ หรือไม่ นพ.ชลน่านกล่าวว่า ส่วนใหญ่จะเป็นการยึดตามกฎหมายเดิมที่มีอยู่แล้ว แต่จะมาเปลี่ยนเรื่องการกำหนดจำนวนถือครองยาบ้าต่ำกว่า 5 เม็ด ขณะที่ยาเสพติดประเภทที่ 5 ในเรื่องกัญชา ก็ยังระบุว่าสารสกัด THC ที่มีปริมาณมากกว่าร้อยละ 0.2 ต่อน้ำหนัก ยังถือเป็นยาเสพติดอยู่