แบ่ง4กลุ่ม-แยกวิธีช่วย ทั้งพัก-ลดดอก-ยืดผ่อน บิ๊กต่อสั่งฟันทวงข่มขู่ ตร.จับแล้ว2เจ้าหนี้ยาย

ถึงคิว ‘หนี้ในระบบ’ ‘เศรษฐา’ ลุยแก้ แถลงมาตรการช่วยเหลือ แบ่ง 4 กลุ่ม ใช้วิธีต่างกัน มีทั้งพัก ให้ผ่อนยาว ลดดอก ปรับโครงสร้าง ผบ.ตร.กำชับทุกพื้นที่กวดขันทวงหนี้โหด อุตรดิตถ์จับแล้ว 2 เจ้าหนี้ดอกลอย ส่วนหนี้สินให้ยุติกันไป

นายกฯแจงแก้หนี้ในระบบ
เมื่อวันที่ 12 ธ.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี แถลงการจัดการหนี้ทั้งระบบโดยกล่าวว่า ปัญหาหนี้สินเป็นปัญหาเรื้อรังที่อยู่กับสังคมไทยมายาวนาน ทั้งในส่วนของหนี้นอกระบบ ซึ่งรัฐบาลได้กำหนดให้การแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบเป็นวาระแห่งชาติ ตามที่ได้แถลงนโยบายไปแล้วเมื่อวันที่ 28 พ.ย. และอีกครั้งเมื่อวันที่ 8 ธ.ค.ที่ผ่านมา วันนี้ขอพูดถึงหนี้ในระบบ ซึ่งมีปัญหาไม่แพ้หนี้นอกระบบ ทั้งหนี้สินล้นพ้นตัว จนส่งผลกระทบต่อการทำงาน บางรายเป็นหนี้เสียคงค้างเป็นเวลานาน จนขาดโอกาสในการประกอบอาชีพ ดังนั้นการดูแลลูกหนี้ในระบบที่ประสบปัญหาจึงถือเป็นวาระแห่งชาติเช่นเดียวกัน รัฐบาลนี้จะให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาหนี้ ทั้งระบบทั้งการจัดการกวาดล้างหนี้นอกระบบ และการดูแลลูกหนี้ในระบบ ให้ได้รับสินเชื่ออย่างเหมาะสมและเป็นธรรม

“ก่อนจะพูดถึงมาตรการที่จะทำ ต้องขอชี้แจงก่อนว่าการเป็นหนี้ ไม่ได้เป็นสิ่งที่ชั่วร้าย โลกนี้มีหนี้ที่ดีอยู่ คือหนี้ที่นำไปจับจ่ายใช้สอยหรือประกอบธุรกิจ โดยไม่เกินความสามารถ เป็นหนี้ที่จะก่อให้เกิดการหมุนเวียนของเศรษฐกิจ เพิ่มจำนวนเงินในระบบทั้งประเทศ ดังนั้นการมีลูกหนี้ที่ดี จึงเป็นกลไกที่สำคัญ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ แต่ต้องเข้าใจว่า สภาพเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา อาจทำให้กลไกเหล่านี้มีข้อติดขัดหลายอย่าง จนปัญหาสั่งสมจนใหญ่เกินกว่าจะแก้ได้โดยปราศจากภาครัฐ” นายกฯ กล่าว

แยกแก้ปัญหาลูกหนี้ 4 กลุ่ม
นายเศรษฐากล่าวว่า วันนี้รัฐบาล ไม่สามารถจะปล่อยให้ลูกหนี้เผชิญปัญหาอย่างลำพัง ถึงเวลาที่ภาครัฐจะขอยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือผู้ที่ประสบปัญหาหนี้ทุกคน ให้กลับมาเป็นส่วนหนึ่งของกลไกทางเศรษฐกิจที่แข็งแรง เพื่อให้เห็นภาพแนวทางการแก้ไขปัญหาให้กับลูกหนี้ที่ชัดเจน ขอแบ่งกลุ่มลูกหนี้ในระบบที่ประสบปัญหาออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่กลุ่มที่ 1 คือ ลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจาก โควิด-19 กลุ่มที่ 2 คือ กลุ่มที่มีรายได้ประจำ แต่มีภาระหนี้จำนวนมาก จนเกินศักยภาพในการชำระคืนหนี้ กลุ่มที่ 3 คือกลุ่มที่มีรายได้ไม่แน่นอน ทำให้การชำระคืนหนี้ไม่ต่อเนื่อง และกลุ่มที่ 4 คือกลุ่มที่เป็นหนี้เสียคงค้างเป็นระยะเวลานาน

“ซึ่งทุกกลุ่มที่กล่าวไปทั้งหมด มีข้อสังเกตที่เหมือนกันอย่างหนึ่ง พวกเขาไม่สามารถผ่อนชำระหนี้ได้จนกลายเป็นหนี้เสีย และเมื่อเป็นหนี้เสียก็ถูกเรียกเก็บดอกเบี้ยปรับเพิ่ม และวนกลับไปทำให้ชำระไม่ไหวอีก วงจรแบบนี้ส่งผลให้ติดเครดิตบูโร ไม่สามารถขอสินเชื่อในระบบต่อได้ หรือบางรายที่ค้างชำระเป็นเวลานาน ก็จะถูกดำเนินการตามกฎหมาย แม้ลูกหนี้ทุกกลุ่มจะมีสภาพปัญหาคล้ายกันแต่ต้นตอของปัญหานั้นต่างกัน ดังนั้นรัฐบาลจึงเตรียมแนวทางช่วยเหลือที่แตกต่างกันตามสาเหตุของปัญหาเพื่อให้สอดคล้องกับลักษณะของลูกหนี้แต่ละกลุ่ม” นายกฯ กล่าว

พักหนี้เหยื่อโควิด-ให้ผ่อนยาว
นายกฯ กล่าวต่อว่า สำหรับแนวทางแก้ปัญหาลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ปกติจะมีประวัติการชำระหนี้มาโดยตลอด แต่ต้องสะดุดเพราะโควิด บางรายต้องเป็นหนี้ครั้งแรก กลุ่มนี้ต้องได้รับการช่วยเหลือให้หลุดพ้นจากการเป็นหนี้เสีย หรือได้รับการพักชำระหนี้เพื่อผ่อนปรนภาระเป็นการชั่วคราว สำหรับลูกหนี้รายย่อย ซึ่งส่วนใหญ่มีหนี้เสียกับธนาคารออมสินและธ.ก.ส. จึงกำหนดให้ทั้ง 2 ธนาคารทวงถามหนี้ตามสมควร และให้ความช่วยเหลือแก่ลูกหนี้กลุ่มนี้ ไม่ให้เป็นหนี้เสียอีกต่อไป คาดว่าจะช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยกลุ่มนี้ ได้ประมาณ 1.1 ล้านราย

ส่วนลูกหนี้เอสเอ็มอี สถาบันการเงินของรัฐจะเข้าไปช่วยเหลือผ่านการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ และพักชำระหนี้ให้กับ ลูกหนี้ ที่อยู่กับแบงค์รัฐ ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล เป็นระยะเวลา 1 ปี โดยคาดว่าจะช่วยเหลือลูกหนี้เอสเอ็มอีเหล่านี้ ได้ครอบคลุมมากกว่าร้อยละ 99 ของจำนวนลูกหนี้ที่เป็นหนี้เสียในกลุ่มนี้ นับเป็นจำนวนกว่า 100,000 ราย

วาง 3 แนวช่วยพวกกู้เกินกำลัง
นายกฯ กล่าวอีกว่า แนวทางช่วยเหลือกลุ่มที่ 2 หรือลูกหนี้ที่มีรายได้ประจำ แต่มีภาระหนี้จำนวนมากจนเกินศักยภาพ อาจจะแบ่งออกเป็นสองกลุ่มย่อยได้แก่ กลุ่มข้าราชการ และกลุ่มที่เป็นหนี้บัตรเครดิต จะได้รับการช่วยเหลือผ่าน 3 แนวทางด้วยกัน แนวทางแรก คือ ลดดอกเบี้ยสินเชื่อไม่ให้สูงจนเกินไป แนวทางที่สองจะต้องโอนหนี้ทั้งหมดไปไว้ในที่เดียว เช่น ที่สหกรณ์ เพื่อให้การตัดเงินเดือนนำมาชำระหนี้ทำได้สะดวก และสอดคล้องกับรายได้ของลูกหนี้ และแนวทางสุดท้าย คือบังคับใช้หลักเกณฑ์การตัดเงินเดือน ให้ลูกหนี้มีเงินเดือนเหลือเพียงพอต่อการดำรงชีพอย่างมีศักดิ์ศรี ทั้ง 3 แนวทางนี้ต้องทำพร้อมกันทั้งหมด

นายเศรษฐากล่าวต่อว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ร่วมกับเจ้าหนี้บัตรเครดิตรายใหญ่เกือบทั้งหมด ช่วยปรับปรุงโครงสร้างหนี้ให้กับลูกหนี้ โดยนำเงินต้นคงค้าง มาทำตารางผ่อนชำระใหม่ให้ยาวถึง 10 ปี และลดดอกเบี้ย จากร้อยละ 16-25 เหลือเพียงร้อยละ 3-5 เท่านั้น ล่าสุดได้ปรับเงื่อนไขเข้าร่วมโครงการให้ง่ายและยืดหยุ่นขึ้น เพื่อให้สามารถช่วยเหลือลูกหนี้ได้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้นอีกด้วย โดยผู้มีหนี้ส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกันสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการดังกล่าวได้ผ่าน เว็บ “เด็ท คลีนิค บาย แซม ดอทคอม”

พักหนี้-ลดดอกเกษตรกร-กยศ.
นายกฯ กล่าวต่อว่า แนวทางช่วยเหลือกลุ่มที่ 3 สำหรับลูกหนี้กลุ่มที่มีรายได้ไม่แน่นอน ทำให้การชำระคืนหนี้ไม่ต่อเนื่อง เช่น เกษตรกร ลูกหนี้เช่าซื้อ และลูกหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) กลุ่มนี้จะได้รับการช่วยเหลือ โดยการพักชำระหนี้เป็นการชั่วคราว การลดดอกเบี้ย หรือลดเงินผ่อนชำระในแต่ละงวดให้ต่ำลงเพื่อให้สอดคล้องกับรายได้ของลูกหนี้

สำหรับลูกหนี้เช่าซื้อรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ได้ออกประกาศ เพื่อกำหนดดอกเบี้ยเช่าซื้อ เช่น ในกรณีเช่าซื้อรถใหม่ต้องคิดดอกเบี้ยไม่เกินร้อยละ 10 ต่อปี และกรณีรถจักรยานยนต์ต้องไม่เกินร้อยละ 23 ต่อปีและลดดอกเบี้ยผิดนัด ให้ต่ำลง รวมทั้งให้ส่วนลดหากลูกหนี้สามารถปิดบัญชีได้ก่อนกำหนด นอกจากนี้ กระทรวงการคลังร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย และ สคบ.อยู่ระหว่างการปรับแนวทางกำกับดูแลธุรกิจเช่าซื้อ ให้เข้มข้นมากยิ่งขึ้น เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค ลดความเสี่ยงเชิงระบบ และรักษาเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจการเงินในภาพรวมต่อไป

ปรับโครงสร้างหนี้ให้กลุ่มคงค้าง
นายกฯ กล่าวอีกว่า ส่วนแนวทางช่วยเหลือกลุ่มที่ 4 หรือกลุ่มนี้เป็นหนี้เสียคงค้างกับสถาบันการเงินของรัฐ มาเป็นระยะเวลานาน กลุ่มนี้จะโอนไปยังบริษัทบริหารสินทรัพย์ ที่เกิดจากการร่วมทุนระหว่างสถาบันการเงินของรัฐ และบริษัทบริหารสินทรัพย์ ซึ่งจะทำให้การปรับปรุงโครงสร้างหนี้ให้กับลูกหนี้เป็นไปอย่างคล่องตัวมากขึ้น คาดว่ามาตรการนี้จะสามารถช่วยเหลือลูกหนี้ในกลุ่มนี้ได้ประมาณ 3 ล้านราย

นายกฯ กล่าวต่อว่า ทั้งหมดจะเห็นได้ว่าครั้งนี้รัฐบาลกำหนดแนวทางช่วยเหลือลูกหนี้หลากหลายกลุ่มด้วยกัน มีทั้งมาตรการ ที่ครม. ได้เห็นชอบไปแล้ว เช่น การพักหนี้เกษตร มาตรการที่สามารถดำเนินการขยายผลได้ทันที เช่น เรื่องหนี้ครู หนี้ข้าราชการ หนี้บัตรเครดิต หนี้เช่าซื้อรถยนต์ หรือมอเตอร์ไซค์ เมื่อวันที่ 1 ธ.ค.ที่ผ่านมา กระทรวงมหาดไทยได้เริ่มเปิดรับลงทะเบียนหนี้นอกระบบ ก็หวังว่าจะมีการติดตามเจ้าหนี้ และลูกหนี้ให้เข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยต่อไป อย่าให้หายเงียบ

นายกฯรับแค่แก้ปลายเหตุ
นายเศรษฐากล่าวว่า ตามแนวทางที่ได้มอบไว้ทั้งหมดนี้ เป็นเพียงการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุในระยะเร่งด่วน เพื่อต่อลมหายใจให้ลูกหนี้ทุกกลุ่มในระยะยาว ควรแก้ปัญหาในระดับโครงสร้าง โดยยกระดับการให้บริการสินเชื่อให้เหมาะสมและเป็นธรรม ซึ่งกระทรวงการคลังได้ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ จัดทำแนวทางเพื่อยกระดับการให้สินเชื่อและการค้ำประกัน สินเชื่อ ให้สะท้อนความเสี่ยงของลูกหนี้ได้มากขึ้น เป็นธรรม มีมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคที่เหมาะสม และป้องกันปัญหาการก่อหนี้เกินศักยภาพ และผลักดันให้สหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิต ยูเนี่ยน รายงานข้อมูลเครดิตไปยัง NCB เพื่อให้ผู้ให้สินเชื่อทุกรายสามารถประเมินความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ และการจัดการบุริมสิทธิในการตัดเงินเดือนของ ลูกหนี้ ที่เป็นธรรมกับทุกฝ่าย เพื่อชำระหนี้กับผู้ให้สินเชื่อได้อย่างเหมาะสม

นายกฯ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้สำหรับกลุ่มลูกหนี้สินเชื่อส่วนบุคคลที่มีปัญหาหนี้เรื้อรัง ธนาคารแห่งประเทศไทยได้กำหนดให้เจ้าหนี้ต้องช่วยปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ให้สอดคล้องกับความสามารถในการชำระหนี้ รวมทั้งปรับลดอัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมต่างๆ รวมกันต้องไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี และปิดจบหนี้ให้ได้ภายใน 5 ปี

เตรียมมาตรการระยะยาวแล้ว
นายเศรษฐากล่าวต่อว่า ท้ายที่สุดเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้ให้สำเร็จและมีผลอย่างยั่งยืน หลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนได้ร่วมกันเสริมความรู้และพัฒนาทักษะการบริหารจัดการเงินให้แก่ประชาชน หรือจัดให้มีระบบการเงินชุมชนเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยต่อไป สำหรับนักศึกษาที่กู้ กยศ. ก็ต้องผ่านการอบรมการบริหารจัดการหนี้ บุคลากรภาครัฐบรรจุใหม่ต้องผ่านการอบรมการเงินส่วนบุคคล รวมทั้งเพิ่มตัวช่วยแก้ไขปัญหาหนี้ประชาชน เช่น สร้างคนให้คำแนะนำการแก้หนี้ หรือคนไกล่เกลี่ยหนี้ เพื่อช่วยให้คำแนะนำที่ถูกต้องแก่ลูกหนี้ที่ต้องการความช่วยเหลือ นอกจากนี้ ภาครัฐยังส่งเสริมวินัยการออม เช่น บริการ “ออมเพลิน” ซึ่งเป็นโครงการนำร่อง ให้ประชาชนสามารถสะสมเงินออมแบบอัตโนมัติ ใน ทุกครั้งที่ใช้จ่ายชำระค่าสินค้า เพื่อลดการเป็นหนี้ และส่งเสริมให้ประชาชนมีเงินออมที่เพียงพอหลังเกษียณอายุ

“รัฐบาลห่วงใยลูกหนี้ทุกกลุ่มและได้มีแนวทางช่วยเหลือลูกหนี้ ทั้งมาตรการระยะสั้นและระยะยาว การดำเนินมาตรการให้สำเร็จได้ จะต้องอาศัยความร่วมมือจากลูกหนี้ เจ้าหนี้ และหน่วยงานต่างๆ หลายภาคส่วน ผมจึงมอบนโยบายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และขอความร่วมมือจาก ทุกภาคส่วน ให้มาร่วมกันแก้หนี้ทั้งระบบให้จบภายในรัฐบาลนี้ ร่วมกันสำรวจและซ่อมแซมกลไกทางเศรษฐกิจ เพื่อทำให้เครื่องจักรทางเศรษฐกิจเราทำงาน เติบโต และขยายตัวต่อไปได้” นายเศรษฐากล่าว

ผบ.ตร.สั่งทุกพื้นที่จัดการทวงโหด
ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. เปิดเผยถึงกรณีตาปลิดชีพตนเองให้ยายเอาเงินฌาปนกิจไปใช้หนี้นอกระบบ ในเขตพื้นที่สภ.วังกะพี้ อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ ว่า นายกฯ สั่งการมายัง ผบ.ตร.ให้ตำรวจร่วมดำเนินการกับฝ่ายปกครอง และส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยตำรวจและมหาดไทยพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจะบูรณาการร่วมกันลงพื้นที่บ้านคุณยาย เพื่อช่วยเหลือเยียวยาเบื้องต้น ส่วนทางคดีให้ตำรวจเร่งรวบรวมหลักฐาน เบื้องต้นติดตามเจ้าหนี้ 1 ราย คนทวงหนี้ได้ 1 รายมาสอบสวนแล้ว เตรียมดำเนินคดีและขยายผลไปยังเจ้าหนี้หรือคนทวงหนี้รายอื่นๆ หากพบการกระทำผิด จะดำเนินการอย่างเด็ดขาดทุกราย และจะ ร่วมกับฝ่ายปกครองนำลูกหนี้ เจ้าหนี้เข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยหนี้ต่อไป

พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ยืนยันว่า เป็นเรื่องสลดใจที่เกิดขึ้นในสังคมเกี่ยวกับปัญหาหนี้นอกระบบ ย้ำไปแล้วว่าคดีนี้จะต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาดจริงจัง และต้องขยายผลไปยังนายทุน เจ้าหนี้ทุกราย ที่กระทำความผิด นอกจากนี้ ยังกำชับไปยังทุกพื้นที่ให้ตำรวจจับมือฝ่ายปกครอง ลงพื้นที่เพิ่มความเข้ม ตรวจสอบทุกมิติ สอบถาม ลูกหนี้ เจ้าหนี้ที่ลงทะเบียนว่ามีเหตุความรุนแรง ถูกข่มขู่หรือไม่ หรือมีเหตุที่ผิดปกติวิสัยหรือไม่อย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นอีก และให้การแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบของรัฐบาล เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

ไกล่เกลี่ยหนี้ – ยายวัย 63 ปีชาวต.หาดกรวด อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ เข้าพบรองผู้ว่าฯ อุตรดิตถ์และตำรวจสภ.วังกะพี้ เข้าสู่กระบวนการ ไกล่เกลี่ยหนี้กับเจ้าหนี้นอกระบบ หลังเกิดเหตุสลดตาผูกคอตายเพื่อให้ยายได้เงินใช้หนี้ เมื่อวันที่ 12 ธ.ค.

จับ 2 เจ้าหนี้ยายดำเนินคดี
ที่สภ.วังกะพี้ จ.อุตรดิตถ์ เจ้าหน้าที่เพจสายไหมต้องรอด พาคุณยายสายไหม อายุ 63 ปี พร้อมเพื่อนบ้านอีก 2 ราย มาให้รายละเอียดและเข้าสู่กระบวนการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบตามนโยบายของรัฐบาล โดยสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับปัญหาหนี้สิน เจ้าหนี้ที่ได้กู้ยืมและวิธีการส่ง รวมไปถึงการทวงถาม จากนั้นได้เข้าสู่กระบวนการไกลเกลี่ยระหว่างเจ้าหนี้และลูกหนี้ เพื่อร่วมหาทางออกให้ความเป็นธรรม โดยเฉพาะอัตราดอกเบี้ยที่ต้องไม่เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด

พล.ต.ต.ระวีพรรษ อมรมุนีพงศ์ รองผบช.ภ.6 เปิดเผยว่า สำหรับเจ้าหนี้ที่เกี่ยวข้อง 4 ราย นำตัวมาเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายแล้ว 2 ราย คือนายไผ่และนายสุดหล่อ อีก 1 รายอยู่ระหว่างการติดต่อขอมอบตัว และส่วนอีก 1 รายพบว่ามีพฤติการณ์ไม่เกี่ยวข้อง แต่มีเรื่องของการกู้ยืมเงิน จึงนำเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ย ซึ่ง 4 รายจะเข้าสู่กระบวนการของกฎหมาย 3 ราย อีก 1 รายเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ย อย่างไรก็ตามได้กำชับ จนท.ตำรวจ และ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องของคดี ข้อมูลพยานหลักฐานกล่าวถึงใครให้มีการดำเนินการตามกฎหมาย

พล.ต.ต.สุทธิพงศ์ กล่าวว่า ทั้งนี้นายไผ่ปล่อยเงินกู้ 12,000 บาท หักค่าดำเนินการ 1,200 บาท คงเหลือเงินให้ยาย 10,800 บาท ต้องส่งวันละ 600 บาท จำนวน 24 วัน ด้านนายสุดหล่อ ปล่อยกู้ 2 ครั้ง คือ 10,000 บาท และ 5,000 บาท หักค่าดำเนินงาน 1,500 บาท เรียกเก็บวันละ 200 บาท และวันละ 100 บาท รวม 100 วัน ซึ่งได้ยุติหนี้ทั้งหมดไม่ต้องชำระอีกต่อไป แต่ยังคงถูกตั้งข้อกล่าวหาตามกฎหมาย ฐานเรียกเก็บเกินกว่ากฎหมายกำหนด และประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับโดยไม่ได้เป็นนิติบุคคลและไม่ได้รับอนุญาต ส่วนการทวงถามหนี้ จากคลิปวิดีโอจะมีการดำเนินการสอบสวนและแจ้งข้อหาเพิ่มเติมต่อไป

เจออีกลูกหนี้ดับในบ้าน 3 ศพ
เมื่อเวลา 14.45 น. วันที่ 12 ธ.ค. สภ.นิคมอุตสาหกรรม จ.ลำพูน รับแจ้งพบศพในห้องแถว 3 ศพ ใกล้กับโรงหนังกันตนาเก่าใกล้ตลาดอินทร ต.บ้านกลาง อ.เมือง จึงรุดไปสอบสวนพร้อมกู้ภัยสว่างนครลำพูน,กู้ชีพทต.บ้านกลาง ในที่เกิดเหตุห้องพักเป็นร้านขายส้มตำ มีกลิ่นเหม็นอย่างรุนแรง เมื่อเปิดประตูเข้าไปพบผู้เสียชีวิต 3 พ่อแม่ลูกนอนอยู่บนที่นอน สภาพศพเน่าเฟะ เสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 4-5 วัน เบื้องต้นทางเจ้าของห้องแถวเปิดให้ 2 ผัวเมียและลูกเช่า และได้เปิดขายส้มตำ ชึ่งก่อนหน้านั้นมีแก๊งหมวกกันน็อกมาเก็บเงินกู้ดอกโหด จากนั้น 2 ผัวเมียและลูกอยู่ในห้องปิดเงียบไม่เห็นออกมา จนกระทั่งมีกลิ่นเหม็นโชยออกมาอย่างรุนแรง คนเช่าห้องแถวทนกลิ่นไม่ไหวได้แจ้งให้ตำรวจทราบเหตุ ส่วนสาเหตุอยู่ระหว่างการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน