นัด20ธค.นี้ที่มุกดาหาร ตร.เตรียมแผนรับเอฟซี
ลุงพลระทึก! 20 ธ.ค.นี้ ศาลมุกดาหารนัดอ่านคำพิพากษา ‘คดีฆ่าน้องชมพู่’ หลังเลื่อนมาจากวันที่ 31 ต.ค. ผู้การจังหวัดเรียกประชุม เตรียมแผนรักษาความสงบ จัดตำรวจประจำจุดบริเวณหน้าศาล และบริเวณโดยรอบ เพื่อรับมือบรรดาแฟนคลับ-เอฟซี ที่จะเดินทางมา
ตามที่ศาลจังหวัดมุกดาหารนัดอ่านคำพิพากษาคดีที่อัยการจังหวัดมุกดาหารเป็นโจทก์ฟ้องนายไชย์พล วิภา หรือลุงพล และนางสมพร หลาบโพธิ์ หรือป้าแต๋น สองสามีภรรยา เป็นจำเลย ในคดีการ เสียชีวิตของด.ญ.อรวรรณ หรือน้องชมพู่ วัย 3 ขวบ ในวันที่ 31 ต.ค. ต่อมาศาลสั่งเลื่อนนัดอ่านคำพิพากษา มาเป็นวันที่ 20 ธ.ค.นี้ตามที่เป็นข่าวไปแล้วนั้น
ความคืบหน้าล่าสุดเมื่อวันที่ 18 ธ.ค. พล.ต.ต.ชัชชัย วงค์สุนะ ผบก.ภ.จว.มุกดาหาร เปิดเผยถึงกรณีการเตรียมความพร้อมดูแลศาลจังหวัดมุกดาหาร นัดอ่านคำพิพากษาคดีการเสียชีวิตของน้องชมพู่วันที่ 20 ธ.ค.นี้ว่า เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรมุกดาหารได้มีการเตรียมความพร้อมโดยนำกำลังตำรวจกว่า 20 นาย ยืนประจำจุดดูแลความสงบเรียบร้อยบริเวณด้านหน้าที่ทำการศาล พร้อมทั้งจัดสายตรวจโดยรอบดูแลความปลอดภัยในพื้นที่ โดยยืนยันว่าเป็นการดำเนินการตามปกติ หากมีการร้องขอให้ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็จะดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป
พล.ต.ต.ชัชชัยกล่าวว่า สำหรับการ เตรียมการในวันที่ 20 ธ.ค. ตามที่ศาลจังหวัดมุกดาหารนัดฟังคำตัดสินคดีลุงพล ทางตำรวจในพื้นที่จังหวัดมุกดาหาร ได้เตรียมกำลังเพื่อป้องกันเหตุและความสงบเรียบร้อยในการมาฟังคำตัดสินคดีน้องชมพู่ พร้อมทั้งจัดพื้นที่ให้คณะสื่อมวลชน กลุ่มยูทูบเบอร์ และ FC ได้ใช้เป็นสถานที่รอฟังคำตัดสิน ในเวลา 10.00 น. ณ หน้าสำนักงานศาลจังหวัดมุกดาหาร
ขณะที่ความเคลื่อนไหวของลุงพล ซึ่งปัจจุบันพักอยู่ที่ จ.สกลนคร เจ้าตัวเผยกับสื่อมวลชนว่าเตรียมเดินทางไป จ.มุกดาหาร ในวันที่ 19 ธ.ค. เพื่อรับทีมทนายความที่จะเดินทางมาจากกรุงเทพฯ เพื่อร่วมฟังคำพิพากษาในวันที่ 20 ธ.ค.นี้ ยืนยันมั่นใจในความบริสุทธิ์
ทั้งนี้ตำนาน ลุงพล บ้านกกกอก เกิด ขึ้นเมื่อมีคดีน้องชมพู่ ข่าวดังปี 2563 ด.ญ.อรวรรณ (ขอสงวนนามสกุล) หรือ น้องชมพู่ วัย 3 ขวบ หายตัวออกไปจากบ้าน เมื่อวันที่ 11 พ.ค.2563 ก่อนจะพบเป็นศพ ช่วงบ่ายของวันที่ 14 พ.ค. 2563 บริเวณภูเหล็กไฟ ห่างจากบ้านพักประมาณ 3 กิโลเมตร สภาพศพไม่สวมเสื้อผ้า ซึ่งสร้างความตกใจให้กับสังคมเป็นอย่างมาก มาพร้อมกับคำถามว่า เด็กอายุเพียง 3 ขวบจะขึ้นไปทำไม ไปได้อย่างไร มันเป็นไปได้หรือไม่ จนนำมาสู่การปักใจเชื่อว่า นี่คือ “คดีฆาตกรรม” ทิ้งศพเพื่ออำพรางคดี
หลังจากเกิดเหตุ ตำรวจเรียกผู้ต้องสงสัยและพยานแวดล้อมมาสอบปากคำทั้งหมด และตัดบุคคลที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ออกทีละคน จนมาถึง นายไชย์พล วิภา หรือลุงพล ลุงของน้องชมพู่ ที่ตกเป็น ผู้ต้องสงสัยคนหนึ่งในคดีนี้ พิรุธหลายประเด็น ทั้งให้การไม่ตรงกัน สับสน วกวนในหลายๆ เรื่อง การไม่ไปร่วม งานศพ และอีกมากมาย แต่ลุงพลก็ปฏิเสธเสียงแข็งมาตลอด ว่า “ไม่ได้เป็นคนฆ่าล้านเปอร์เซ็นต์” นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตไปยังพ่อแม่ของน้องชมพู่แทน
เมื่อไม่สามารถหาคนผิดในคดีนี้ได้ เรื่องราวนี้ก็ยิ่งเข้มข้นและกลายเป็นข่าวที่สังคมให้ความสนใจเป็นอย่างมาก และลุงพลก็กลายเป็นบุคคลที่มีคดีความติดตัวหลายคดี
คดีที่ 1 คือ คดีทำร้ายร่างกาย โดยผู้สื่อข่าวช่องดังถูกลุงพลโผเข้าหา ก่อนทุบหลัง 2 ครั้ง พร้อมกับผลักไหล่ จากนั้นก็พยายามจะบีบคอ และกระชากหน้ากากอนามัยออก จนทำให้กลุ่มยูทูบเบอร์ที่ติดตามไลฟ์สดต้องมาดึงลุงพลออกไป หลังเกิดเหตุมีการแจ้งความดำเนินคดีกับลุงพลในข้อหาทำร้ายร่างกาย
ต่อมาศาลจังหวัดมุกดาหาร พิพากษาว่า ลุงพล มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา (ป.อ.) มาตรา 309 วรรคแรก, 391 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษในความผิดฐานข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใดโดยใช้กำลังประทุษร้าย ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตาม ป.อ.มาตรา 90 จำคุก 2 เดือน ปรับ 10,000 บาท จำเลยรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 เดือน และปรับ 5,000 บาทโดยรอการลงโทษจำคุกมีกำหนด 1 ปี
คดีที่ 2 คือ คดีตัดไม้ สร้างวังพญานาค เจ้าหน้าที่ป่าไม้มุกดาหารเข้าแจ้งข้อกล่าวหาลุงพล พร้อมยูทูบเบอร์ 2 คน ในข้อหาตัดไม้ในเขตป่าสงวนดงภูพาน โดยมีหลักฐานเป็นคลิปยูทูบเบอร์กำลังตัดต้นกระถินป่า 4 ต้น ตรงจุดสร้างพญานาค และปรับพื้นที่
คดีที่ 3 คือ คดีครอบครองไม้หวงห้าม โดยเจ้าหน้าที่ป่าไม้จังหวัดมุกดาหาร ได้เข้าตรวจสอบท่อนไม้ที่ระบุว่าเป็น “ตะเคียนทอง” ตั้งเป็นศาลเจ้าแม่โสรภี ข้างบ้านของลุงพล ต่อมาผลตรวจสอบพบว่าเป็น “มะค่าแต้” ไม่ใช่ ตะเคียนทอง ซึ่ง มะค่าแต้ เป็นไม้หวงห้าม หาก ครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จะมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 ตามมาตรา 69 มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 50,000 บาท ต่อมาพนักงานอัยการจังหวัดมุกดาหารสั่งฟ้องลุงพล ฐานความผิด ทำไม้หวงห้ามในเขตป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต, รับไว้ซ่อนเร้น จำหน่าย หรือช่วยพาเอาไปเสียให้พ้น ซึ่งไม้หรือของป่าที่ตนรู้อยู่แล้วว่าเป็นไม้หรือของป่าที่มีผู้ได้ และศาลชั้นต้นพิพากษาลุงพล คดีครอบครองไม้หวงห้าม โดยไม่ได้รับอนุญาต ให้จำคุก 4 เดือน ปรับเงิน 6,666 บาท ริบไม้ของกลาง โทษจำคุกรอลงอาญา 1 ปี
คดีที่ 4 คดีน้องชมพู่ โดยมีรายงานว่า นักวิทยาศาสตร์ของสำนักงานพิสูจน์ หลักฐาน จ.มุกดาหาร ได้เก็บวัตถุพยานหลายอย่าง สำคัญสุดคือ เส้นผมของน้องชมพู่ที่ถูกหั่นจำนวนหลายเส้น วัตถุพยานดังกล่าวกลายเป็นหลักฐานสำคัญในทันทีที่เจออยู่ในรถของนายไชย์พล และเส้นผมของคนใกล้ชิดไปตกอยู่ในที่เกิดเหตุพบศพ ตำรวจรวบรวมพยานหลักฐานขอศาลอนุมัติออกหมายจับ 3 ข้อหาหนัก คือ 1.พรากเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปี ไปเสียจากบิดามารดา โดยปราศจากเหตุอันควร 2.ทอดทิ้งเด็กอายุไม่เกินเก้าปี เพื่อให้เด็กนั้นพ้นไปเสียจากตน โดยประการที่ทำให้เด็กนั้นปราศจากผู้ดูแล เป็นเหตุให้เด็กถึงแก่ความตาย และ 3.กระทำการใดๆ แก่ศพ หรือสภาพแวดล้อมในบริเวณที่พบศพ ก่อนการชันสูตรพลิกศพเสร็จสิ้น ในประการที่น่าจะทำให้การชันสูตรพลิกศพหรือผลทางคดีเปลี่ยนแปลงไป ต่อมาอัยการให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเพิ่มเติม โดยให้แจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมในความผิดฐาน“ฆ่าผู้อื่นตายโดยเจตนา” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ระวางโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่ 15 ปี ถึง 20 ปี ทั้งนี้ ลุงพล ได้ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา
อย่างไรก็ตาม สำหรับคดีน้องชมพู่ เมื่อวันที่ 27 ก.ค.66 ฝ่ายโจทก์ และฝ่ายจำเลยในคดี เดินทางมาที่ศาลจังหวัดมุกดาหาร เพื่อนัดสืบพยานวันสุดท้าย หลังเริ่มสืบพยานมาตั้งแต่ 30 มิ.ย.65 ซึ่งกระบวนการของศาลได้มีการนัดฟังคำพิพากษา ในวันที่ 31 ต.ค. เวลา 10.00 น. ก่อนจะเลื่อนมาเป็นวันที่ 20 ธ.ค.