มั่นใจแจก1หมื่นผ่านสภามี‘320เสียง’สนับสนุน ถึงสหรัฐพบผู้นำเอเปค ‘ศิริกัญญา’หวั่นคดีม.112 ทำสส.ก้าวไกลสูญพันธุ์

‘เศรษฐา’ถึงสหรัฐคิวแน่น ร่วมประชุมเอเปค ลุยโรดโชว์แลนด์บริดจ์ นำเอกชนไทยพบนักธุรกิจสหรัฐ เผยผู้ว่าฯแบงก์ชาติแนะเองให้กู้เงินใช้ในโครงการดิจิทัลวอลเล็ต หนี้สาธารณะยังต่ำกว่าเพดาน มั่นใจ 320 เสียงพรรคร่วมโหวตหนุน พ.ร.บ.กู้เงิน 5 แสนล้านผ่านสภา รมช.คลังระบุต้นปี 67 เปิดยืนยันรับสิทธิ์ 1 หมื่น เชื่อดันจีดีพีโต 5% ต่อปี ‘ไหม-ศิริกัญญา’ สวน ‘เสี่ยอ้วน’ บิดประเด็น รับเคยหนุนเงินดิจิทัลจริง แต่ตอนนั้นเพื่อไทยบอกไม่กู้ ลุ้น 15 พ.ย. ศาลรธน.ตัดสินคดีก้าวไกลหาเสียงแก้มาตรา 112 ผวาสส.รุ่นที่แล้วโดนหมด

‘นิด’ประชุมเอเปคคิวแน่น
เมื่อวันที่ 13 พ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง และคณะเดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติซานฟรานซิสโก สหรัฐ เวลา 14.00 น. วันที่ 12 พ.ย. (ตามเวลาท้องถิ่น ช้ากว่ากรุงเทพฯ 15 ชั่วโมง) และเข้าพักที่โรงแรม เดอะ ริทซ์ คาร์ลตัน

สำหรับภารกิจของนายเศรษฐาวันที่ 13 พ.ย. เวลา 13.00 น. นำคณะเยี่ยมชมบริษัท เทสลา (Tesla) พบปะหารือกับผู้บริหารบริษัท HP และบริษัท ADI ภายในโรงแรมที่พัก, เวลา 16.00 น. เปิดงานสัมมนาโครงการสะพานเศรษฐกิจเชื่อมฝั่งอันดามันและ อ่าวไทย (ชุมพร-ระนอง) หรือแลนด์บริดจ์ มีนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.คมนาคม บรรยายภาพรวม และพบหารือแลกเปลี่ยนความเห็นภาคเอกชนไทย ก่อนร่วมงานเลี้ยงรับรองและกล่าวต้อนรับภาคเอกชนในเวลา 20.00 น.

วันที่ 14 พ.ย. เวลา 09.00 น. พบผู้บริหารมหาวิทยาลัยสแตนเฟิร์ดและพบปะนักศึกษาไทย ตั้งแต่เวลา 10.30 น. เป็นต้นไป พบ ผู้บริหารบริษัทชั้นนำยักษ์ใหญ่ 5 บริษัท อาทิ บริษัท Walmart, บริษัท Western Digital, บริษัท AWS, บริษัท Google, บริษัท Microsoft ที่โรงแรมที่พัก

เวลา 17.00 น. ที่ศูนย์ประชุมมอสโคนีเซ็นเตอร์ พบหารือกับนายจอร์น เคอร์รี ผู้แทนพิเศษของประธานาธิบดีแห่งสหรัฐ ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ต่อด้วยการหารือกับผู้บริหารบริษัท Open AI ที่โรงแรมเดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน

วันที่ 15 พ.ย. เวลา 10.00 น. หารือทางไกลผ่านระบบ zoom กับผู้บริหารบริษัท Intel จากนั้นหารือกับผู้บริหารบริษัท Citi ที่โรงแรมที่พัก ก่อนไปศูนย์ประชุมมอสโคนีเซ็นเตอร์ ฝั่งทิศตะวันตก เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำภาคเอกชนของเอเปค (APEC CEO Summit 2023) และกล่าวปาฐกถาช่วงที่ 6 หัวข้อ ‘Summit Addresses by APEC Leaders and CEOs’ และพบปะหารือกับบริษัทเอกชนสหรัฐ รวมถึงหารือ นายคิชิดะ ฟูมิโอะ นายกฯ ญี่ปุ่น

จากนั้นกลับโรงแรมที่พักหารือกับบริษัท Tiktok แล้วเดินทางไปยังพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ เอ็กซ์พลอราทอเรียม เข้าร่วมงานเลี้ยงต้อนรับผู้นำ รัฐมนตรีและ CEOs ที่เข้าร่วมประชุม เอเปค ครั้งที่ 30 โดยมีนายโจเซฟ อาร์ ไบเดน จูเนียร์ ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐ เป็นเจ้าภาพ เสร็จแล้วเดินทางไปบ้านพักของนายฌ็อง- ปีแยร์ (ฌีเป) กงต์ ประธานและประธาน เจ้าหน้าที่บริหารบริษัท Genster Capital LLC พบและหารือ ค่ำวันเดียวกัน ร่วมรับประทานอาหารค่ำกับผู้นำภาคเอกชนที่เข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำภาคเอกชนของเอเปค พร้อมขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ก่อนงาน

ถึงสหรัฐ – นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เดินทางถึงนครซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 12 พ.ย.ตามเวลาท้องถิ่น เพื่อเข้าร่วมเวทีเอเปค 2023 โดยมีกำหนดการพบผู้นำหลายประเทศและนักธุรกิจระดับโลก

พบผู้นำประเทศ-โชว์วิสัยทัศน์
วันที่ 16 พ.ย. นายเศรษฐาพบปะหารือกับผู้บริหารบริษัท Meta ก่อนเดินทางไปยัง ศูนย์ประชุมมอสโคนีเซ็นเตอร์ เพื่อหารือกับนายกฯ แคนาดา, U.S. APEC Business Coalition, นายกฯ เครือรัฐออสเตรเลีย 2566 ที่โรงแรมที่พัก และถ่ายภาพหมู่ของผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค โดยนายกฯ จะเข้าร่วมการหารือระหว่างรับประทานอาหารกลางวัน และหารืออย่างไม่เป็นทางการระหว่างผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคกับแขกพิเศษของประธาน ในหัวข้อ Sustainability, Climate, and Just Energy Transition

ช่วงบ่าย หารือกับนางจีนา เอ็ม. เรมอนโด รมว.พาณิชย์ สหรัฐ เสร็จแล้วร่วมกิจกรรมระดับกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจอินโด-แปซิฟิก (IPEF Summit) และช่วงเย็นร่วมในพิธีเปิดการหารือเต็มคณะ ระหว่างผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคกับผู้แทนสภาที่ปรึกษา ทางธุรกิจเอเปค และประชุมหารือกลุ่มย่อยระหว่างผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคกับสภาที่ปรึกษาทางธุรกิจเอเปค และกล่าวถ้อยแถลงปิดท้าย ร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้นำเขตเศรษฐกิจ โดยมีประธานาธิบดีสหรัฐ เป็นเจ้าภาพ ที่พิพิธภัณฑ์วิจิตรศิลป์ แห่งซานฟรานซิสโก

ส่วนวันที่ 17 พ.ย. นายเศรษฐาหารือทวิภาคีกับผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ที่โรงแรม เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน จากนั้นไปยังศูนย์ประชุมมอสโคนีเซ็นเตอร์ เพื่อหารือกับประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐเปรู และเข้าร่วมการประชุมเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 30 ในหัวข้อ ‘การสร้างเศรษฐกิจที่ครอบคลุมและยืดหยุ่นจากความเชื่อมโยง’ โดยนายกฯ จะร่วมกล่าวถ้อยแถลงในลำดับที่ 18

ช่วงบ่าย เดินทางไปบริษัท Nvidia เพื่อพบผู้บริหารและเยี่ยมชมบริษัท ช่วงเย็นพบปะกับชุมชนไทยในสหรัฐก่อนเดินทางกลับไทย ซึ่งนายกฯ และคณะจะเดินทางออกจาก ท่าอากาศยานนานาชาติซานฟรานซิสโก สหรัฐ เที่ยวบินพิเศษ TG8839 ใช้เวลาประมาณ 16 ชั่วโมง ถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิวันที่ 19 พ.ย. เวลา 07.00 น.

ดึงลงทุนแลนด์บริดจ์
นายเศรษฐาให้สัมภาษณ์ถึงการโรดโชว์โครงการแลนด์บริดจ์ระหว่างการประชุม ผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค 2023 ว่า จะใช้โอกาสร่วมประชุมเอเปคครั้งนี้เชิญชวนนักลงทุน ให้มาลงทุนในโครงการแลนด์บริดจ์ เมื่อโครงการนี้เกิดขึ้นจะเกิดอุตสาหกรรมใหม่และขยายเป็นฐานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ในพื้นที่ ไม่ใช่เฉพาะภาคการเกษตร แต่จะมีอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องเกิดขึ้นด้วยและจะยกระดับรายได้ประชาชน เกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้น

ผู้สื่อข่าวถามถึงโอกาสการลงทุนที่จะเกิดขึ้นในการพบกับนักลงทุนในสหรัฐ นายเศรษฐากล่าวว่า ทุกครั้งที่เดินทางต่างประเทศได้แจ้งความคืบหน้า สร้างความมั่นใจให้นักลงทุน และยังเป็นโอกาสให้คนรุ่นใหม่ตัดสินใจวางอนาคตได้ แม้โครงการยังไม่เกิดขึ้นทันทีและต้องใช้เวลานานแต่เชื่อว่าคนรุ่นใหม่จะเล็งเห็นโอกาสจากโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ อาจทำให้ตัดสินใจไม่ย้ายประเทศเพื่อทำงาน รัฐบาลจึงต้องสร้างแรงบันดาลใจ

เมื่อถามถึงข้อเสนอจูงใจให้เลือกมาลงทุนในโครงการแลนด์บริดจ์ นายเศรษฐากล่าวว่า มีมาตรการทางภาษี พลังงานสะอาดที่รัฐบาลให้ความสำคัญ การบริหารจัดการน้ำในภาคอุตสาหกรรม เป็นศูนย์กลางการบิน มีรถไฟความเร็วสูง มีท่าเรือแหลมฉบังสำหรับ โลจิสติกส์ โดยแลนด์บริดจ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจะเป็นปัจจัยสำคัญให้นักลงทุน ตัดสินใจ ขณะที่มิติสังคมประเทศไทย ไม่แตกแยกเท่าบางประเทศ แม้จะมีความเห็นที่ไม่ตรงกันบ้างแต่อยู่ร่วมกันได้อย่างสงบ นักลงทุนต่างชาติจะดูตรงนี้เป็นหลัก และไทยยังมีโรงเรียนสถานพยาบาลที่มีมาตรฐานระดับโลก ที่เป็นปัจจัยต่อการตัดสินใจของ นักลงทุนเช่นกัน

ชูไฮไลต์รถไฟฟ้าอีวี
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการ คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวถึงกิจกรรมพบกับภาคเอกชนของ นายเศรษฐา ระหว่างร่วมประชุมเอเปคว่า มีภารกิจ 2 ส่วน คือ นายกฯ จะพบปะผู้บริหารระดับสูงของบริษัทเป้าหมายในอุตสาหกรรมรถไฟฟ้าอีวี ดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์ อีกส่วนนำผู้ประกอบการไทยประมาณ 20 คน ที่ร่วม เดินทางมาด้วย พบบริษัทชั้นนำของสหรัฐ เพื่อสร้างศักยภาพความร่วมมือในอนาคต มีกิจกรรมพาภาคธุรกิจไทยเยี่ยมชมภาคธุรกิจสหรัฐ โดยเชิญบริษัทของสหรัฐกว่า 80 บริษัท มาพบปะพูดคุยใน 3 อุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ อุตสาหกรรมอีวี เช่น Tesla ต่อยอดจากที่เคยพบปะกันที่นิวยอร์ก ในการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ที่สหรัฐ เมื่อเดือนก.ย.ที่ผ่านมา

การมาครั้งนี้ติดตามผลที่ได้พูดคุยไปแล้วและจะลงลึกจากที่คุย เนื่องจากไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตรถอีวีในภูมิภาค ที่ผ่านมามีบริษัทรายใหม่หลายรายเข้ามาลงทุนในไทย ตั้งฐานการผลิตส่งออกทำให้ตลาดรถอีวีในไทยเติบโตอย่างรวดเร็ว ช่วง 9 เดือนมียอด จดทะเบียนรถอีวีกว่า 6,000 คัน เพิ่มขึ้น 7 เท่าเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา และเป็นตัวเลขสูงที่สุดในภูมิภาค

ด้านดิจิทัลจะพบกับบริษัทสำคัญ เช่น AWS อินเทล เฟซบุ๊ก และดาต้า เซ็นเตอร์ 3 แห่งหลัก คือ อเมซอน กูเกิ้ล และไมโครซอฟท์ ครั้งนี้นายกฯ จะพบปะกับบริษัท อเมซอน ที่ประกาศร่วมลงทุนในไทยต้นปีหน้า มูลค่าไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเกือบ 2 แสนล้านบาท ระยะแรก จะลงทุนสร้างดาต้า เซ็นเตอร์ 3 แห่ง เฟสแรกมูลค่ากว่า 2 หมื่นล้านบาท ส่วนกูเกิ้ลและไมโครซอฟท์ นายกฯ ได้พบที่นิวยอร์กและทำงานกันต่อเนื่อง ซึ่งจะพยายามดึงบริษัทเหล่านี้เข้ามาลงทุนในประเทศไทยให้ได้

กลุ่มด้านอิเล็กทรอนิกส์จะพบกับหลายบริษัท ADI, HP บริษัทเหล่านี้สนใจประเทศ ไทย ที่ผ่านมาไทยเป็นการผลิตกลางน้ำ รัฐบาลจึงมีเป้าหมายชัดเจนยกระดับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไปสู่ต้นน้ำมากขึ้น

บีโอไอตั้งเป้าภายใน 4 ปี จะดึงบริษัท ชั้นนำไม่น้อยกว่า 100 บริษัท ไปตั้งในประเทศไทย เพื่อให้เกิดการจ้างงานที่มีคุณค่าสูงกว่า 1 หมื่นตำแหน่ง ปัจจุบันมีบริษัท ชั้นนำที่ใช้เมืองไทยเป็นฐานมากมาย เช่น อะโกดา ที่มีพนักงานอยู่ 3,000 คน ในไทย เป็นต่างชาติ 2,000 คน และคนไทย 1,000 คน มีการพัฒนาที่ประเทศไทย ยังมีบริษัท บิชชิน ฮิตาชิ ก็มีฐานที่ประเทศไทย

มั่นใจพรรคร่วมหนุนแจก 1 หมื่น
นายเศรษฐา ทวสีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ให้สัมภาษณ์ถึงโครงการดิจิทัลวอลเล็ต 1 หมื่นบาทที่ให้ผู้มีอายุ 16 ปีขึ้นไป มีเงินเดือนไม่เกิน 7 หมื่นบาท หรือบัญชี เงินฝากน้อยกว่า 5 แสนบาท ที่มีทั้งคน เห็นด้วยและเห็นต่างว่า ต้องให้ข้อมูลที่ชัดเจนและไม่อยากให้สังคมไทย ทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายตรงข้าม หรือพวกเดียวกันไม่อยากให้มีธง อยากให้รับฟังความคิดเห็นว่าข้อดีข้อเสียคืออะไร แล้วหยิบยกมาพูดคุยกัน

ผู้สื่อข่าวถามกรณี น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ระบุโครงการ อาจไม่เกิดขึ้นและพ.ร.บ.กู้เงิน 5 แสนบาท ที่จะนำมาใช้ในโครงการ ไม่ผ่านสภา ประชาชนจะไม่มีโอกาสได้รับเงินจริง นายเศรษฐา กล่าวว่า “ผมมั่นใจว่าเสียงของผม พรรคร่วมรัฐบาลมี 320 เสียง ผมว่าเสียงของผมมั่นคงและเราทำงานเป็นทีม เชื่อว่าผ่าน” ต่อข้อถามว่า คนไทยจะมีโอกาสได้ใช้เงิน 1 หมื่นบาท หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า มั่นใจ เป็นหน้าที่ผู้นำรัฐบาลต้องรับฟังเสียงประชาชน โครงการดีเลย์จากที่ประกาศไว้เพราะทีมงานต้องรับฟังความเห็นทั้งหมด ทั้งเรื่องการ ออกพ.ร.บ. กำหนดเกณฑ์คนรวย การจำกัดรายได้ที่พูดคุยและถกเถียงกัน

ต่อข้อถามว่าโครงการนี้จะมีอุบัติเหตุทำให้สะดุดหรือไม่ นายเศรษฐากล่าวว่า มั่นใจเป็นนโยบายที่ดี เหมาะสม และไม่เกี่ยวกับเรื่องเทคนิคหรือกฎหมาย รัฐบาลยืนยันว่าทำถูกต้องทั้งหมด คณะกรรมการกฤษฎีกาคงให้ข้อคิดเห็นในเชิงที่เป็นบวกและเราสามารถ ทำโครงการนี้ได้ แต่มีจุดเดียวคือมีคำถามว่าตอนนี้เราอยู่ในวิกฤต หรือไม่ได้อยู่ในวิกฤต มีวิกฤตและความจำเป็นที่ต้องทำหรือไม่

ถ้าบอกว่าวิกฤตและความจำเป็นคือจีดีพีติดลบ แบบนั้นคงไม่ต้องทำ เพราะจีดีพียัง ไม่ติดลบ แต่ 9-10 ปี ที่ผ่านมาจีดีพีแค่ 1.9 % ต่อปี ไม่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจ ประเทศอื่นโตกว่าเรา 2 เท่า คู่แข่งของไทยทั้งเวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ มีการเติบโต ถ้าไม่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจวันหนึ่งอาจไม่มีใครอยากมาลงทุนที่ไทย รัฐบาล เชื่อว่าเราอยู่ในวิกฤตที่ต้องการการกระตุ้น แม้คนอื่นจะบอกว่าไม่จำเป็น ไม่ต้องใช้เงินขนาดนี้ กระตุ้นแค่คนจนที่มีรายต่ำจริงๆ ก็พอ เถียงกันไปอย่างนี้ก็ไม่จบ

เผยผู้ว่าฯธปท.แนะเองให้กู้
ผู้สื่อข่าวถามว่าโหวตเตอร์พรรคเพื่อไทย (พท.) บางส่วนผิดหวังที่ไม่เข้าเกณฑ์ได้รับเงิน นายเศรษฐากล่าวว่า เข้าใจและห็นใจแต่ต้องรับฟังทุกภาคส่วน ทั้งสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีความชัดเจนไม่ให้แจกคนรวย และมีการสอบถามถึงกำหนดเกณฑ์คนรวยโดยต้องกำหนดตัวเลขให้ชัดเมื่อถึงจุดหนึ่ง โดยคนที่มีรายได้เกิน 7 หมื่นบาท และเงินเก็บเกิน 5 แสนบาท รัฐบาลออกโครงการอีรีฟันด์ หากใช้จ่ายจะได้เงินคืน 1 หมื่นบาท เทียบเท่าเงินในโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ที่ทีมงานคิดมาแล้ว รวมถึงโครงการระยะยาวในกองทุนส่งเสริมการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมใหม่ เป้าหมาย เช่น รถอีวี ไมโครชิพ 1 แสนล้านบาท ที่จะเริ่มใช้ในเดือนมิ.ย.2567 ที่ต้องทำเร่งด่วน

ต่อข้อถามว่ากรณีประชาชนสงสัยว่าเงินฝาก 5 แสนบาท รวมสลากออมสิน หุ้นกู้ กองทุนรวมและเงินเกษียณหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า นับเฉพาะเงินฝากอย่างเดียว ไม่นับกองทุนรวมเพราะตรวจสอบไม่ได้ ส่วนเงินเกษียณถ้าไปอยู่ในบัญชีนับรวมด้วย ส่วนเงินสดที่เก็บอยู่ที่บ้านไม่นับ เมื่อครั้งรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เติมเงินในแอพ พลิเคชั่นเป๋าตังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่พบว่า 15% ไม่มีการใช้จ่ายเพราะคนไม่ได้ใช้

เมื่อถามว่าประชาชนไม่มั่นใจรัฐบาลมีเงินพอจะนำมาใช้ในโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ทั้งที่ก่อนหน้านี้เชื่อว่าพรรคเพื่อไทยหาเงินได้ ใช้เงินเป็น นายกฯ กล่าวว่า “ผมเป็นนายกฯ ที่มาจากพรรคอะไร พรรคเพื่อไทย สื่อก็บอกว่าหาเงินได้ใช้เงินเป็น ผมก็มั่นใจว่าผมหา เงินได้ใช้เงินเป็น ส่วนเรื่องที่มาของการจะออกพ.ร.บ.กู้เงิน ทางผู้ว่าฯ ธปท.ได้บอกเองว่านายกฯ กู้ดีกว่า ตอนนี้หนี้สาธารณะจาก 61% เป็น 64% เพราะเพดานเงินกู้อยู่ที่ 70% ให้กู้เลย ถ้านำมาใส่โครงการนี้บวกกับโครงการอื่น และหากยกระดับจีดีพีขึ้นไป สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีจะลดตามไป แม้หนี้จะเพิ่มแต่ถ้าจีดีพีมากกว่าหนี้จะลดลง”

คลังระบุต้นปียืนยันรับสิทธิ์
นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง เปิดเผยว่า ภายในไตรมาส 1/2567 กระทรวงการคลังจะเปิดให้มีการยืนยันตัวตนรับสิทธิ์มาตรการเติมเงิน 1 หมื่นบาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ต สำหรับผู้ที่มีสิทธิ์ 50 ล้านคน ในจำนวนนี้ เป็นผู้ที่มีฐานข้อมูลเดิมอยู่แล้ว 40 ล้านคน จะต้องมีการกดปุ่มในแอพพลิเคชั่นเพื่อ ยืนยันรับสิทธิ์ และอีก 10 ล้านคน โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีสิทธิ์อายุตั้งแต่ 16-18 ปี ต้องมีการพิสูจน์ตัวตนลูกค้า (KYC) เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายของธปท.

ดิจิทัลวอลเล็ต 1 หมื่นบาทจะใช้ได้ภายใน 6 เดือนนับตั้งแต่เริ่มมาตรการ และคาดว่าจะหมุนเวียนอยู่ในระบบอีก 3 ปี มีการใช้จ่ายทวีคูณ กระตุ้นกลไกทางเศรษฐกิจ ซึ่งคลังมั่นใจว่า เมื่อมีการใช้จ่ายเงินดิจิทัล เปลี่ยนจากคนแรกไปยังร้านค้า จะยังไม่มีการมาขอขึ้นเงินสดทันที เพราะหลังจากมาตรการมีผล จะมีมาตรการจูงใจอื่นๆ ให้สิทธิประโยชน์จากการใช้เงินดิจิทัลด้วย ในช่วงระยะเวลา 2 ปีแรกที่มีการใช้จ่าย ซึ่งจะทำให้เงินดิจิทัลยังคงหมุนอยู่ในระบบต่อไป

“ดิจิทัลวอลเล็ต 1 หมื่นบาทนั้น ขั้นตอนการใช้จ่ายต้องไม่ยุ่งยาก วิธีการใช้จ่ายผ่านแอพพลิเคชั่นเป๋าตัง สแกนกับร้านค้าเหมือนเดิม แต่จะอยู่ในรูปแบบสิทธิ์การใช้จ่ายเงินดิจิทัล โดยมีเทคโนโลยีบล็อกเชนเข้าไปกำกับดูแล เพื่อให้ระบบมีความมั่นคง ปลอดภัย ตรวจสอบได้ โดยเฉพาะกรณีที่มีผู้จงใจทุจริตรับเงินดิจิทัล แปลงเป็นเงินสด จะสามารถตรวจสอบได้ กดปุ่มเดียวจะพบความผิดปกติเกิดขึ้นที่ไหน ต่างจากโครงการในอดีต ซึ่งครั้งนี้จะเข้มงวดกว่าเดิม” นายจุลพันธ์กล่าว

ช่วยดันเศรษฐกิจโต5%ต่อปี
ส่วนข้อกังวลเรื่องการกู้เงินเพื่อมาใช้ในโครงการว่าจะขัดต่อพ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง ว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนหรือไม่ นายจุลพันธ์กล่าวว่า เรื่องนี้คลังไม่ใช่ผู้วินิจฉัย แต่ในฝั่งรัฐบาลคิดว่าเศรษฐกิจไทยขณะนี้มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องได้รับการกระตุ้นครั้งใหญ่ หลังจากหลายปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยเติบโตได้ในระดับต่ำกว่าศักยภาพ ที่ 1.9-2% ประชาชนขาดกำลังในการจับจ่ายใช้สอย หากปล่อยไว้ ภายใน 4 ปีจากนี้ สัดส่วนหนี้สาธารณะจะทะลุกรอบเพดานที่ 70% ต่อจีดีพี และต้องมีการกู้ชดเชยขาดดุลเฉลี่ย 6-7 แสนล้านบาท เต็มเพดานที่กฎหมายกำหนดไว้ไปอีกหลายปี

“มาตรการดิจิทัลวอลเล็ต จะเป็นการวางโครงสร้างพื้นฐานการเงินดิจิทัลให้กับประเทศ กระตุ้นให้เกิดการจับจ่ายใช้สอย และเศรษฐกิจในระยะ 4 ปี จะเติบโตได้เฉลี่ย 5% ต่อปี โดยมูลค่าจีดีพีเพิ่มขึ้นเป็น 20 ล้านล้านบาท จากปัจจุบันประมาณ 17 ล้านล้านบาท และหนี้สาธารณะมีแนวโน้มลดต่ำกว่าปัจจุบัน ที่ 62% ต่อจีดีพี เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ประชาชนทุกคนมีส่วนร่วม ให้ประเทศไทยเดินหน้าพ้นจากกับดักเศรษฐกิจไปได้” นายจุลพันธ์กล่าว

‘หมอมิ้ง’ปัดเลขาฯกฤษฎีกาเบรก
ด้านนพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ในรายการเจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand กรณีมีกระแสข่าวเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาแสดงความไม่เห็นด้วยกับการออกร่างพ.ร.บ.กู้เงิน เพื่อใช้ในโครงการดิจิทัลวอลเล็ต 1 หมื่นบาท ระหว่างการประชุมคณะกรรมการนโยบายโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet เมื่อ 10 พ.ย.ที่ผ่านมาว่า เลขาฯกฤษฎีกาไม่ได้บอกว่าไม่เห็นด้วยแล้วขอให้บันทึกการประชุม แต่พูดตอนท้ายการประชุมว่ามีหน้าที่ดูแลทุกอย่างให้ถูกต้องตามกฎหมายและปกป้องทุกคนในที่ประชุม โดยจะนำเรื่องไปหารือในคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งเป็นแนวทางที่ทำให้เราต้องหารือคณะกรรมการกฤษฎีกาก่อน

ส่วนเรื่องการกู้เงินนั้น นายกฯ หารือผู้ว่าฯ ธปท. ซึ่งให้ข้อคิดว่าเพื่อให้ถูกต้องตาม พ.ร.บ.เงินตรา ต้องมีเงินมาสำรองโครงการ เราเลยแก้ปัญหาด้วยการกู้เงินมาวางไว้ให้เห็น แล้วค่อยๆ ใช้ ผู้ว่าฯ ธปท.ยังเห็นด้วยกับการขอกู้เพราะสะอาดดี โดยการขอกู้ต้องดูว่ากฎหมายให้ช่องทางอะไรไว้บ้าง ที่สุดแล้วเราคิดว่าวิธีการนี้เหมาะสมที่สุด

การหาเสียงเราระบุจะหารายได้จากการเก็บภาษีในปี 2567 แต่การตั้งรัฐบาลล่าช้า กระบวนการต่างๆ จึงล่าช้าตาม ซึ่งการเก็บภาษีจะไปโชว์ตอนปลายปี สิ่งที่เราดำเนินการคือการบริหารด้านการเงิน และมีช่องทางหนึ่งคือการออกกฎหมาย เราประเมินจากทุกตัวว่านี่คือวิกฤตเศรษฐกิจ จึงจำเป็นต้องกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะ 10 ปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจตกต่ำสุดและฟื้นช้าสุด นี่คือความจำเป็นและกรอบกฎหมายอนุญาตให้ใช้แบบนี้ โดยทำให้รอบคอบ ปรึกษาคณะกรรมการกฤษฎีกา และนำเรื่องเข้าสู่สภา

ผู้สื่อข่าวมีรายงานว่าที่ประชุมเมื่อ 10 พ.ย. เลขาธิการสภาพัฒน์และผู้ว่าฯ ธปท.ติงการ กู้เงินแล้วมากระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการแจก นพ.พรหมินทร์กล่าวว่า เลขาธิการสภาพัฒน์ไม่ได้ให้ความเห็นอะไร มีเพียงผู้ว่าฯ ธปท.ที่ให้ความเห็นว่าเรื่องการกู้เงินนายกฯ ต้องระวัง และระบุให้บันทึกการประชุมว่าท่านให้ความเห็นว่า คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีความเห็นมาอย่างไรบ้าง ซึ่งที่ประชุมรับทราบและเป็นข้อพึงสังวรให้ทำทุกอย่างถูกต้อง ครบถ้วน

ลั่นมีวิกฤตศก.-ไม่ยุติโครงการ
ต่อข้อถามว่า ผู้ว่าฯ ธปท.ไม่เห็นด้วยกับการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการแจกเงินใช่ หรือไม่ นพ.พรหมินทร์กล่าวว่า ตนตอบแทนไม่ได้ เพียงแต่บอกว่ามีหน้าที่ดูแล พ.ร.บ. เงินตรา ส่วนด้านการคลัง การบริหาร เป็นหน้าที่ของรัฐบาล คงต้องไปถามผู้ว่าฯ ธปท. แต่ตนยืนยันโครงการไม่ได้เอาเงินไปแจก แต่เอาไปกระตุ้นเศรษฐกิจ

ส่วนถ้าคณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่ามีความเสี่ยงทางกฎหมายมาก รัฐบาลจะหยุดหรือไม่ นพ.พรหมินทร์กล่าวว่า เชื่อว่ากฤษฎีกาคงต้องให้ความเห็นว่าควรจะทำอย่างไร เพราะเป็นที่ปรึกษาทางกฎหมาย ให้ข้อแนะนำว่าควรจะเดินอย่างไร และรัฐบาลมีหน้าที่ต้องเดิน ถ้าชี้มาว่ามีข้อห่วงใยตรงไหนก็พยายามจะแก้ตรงนั้น

ผู้สื่อข่าวถามว่าตอนหาเสียงกับตอนทำจริงไม่เหมือนกัน ทางการเมืองถือว่าเสียหายหรือไม่ นพ.พรหมินทร์กล่าวว่า ไม่เหมือน กันตรงไหน เรารับว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจ ด้วยการใช้เงินดิจิทัลวอลเล็ต ซึ่งเราทำตาม ข้อใหญ่นี้และบอกว่าจะบริหารโดยการใช้ งบประมาณ แต่ประโยคสุดท้ายระบุว่าขึ้นอยู่กับสถานการณ์การเงินการคลังของประเทศ หมายความว่าเราปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ ตอนคิดโครงการเราคิดหลักการใหญ่และ มาดูของจริงว่าเป็นอย่างไร ก็ต้องแก้ปัญหา ที่สำคัญเรายืนยันต้องทำให้ได้และให้สำเร็จ

เมื่อถามว่าเกรงหรือไม่ว่าร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน จะซ้ำรอย พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาทสมัย รัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าขัดรัฐธรรมนูญ นพ.พรหมินทร์ กล่าวว่า เราเรียนรู้จากของเก่า ความตั้งใจเรามองอนาคต เห็นโอกาสของประเทศ พอถูกเบรกเราก็เรียนรู้ว่าบทเรียนที่ผ่านมาเป็นอย่างไร จึงปรึกษากฤษฎีกาและหน่วยงานต่างๆ ให้รอบคอบ เมื่อถามว่า หากกฤษฎีกาติติงจะหยุดใช่หรือไม่ นพ.พรหมินทร์กล่าวว่า เราแก้ไขไปตามข้อแนะนำ และข้อแนะนำคงต้องบอกว่ามีจุดอ่อนตรงไหนบ้าง

เพื่อไทยเหน็บกลับ‘จุรินทร์’
นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยกล่าวกรณีนายจุรินทร์ ลักษณ วิศิษฏ์ สส.บัญชีรายชื่อ รักษาการหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ระบุรัฐบาลกลืนน้ำลายตัวเองในการกู้เงินแจก 1 หมื่น จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินไปสู่การล้มละลายทางความน่าเชื่อถือของรัฐบาลว่า การวิจารณ์รัฐบาลของนายจุรินทร์ถือเป็นสิทธิ แต่อาจเป็นประโยชน์มากกว่านี้หากได้ศึกษาและทำความเข้าใจวิวัฒนาการในการทำงานของรัฐบาล คนที่วิจารณ์ดิจิทัลวอลเล็ตไม่ตรงปก อาจไม่ค่อยเข้าใจสถานการณ์ รัฐบาลพยายามมุ่งตอบโจทย์กระตุ้นเศรษฐกิจ ตอบโจทย์คนทุกคน ทุกกลุ่ม ไม่มีการละทิ้งกลุ่มใด โจทย์ใหญ่เร่งด่วนของรัฐบาลคือการกระตุ้นเศรษฐกิจ ครั้งใหญ่ หลังประเทศเกิดวิกฤตนานหลายปี แต่เพราะระหว่างทาง มีข้อเสนอเกิดขึ้นมากมาย รัฐบาลไม่รับฟังไม่ได้ รัฐบาลยินดีรับฟังเพื่อให้โครงการดิจิทัลวอลเล็ตได้ เดินหน้า และสามารถเกิดขึ้นได้โดยเร็ว

น่าจะเป็นประโยชน์มากกว่านี้ หากนายจุรินทร์ได้เสนอแนะในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อการเดินหน้าโครงการ มากกว่าการตั้งข้อสังเกตเพื่อด้อยค่ารัฐบาล จนอาจ ส่งผลกระทบกับโครงการดิจิทัลวอลเล็ต นายจุรินทร์เป็นผู้ใหญ่ มีประสบการณ์ทางการเมือง ควรเป็นคอมเมนเตเตอร์ที่แนะนำ ในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน นอกเหนือจากการวิจารณ์รัฐบาล ถ้านายจุรินทร์พอจะมีเวลา ควรแบ่งเวลาไปหาวิธีเพื่อให้ได้มาซึ่งการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคให้ได้ ซึ่งน่าจะเป็นภารกิจหลักที่ต้องเร่งทำให้เกิดขึ้นโดยเร็ว

‘ไหม’สวน‘เสี่ยอ้วน’บิดประเด็น
ที่พรรคก้าวไกล น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวกรณีนายภูมิธรรม เวชชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ อ้างว่าน.ส.ศิริกัญญา เคยหนุนให้พรรคเพื่อไทยทำโครงการดิจิทัลวอลเล็ตตอนที่จะร่วมกันตั้งรัฐบาลว่า ยอมรับว่า เคยมีการพูดคุยเรื่องนี้กันจริง เนื่องจาก เมื่อครั้งเป็นพรรคที่จะร่วมรัฐบาลกัน พรรคร่วมรัฐบาลเคยวางแผนสำหรับงบประมาณ ปี 2566 แต่เงินที่มีไม่พอทำโครงการดิจิทัลวอลเล็ต หากแบ่งออกไปแล้วจะเหลือ งบประมาณ เพียงพรรคการเมืองละ 4-5 แสนล้านบาท ในเมื่อไม่สามารถนำงบประมาณไปใช้ได้ทั้งก้อน จึงต้องปรับลดงบประมาณลง เป็นเรื่องที่ตรงไปตรงมา จึงขอให้อย่าบิดประเด็นไปมากกว่านี้

ทุกครั้งที่ออกมาแสดงความเห็นเรื่องนี้ ไม่เคยพูดคัดค้านแม้แต่ครั้งเดียว เพียงแต่ถามว่างบประมาณมาจากไหน ยังไม่เริ่มคัดค้านจริงๆ จังๆ เลยสักครั้ง ขอให้รัฐบาลช่วยตอบให้ตรงประเด็นว่าการออก พ.ร.บ.กู้เงินจะไม่ขัดพ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังได้อย่างไร เพียงเปิดความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา เปิดเผยรายงานการประชุมทั้งในชั้นคณะอนุกรรมการ และคณะกรรมการดิจิทัลวอลเล็ตชุดใหญ่ออกมา ว่าไม่ผิดกฎหมายอย่างไรก็จบ ตนจะเป็นคนหน้าแตกไปแล้ว ส่วนที่อ้างว่าผู้ว่าฯ ธปท. เสนอให้ออก พ.ร.บ. กู้เงิน นั้นยิ่งต้องไปดูรายงานของคณะกรรมการดิจิทัลวอลเล็ตชุดใหญ่ว่ามีมติอย่างไร ตนไม่เชื่อว่าผู้ว่าฯ ธปท. จะเสนอแนวทางนี้ เพราะทุกครั้งคัดค้านมาโดยตลอด

ตนได้เทียบกรณีดังกล่าวกับ พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่าผิดกฎหมาย รัฐบาลปัจจุบันจึงไม่สามารถอ้างว่าไม่รู้ เพราะคำวินิจฉัยของศาลปี 2557 เป็นกรณีแบบเดียวกัน ที่ผ่านมายังไม่มีการถกเถียงกันเลย ว่า มีความจำเป็นเร่งด่วนอย่างไร นายกฯ เพียงยกตัวเลขจีดีพีย้อนหลัง 10 ปี ขึ้นมาระบุว่าเป็นปัญหาเรื้อรังเชิงโครงสร้าง ซึ่งไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยมาตรการระยะสั้น เรายังรออยู่ แต่ไม่มีเสียงตอบรับใดๆ มีแต่บอกว่ารักประชาชน บริสุทธิ์ใจ มุ่งมั่น หรืออ้างว่าตน เคยเห็นด้วย ทั้งหมดนี้ไม่ได้ช่วยอธิบายใดๆ ว่าการออกร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน ถูกกฎหมายอย่างไร

อย่าใช้ความรู้สึกบริหารปท.
ที่รัฐบาลพยายามบอกว่าประเทศกำลังมีวิกฤตนั้น เห็นว่าเป็นวิกฤตที่เกิดขึ้นในระยะยาว เป็นปัญหาเรื้อรัง ซึ่งไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในการแก้ไขปัญหาด้วยการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นได้เลย นโยบายนี้ถูกคิดขึ้นมาตั้งแต่ มี.ค. เม.ย.ปีนี้ จะถูกนำไปใช้จริงปีหน้า สรุปแล้ววิกฤตเกิดขึ้นตอนไหนกันแน่ แล้วเร่งด่วนถึงขั้นที่เราได้ 1 ปีเร่งด่วนหรือไม่ ดังนั้นการเลือกใช้โดยการออกร่าง พ.ร.บ. ยิ่งต้องใช้เวลาในสภา จึงถามว่าความจำเป็นเร่งด่วนอยู่ตรงไหน และขออย่าปล่อยให้รัฐบาลบิดเบือน

“ต้องขอร้องว่าอย่าใช้ความรู้สึกในการบริหารประเทศต้องใช้ตัวเลขข้อมูลข้อเท็จจริง ในการบริหารประเทศว่าสรุปแล้วปัญหา คืออะไร ที่บอกว่าเกิดวิกฤตหนักสาหัสขอดูตัวเลขหน่อย ว่ากำลังพูดถึงตัวเลขไหนจะได้คลายกังวลว่าใช้เครื่องมือที่ถูกต้องในการแก้ไขปัญหาประเทศ”

เมื่อถามว่านายกฯ ต้องการเอาชนะหรือไม่ น.ส.ศิริกัญญากล่าวว่า ไม่ใช่เรื่องการเอาชนะ แต่น่าจะเป็นการรักษาคำพูด ซึ่งน่าจะเป็น จุดอ่อนจุดหนึ่งเหมือนกัน หลังจากที่ไม่ได้รักษาคำพูดมาแล้วครั้งหนึ่ง ตอนร่วมรัฐบาล และตั้งรัฐบาลมา จึงจำเป็นต้องฟื้นความ เชื่อมั่นว่าต้องทำตามที่ได้หาเสียงไว้ ซึ่ง เป็นบททดสอบสำคัญที่อาจจะแพ้ไม่ได้ เช่นเดียวกัน จึงเป็นปัญหาหนักใจเพราะตอนคิดโครงการ คิดมาไม่ถี่ถ้วน ตอนคิดยังบอกว่าใช้เงินจากงบประมาณ ซึ่งเห็นว่าไม่มีทางเป็นไปได้ พอหลังพิงฝาแล้วไม่มีทางออก จึงคิดเป็นอื่นไม่ได้ว่าไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากหาทางลง

ลุ้นศาลรธน.ชี้คดีหาเสียงแก้ 112
ส่วนกรณีที่นายอดิศร เพียงเกษ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ออกมาท้าบวชชี และการโต้ตอบของหลายคน ในฝั่งรัฐบาลเกี่ยวกับนโยบายแจกเงินดิจิทัล 1 หมื่นบาทว่า เป็นเรื่องตลกที่ทำไมฝ่ายค้านเป็นฝ่ายที่รับผิดชอบ ถ้าถามกลับว่าแล้วถ้า ทำไม่สำเร็จ ทางรัฐบาลจะรับผิดชอบอย่างไร หรือนายอดิศรจะรับผิดชอบอย่างไร “เรื่องมันง่ายมาก แต่การออกมาตอบโต้แบบนี้ทำให้เรารู้สึกว่ามีอะไรไม่ชอบมาพากลแล้ว ตีตกสิ่งที่เราพูดนี่มันง่ายมาก”

เมื่อถามว่าการที่ออกมาแบบนี้ ถือว่ามี เป้าหมายหรือไม่ น.ส.ศิริกัญญากล่าวว่า ใจหนึ่งคงอยากเป็นองครักษ์ แต่อยากให้เป็นองครักษ์ที่ถูกต้อง คือโต้ตอบในประเด็นที่มีการหยิบยกขึ้นมา ถ้าไปโต้อย่างอื่น เป็นเรื่องอื่น ไม่ช่วยทำให้เกิดความกระจ่างชัดเจนมากขึ้น

น.ส.ศิริกัญญากล่าวถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญ นัดพิจารณาตัดสินคดีที่เกี่ยวข้องกับพรรคก้าวไกลในวันที่ 15 พ.ย. คดีแรก การถือหุ้นไอทีวี ของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล และคดีที่พรรคก้าวไกล หาเสียง ด้วยการระบุว่าจะแก้ไขมาตรา 112 ว่าลุ้นมาก ขอให้แคล้วคลาดปลอดภัย เรา เจอมาเยอะ เกี่ยวกับการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ เราไม่อยากให้รัฐบาลนี้จะต้องมาเจออะไรแบบนี้เช่นเดียวกัน ถ้าจะให้มีการยกเลิกหรือล้มเลิกอะไรไปคงให้เป็นไปตามกระบวนการประชาธิปไตย อย่าเอากลไก ข้างนอกแบบนี้มาใช้ ไม่ควรมีองค์กรอิสระองค์กรไหนก็ตาม ที่เข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจเรื่องนโยบายหาเสียง

“ยอมรับว่าแอบหวั่นเรื่องการพิจารณาคดีเกี่ยวกับนโยบายหาเสียง มาตรา 112 ว่า ดิฉันอาจจะโดนตัดสิทธิไปด้วย เนื่องจาก เป็นผู้ที่ลงนามสนับสนุนนโยบายนี้ ซึ่งสส. พรรครุ่นที่แล้วอาจจะไปด้วยกันทั้งพรรค” น.ส.ศิริกัญญากล่าว

รมว.กลาโหมรับฟังปัญหาไฟใต้
เมื่อวันที่ 13 พ.ย. ที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ค่ายสิรินธร ต.เขาตูม อ.ยะรัง จ.ปัตตานี นายสุทิน คลังแสง รมว.กลาโหม ลงพื้นที่จังหวัดชายแดน ภาคใต้ (จชต.) เพื่อตรวจติดตามงานด้านความมั่นคง และการพัฒนาจังหวัดชายแดนใต้ โดยมี พล.ท.ศานติ ศกุนตนาค แม่ทัพภาคที่ 4/ ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 พร้อมด้วย ผู้บังคับบัญชา ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการ หัวหน้าฝ่ายกิจการพิเศษ ผู้บังคับหน่วยขึ้นตรง กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ให้การต้อนรับ

พร้อมทั้งนำรมว.กลาโหมตรวจเยี่ยมหน่วยฝึกทหารใหม่ของกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 152 เพื่อเยี่ยมให้กำลังใจการฝึกทหารใหม่ ผลัดที่ 2/2566 โดยมีพ.ท.ธงธน มากจันทร์ ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 152 ให้การต้อนรับ พร้อมนำเยี่ยมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่หน่วยฝึกและทหารใหม่อย่างไม่เป็นทางการ

ขณะเดียวกัน รมว.กลาโหมและคณะยังได้รับฟังบรรยายสรุปสถานการณ์ความไม่สงบ ในพื้นที่ โดย พล.ท.ศานติเปิดเผยว่า รัฐบาลได้น้อมนำยุทธศาสตร์พระราชทาน “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา และหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” มาเป็นแนวทางหลักในการแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี ภายใต้กรอบนโยบายการบริหารและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อสร้างหลักประกัน สร้างความเชื่อมั่น นำความสงบสุข กลับคืนสู่พี่น้องประชาชนได้ใช้ชีวิตปกติสุข บนพื้นฐานความหลากหลายของสังคมพหุวัฒนธรรม เพื่อสร้างสันติสุขอย่างยั่งยืน สำหรับการดำเนินงานที่ผ่านมาสามารถสร้างความเข้าใจ สร้างหลักประกันความเชื่อมั่น ด้วยการมีส่วนร่วมแสวงหาทางออกจากความขัดแย้งอย่างสันติวิธี สร้างสภาวะแวดล้อมที่เกื้อกูล หนุนเสริมกระบวนการพูดคุย

จากนั้นรมว.กลาโหมพร้อมคณะเดินทางไปยังองค์การบริหารส่วนตำบลโฆษิต อ.ตากใบ จ.นราธิวาส ติดตามความคืบหน้าโครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่ง และการก่อสร้างรั้วความมั่นคงอิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งติดตามการแก้ไขปัญหาหินสไลด์ฝั่งมาเลเซีย ตามโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมพื้นที่ชายแดน ตามแผนงานโครงการก่อสร้างรั้วชายแดนไทย-มาเลเซีย ณ บ้านแฆแบะ ต.นานาค อ.ตากใบ จ.นราธิวาส เพื่อตรวจเยี่ยมสถานที่ในการดำเนินโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดระเบียบชายแดนอีกทั้งรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งมีเป้าหมายลดเหตุความรุนแรง ความสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนในพื้นที่

‘ดีเอสไอ’แจงวุ่นคดีหมูเถื่อน
เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 13 พ.ย. ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ กล่าวภายหลังเรียกประชุมเพิ่มชุดพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ เร่งแก้ปัญหาหมูเถื่อนอย่างเร่งด่วน หลังจากนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ตำหนิการดำเนินการทางคดีล่าช้า ว่า สำหรับคดีหมูเถื่อน ดีเอสไอได้รับดำเนินคดีของกลางจำนวน 161 ตู้ ซึ่งตกค้างอยู่ที่ท่าเรือแหลมฉบัง จ.ชลบุรี ทำให้พนักงานสอบสวนพบการกระทำ ความผิดในกลุ่มแรก ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทชิปปิ้งเอกชนนำเข้าสินค้า ในส่วนนี้พนักงานสอบสวนได้มีการดำเนินการไปแล้ว โดยมีการแจ้งข้อหากับบุคคล 6 ราย หรือ 5 บริษัท ในวันนี้พนักงานสอบสวน เตรียมดำเนินการออกหมายจับกลุ่มบริษัทชิปปิ้งเอกชนนำเข้าสินค้าเพิ่มเติมอีก 3 ราย (ขอสงวนชื่อ-นามสกุลไว้ก่อน) ที่รับว่าจ้างจากกลุ่มนายทุนให้นำเข้าซากสุกรแช่แข็ง

พ.ต.ต.สุริยากล่าวอีกว่า ส่วนความคืบหน้าอีกเรื่อง คือพนักงานสอบสวนได้ดำเนินการสืบสวน และพบว่ากลุ่มบริษัทที่นำเข้ามาก่อนหน้านี้ ตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน ได้มีการนำเข้าในลักษณะหมูเถื่อน โดยมีแผนประทุษกรรมคล้ายกัน จำนวน 2,385 ตู้ ซึ่ง ดีเอสไอได้แยกเป็นคดีพิเศษอีกเลขคดีหนึ่ง และอยู่ระหว่างการสืบสวน ซึ่งในกลุ่มนี้เองทำให้เราได้พบกับกลุ่มนายทุนที่เป็นผู้ว่าจ้างให้กลุ่มบริษัทชิปปิ้งเอกชนนำเข้าซากสุกรแช่แข็ง และปัจจุบันนี้คณะพนักงานสอบสวนอยู่ระหว่างเร่งดำเนินการตรวจสอบพยานหลักฐาน นอกจากนี้ ดีเอสไอยังได้รับความร่วมมือจากทางผู้แทนของกรมปศุสัตว์ ซึ่งได้ส่งเจ้าหน้าที่ ที่รู้ข้อมูลเป็นอย่างดี มาให้การกับทางพนักงานสอบสวนดีเอสไอ ถือเป็นความร่วมมือที่ได้มีการประสานกันมาอย่างต่อเนื่อง

อีกเรื่องคือ ในกลุ่มที่สอง หรือกลุ่มนายทุน พนักงานสอบสวนได้ออกหมายจับจำนวน 2 บริษัทซึ่งผู้ต้องหาได้พยายามติดต่อที่จะเข้ามอบตัว คาดว่าจะเข้าพบ ไม่เกินวันพุธที่ 15 พ.ย. เพื่อเข้าให้ปากคำ ทั้งนี้ ทั้งคู่ถือเป็นตัวการสำคัญที่จะทำให้พนักงานสอบสวนทราบได้ว่า ของกลางที่ได้ยึดอายัดไว้นั้น และรวมถึงเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งดีเอสไอได้ไปตรวจค้นที่ ห้องเย็นแห่งหนึ่ง ภายในจ.สมุทรสาคร และได้อายัดเนื้อหมูแช่แข็งไว้อีก 75 ตัน ก็จะใช้สำหรับสอบถามผู้ต้องหาทั้งสองรายนี้ด้วยว่า ใครเป็นเจ้าของเนื้อหมูทั้งหมด เพราะทั้งคู่ก็เป็นเจ้าของเนื้อหมูบางส่วน ที่นำไปฝากไว้ที่ห้องเย็นดังกล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน