ชัยธวัชรับสนองนั่งผู้นำฝ่ายค้าน สภาโหวต418-0 เลิกกม.‘เช็คเด้ง’

‘ชัยธวัช’รับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ เป็นผู้นำฝ่ายค้าน ลั่นเดินหน้าตรวจสอบ-ถ่วงดุลรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมา ศาลรธน.นัดฟังคำวินิจฉัยคดีหุ้นสื่อ 24 ม.ค.67 ‘พิธา’ เผยพอใจหลังเข้าให้การไต่สวนพยาน หวังได้คัมแบ๊กหน้าที่สส. ‘สมศักดิ์’ ยอมรับ ‘ทักษิณ’ เข้าเกณฑ์ถูกคุมขังนอกคุก ยันไม่เคยล้วงลูกระเบียบราชทัณฑ์ สภาโหวตวาระแรก 418: 0 รับหลักการวาระแรกยกเลิก ‘กฎหมายเช็คเด้ง’ ไม่ติดคุก เว้นมีเจตนาทุจริต ‘เศรษฐา’ เตรียมบินน่าน 23 ธ.ค. ติดตามแก้หนี้นอกระบบ

‘เศรษฐา’เตรียมบินน่าน23ธ.ค.
เมื่อวันที่ 20 ธ.ค.ผู้สื่อข่าวรายงาน ความเคลื่อนไหวนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง มีกำหนด การลงพื้นที่จ.น่าน ในวันที่ 23 ธ.ค. โดยเวลา 14.00 น. ไปติดตามประเด็นการเจรจาแก้หนี้ในพื้นที่จ.น่าน ซึ่งจะมีการประชุม 2 วงคือ หน่วยงานราชการ ชาวบ้าน (ลูกหนี้) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่ศาลากลางจังหวัดน่าน จากนั้นเดินทางกลับกรุงเทพฯ ในช่วงเย็น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างนี้นายเศรษฐาอยู่ระหว่างลาพักร้อน ตั้งแต่บ่ายวันที่ 19 ธ.ค. จนถึงเวลา 12.00 น.วันที่ 22 ธ.ค. เพื่อไปพักผ่อนกับครอบครัว ก่อนกลับมาทำงานอีกครึ่งวันหลังของวันเดียวกัน

ผู้นำฝ่ายค้าน – สส.รัฐบาลและฝ่ายค้านแสดงความยินดี นายชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคก้าวไกล ในพิธีรับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ เป็นผู้นำฝ่ายค้าน ที่ห้องประชุม 604 อาคารรัฐสภา เกียกกาย เมื่อวันที่ 20 ธ.ค.

‘ชัยธวัช’รับสนองนั่งผู้นำฝ่ายค้าน
เมื่อเวลา 08.30 น.ที่รัฐสภา มีพิธีรับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง นายชัยธวัช ตุลาธน สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) เป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ลำดับที่ 10 โดยมีนายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาคนที่หนึ่ง นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาคนที่สอง สส.พรรค ก้าวไกล ข้าราชการของสำนัก งานเลขา ธิการสภา ร่วมในพิธี และร่วมแสดง ความยินดี แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าไม่มีสส.พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เข้าร่วมพิธีแม้แต่คนเดียว

นายประมวล พงศ์ถาวราเดช สส. ประจวบคีรีขันธ์ รองหัวหน้าพรรค ในฐานะประธานสส.พรรคประชาธิปัตย์ ชี้แจงว่า เนื่องจากได้รับแจ้งตอนเข้าประชุมคณะกรรมการประสานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ช่วงบ่ายวันที่ 19 ธ.ค. โดยนายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ทำหน้าที่ประธานวิปฝ่ายค้านบอกว่า ถ้าว่างให้เชิญมาร่วมพิธีรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งผู้นำฝ่ายค้าน ซึ่งตนได้ขอโทษไปแล้วว่า สส.ส่วนใหญ่อยู่ต่างจังหวัดและเดินทางมาในพื้นที่กรุงเทพฯ แล้ว จึงไม่ได้เตรียมชุดขาวปกติมาเพื่อมาร่วมในพิธี แต่นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จะนัดพูดคุยกับผู้นำฝ่ายค้านอยู่แล้ว จึงจะใช้โอกาสดังกล่าวในการแสดงความยินดี

เดินหน้าตรวจสอบฝ่ายบริหาร
นายชัยธวัชให้สัมภาษณ์ว่า หลังจากนี้ไม่ว่าจะเป็นพรรคก้าวไกลหรือพรรคร่วมฝ่ายค้านทุกพรรค คงได้หารือถึงแนวทางการทำงานร่วมกัน ตนในฐานะผู้นำฝ่ายค้านยืนยันว่า พรรคฝ่ายค้านจะทำงานอย่างเต็มที่อย่างที่ประชาชนคาดหวัง และไว้วางใจการทำหน้าที่ตรวจสอบ ถ่วงดุลฝ่ายบริหาร โดยยึดผลประโยชน์ของประชาชนเป็นตัวตั้ง ตรงไปตรงมา แต่ไม่จำเป็นต้องค้านฝ่ายรัฐบาลทุกเรื่อง บางเรื่องที่เป็นประโยชน์ของประชาชนที่ถูกต้องสามารถร่วมมือกันได้ ไม่จำเป็นต้องแย้งเสมอไป ในทางกลับกันหวังว่าฝ่ายรัฐบาลสามารถร่วมมือผลักดันสิ่งที่ฝ่ายค้านเสนอด้วยเช่นกัน ซึ่งสัปดาห์นี้คงได้เห็นความร่วมมือกันในหลายเรื่อง เช่น การพิจารณากฎหมายสมรสเท่าเทียม ร่างกฎหมายสภาชนเผ่าและร่างกฎหมายทำนองเดียวกันที่ได้พูดคุยกันว่าจะร่วมมือกัน

ผู้สื่อข่าวถามว่า การทำงานของฝ่ายค้านจะมีอะไรที่ชัดเจนขึ้นหรือไม่ นายชัยธวัชกล่าวว่า เบื้องต้นคงต้องมีการหารือกัน พิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 ในเดือนม.ค.2567 ทางแกนนำฝ่ายค้านและวิปฝ่ายค้านได้หารือกัน ซึ่งเดิมตั้งใจว่าวันที่ 21 ธ.ค. ช่วงบ่าย จะเชิญแกนนำพรรคร่วมฝ่ายค้านมาประชุมกัน แต่คงต้องเลื่อนออกไปก่อน เพราะในวันเดียวกันคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ของพรรคประชาธิปัตย์จะมีประชุม ซึ่งคาดว่าใช้เวลาพอสมควร ระหว่างนี้อาจเป็นการพูดคุยอย่างเป็นทางการและหลังปีใหม่จะประชุมพรรคฝ่ายค้านอย่างเป็นทางการ

ต่อข้อถามว่าจะเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลเลยหรือไม่ นายชัยธวัชกล่าวว่า เรื่องนี้ยังไม่ได้พูดคุยกันเนื่องจากที่ผ่านมาทุกพรรครอให้มีการโปรดเกล้าฯ ผู้นำฝ่ายค้านอย่างเป็นทางการ โดยพรรคก้าวไกลจะยึดข้อมูลข้อเท็จจริงเป็นตัวตั้ง ไม่ได้ตั้งเป้าจะอภิปรายให้ได้ ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านและหัวหน้าพรรคก้าวไกลจำเป็นต้องทำงานด้วยกัน ให้เกียรติและไว้วางใจซึ่งกันและกัน หากมีแผนงานหรือเป้าหมายร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรมคิดว่าจะสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างดี

‘พิธา’ยินดี-‘บิ๊กทิน’ดักคอ
ที่ศาลรัฐธรรมนูญ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สส.บัญชีรายชื่อ ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวว่า ขอยินดีกับนายชัยธวัช ส่วนตัวคิดว่าเป็นคนที่มีความเหมาะสม ในเรื่องการกำหนดกลยุทธ์ของฝ่ายค้านเพื่อทำหน้าที่ถ่วงดุลรัฐบาลในการตรวจสอบการทำงาน งบประมาณ เรื่องการผลักดันกฎหมายก้าวหน้า การเป็นปากเป็นเสียงให้กับประชาชน ซึ่งเป็นเรื่องหลักของการเป็นสส. ขอให้กำลังใจกับหน้าที่กระชั้นชิด อย่างการตรวจสอบงบประมาณ ซึ่งมีทั้งนายชัยธวัชและรองหัวหน้าพรรคอีกหลายคนที่มีประสบการณ์เป็นขุนพลในการทำงานมา 4 ปี จะทำให้ภาษีของประชาชนคุ้มค่าที่สุด

ที่องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (อผศ.) นายสุทิน คลังแสง รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ว่า ในบริบททางการเมือง ที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ ใครจะเป็นผู้นำฝ่ายค้านก็แล้วแต่ ต้องค้านอยู่บนหลักการและเหตุผล จะเลยเถิดหรือไปตามที่ตัวเองอยากมีอยากเป็นไม่ได้ เชื่อว่าจะได้ฝ่ายค้านที่ทำงานร่วมกันกับรัฐบาลได้

ผู้สื่อข่าวถามว่า อยากฝากอะไรเกี่ยวกับการพิจารณาของงบประมาณของกองทัพ นายสุทินกล่าวว่า ให้ทุกคนพิจารณาถึงเหตุผลและความจำเป็น คำว่า เหตุผลและความจำเป็นคือ ดูทั้งสถานการณ์โลกสถานการณ์เราว่า มีความจำเป็นต้องจัด งบประมาณอย่างไร แล้วฝ่ายกองทัพจะหาระบบทำให้ประชาชนสบายใจได้ ระบบคัดกรองที่ดี

สภาส่อไม่เลื่อนถกงบปี 67
เวลา 11.00 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภา เป็นประธานการประชุม ก่อนเข้าสู่วาระ นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิทักษ์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ขอหารือเกี่ยวกับกำหนดการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบ ประมาณ พ.ศ.2567 วาระรับหลักการ โดยเสนอให้เลื่อนพิจารณาในสัปดาห์ที่สองของเดือนม.ค.2567 จากเดิมที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) วางปฏิทินไว้ 3-4 ม.ค. เพราะหากสำนักงบประมาณส่งเอกสารร่างพ.ร.บ. งบประมาณมาสภาได้ในวันที่ 26 ธ.ค. แล้วจะพิจารณาวาระแรกในวันที่ 3 ม.ค. แปลว่าสส.จะมีเวลาอ่านเอกสารเพียง 7 วันเท่านั้น และเชื่อว่าทันกรอบระยะเวลา 105 วัน ตามที่กฎหมายกำหนดแน่นอน

ด้านนายวันมูหะมัดนอร์กล่าวว่า ตนจะมอบให้นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภา คนที่สอง เรียก 4 ฝ่ายหารือเรื่องนี้ประกอบด้วย วิปฝ่ายค้าน วิปรัฐบาล ผู้นำฝ่ายค้าน และตัวแทนครม. ถ้าจะเลื่อนการพิจารณาเป็นวันที่ 10 ม.ค. ตนพร้อม ไม่มีปัญหา แต่อยากได้ความเห็นที่กว้างจากทุกฝ่ายก่อน

เวลา 15.30 น. นายพิเชษฐ์ ประชุมวิป 4 ฝ่าย ใช้เวลาราว 45 นาที และให้สัมภาษณ์ว่า ฝ่ายค้านเสนอพิจารณาร่างพ.ร.บ. งบประมาณ 12 ม.ค. ใกล้กับวันเด็กแห่งชาติ สส.ทุกพรรคต้องลงพื้นที่ ทำให้ฝ่ายค้านเสนอเริ่ม 9 ม.ค. เวลา 15.00 น. แล้วไปลงมติรับหลักการหรือไม่ในช่วงดึก 11 ม.ค. จะทำให้สส.กลับพื้นที่ร่วมงานวันเด็กได้ อีกแนวทาง คือ พิจารณา 3-5 ม.ค. ทาง ฝ่ายค้านยินดีถ้ารัฐบาลให้ข้อมูลงบประมาณไปศึกษาตั้งแต่ 22 ธ.ค.2566 ซึ่ง 21 ธ.ค. จะรอนางมนพร เจริญศรี รมช.คมนาคม ในฐานะตัวแทนครม. ไปประสานกับรัฐบาลว่าจะให้ข้อมูลงบประมาณแก่สส.ได้ไปศึกษาภายใน 22 ธ.ค.ทันหรือไม่ ถ้าได้ การพิจารณาวาระแรก จะเป็น 3-5 ม.ค. ตามเดิม ซึ่งตนนัดประชุมอีกครั้ง 21 ธ.ค.เชื่อว่าจะได้ข้อสรุปแน่นอน

รับหลักการยกเลิก‘กม.เช็คเด้ง’
ต่อมาเวลา 13.00 น. ที่ประชุมสภา ผู้แทนราษฎร เข้าสู่วาระการพิจารณา เรื่องด่วน ร่างพ.ร.บ.ยกเลิกพ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ตามที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม ชี้แจงสาระสำคัญของร่างกฎหมายว่า มีวัตถุประสงค์เพื่อยกเลิกกฎหมายที่ให้ใช้เช็คทางธุรกรรม มีการกำหนดโทษทางอาญาจำคุกมาใช้บีบบังคับกับผู้ผิดนัดทางแพ่ง แม้ไม่มีเจตนาทุจริต ไม่สอดคล้องนโยบายรัฐบาลและรัฐธรรมนูญ มาตรา 77 ที่ให้กำหนดโทษทางอาญาเฉพาะความผิดร้ายแรง จึงควรยกเลิกกฎหมายดังกล่าว และมีบทเฉพาะกาลให้ผู้ต้องโทษ อันเนื่อง จากความผิดได้รับการปล่อยตัวโดยเร็ว เมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้

ขณะที่สส.ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านอภิปรายเห็นด้วยให้ยกเลิกร่างพ.ร.บ.ความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค เพราะเป็นกฎหมายล้าหลัง คนไม่ควรติดคุกกรณีเช็คเด้งที่เป็นผลจากสภาพเศรษฐกิจ แต่หากใครมีเจตนาทุจริตยังควรต้องติดคุกต่อไป

หลังจากสมาชิกอภิปรายครบถ้วนแล้ว ที่ประชุมสภา มีมติรับหลักการร่างพ.ร.บ. ยกเลิกพ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ด้วยคะแนน 418 ต่อ 0 และตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ จำนวน 25 คน แปรญัตติ 15 วัน เสร็จแล้วนำเข้าสภาพิจารณาวาระสองและสามต่อไป

ศาลรธน.นัดชี้ชะตาคดีหุ้นสื่อ
เวลา 09.30 น. ศาลรัฐธรรมนูญนัดไต่สวนพยานบุคคล กรณีคณะกรรมการการเลือกตั้งหรือกกต. (ผู้ร้อง) ส่งคำ ร้องขอให้พิจารณาวินิจฉัยกรณีนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ผู้ถูกร้อง) เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) ซึ่งประกอบกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อสารมวลชนใดๆ อยู่ในวันที่สมัครรับเลือกตั้งสส.แบบบัญชี รายชื่อ เป็นเหตุให้สมาชิกภาพสส. ของ ผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (3) หรือไม่ และศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งรับคำร้องนี้ไว้พิจารณาวินิจฉัย และสั่งให้ผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่สส. นับแต่วันที่ 19 ก.ค.2566 จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย ซึ่งบรรยากาศบริเวณศาลรัฐธรรมนูญเป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีแฟนคลับพรรค ก้าวไกล 3 คนให้กำลังใจเท่านั้น

นายพิธามาถึงศาลด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม เพื่อเข้าให้การไต่สวนพยานด้วยตัวเอง พร้อมทีมงาน ทนายความ และมีกระเป๋าเดินทางมา 2 ใบ ในนั้นเป็นวัตถุพยานหลักฐานต่างๆ ในคดี โดยให้สัมภาษณ์ว่า นับเป็นนิมิตหมายที่ดีและตนรอโอกาสนี้มานานพอสมควร ที่จะได้มีโอกาสสื่อสารข้อเท็จจริง ไม่มีข้อกังวลอะไรเลย มั่นใจในข้อเท็จจริง หวังว่าจะได้รับความเป็นธรรมจากศาล ส่วนรายละเอียดต่างๆ จะเก็บไว้ในชั้นศาล แต่สิ่งที่จะเปิดเผยต่อสื่อมวลชนได้คือไอทีวีไม่ได้เป็นสื่อแล้ว ไม่ได้ประกอบกิจการมาตั้งแต่ปี 2550 และมีสื่อมวลชนยังได้รายงานว่า รายได้ทั้งหมดมาจากดอกเบี้ย หรือการลงทุนทั้งนั้น ฉะนั้นถ้าเทียบกับระบบยุติธรรม กับคำพิพากษาในอดีตมั่นใจว่าไอทีวีไม่ได้เป็นหุ้นสื่อมั่นใจว่าจะใช้โอกาสนี้ในการพูดชี้แจงต่อศาลครั้งแรก

ต่อมาศาลรัฐธรรมนูญ เผยแพร่เอกสารว่า ได้ไต่สวนพยาน รวม 3 ปาก คือ นายแสวง บุญมี เลขาธิการกกต. นายพิธา และนายคิมห์ สิริทวีชัย โดยตอบข้อซักถามของศาลและของคู่กรณี คดีเป็นอันเสร็จการไต่สวน ศาลนัดฟังคำวินิจฉัย ในวันที่ 24 ม.ค.2567 เวลา 14.00 น.

นัดชี้แล้ว – นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เข้าให้การชั้นไต่สวนต่อศาลรัฐธรรมนูญ คดีขาดคุณสมบัติ สส. เพราะถือครองหุ้นไอทีวี โดยศาลรัฐธรรมนูญนัดฟังคำพิจารณาคดีนี้ในวันที่ 24 ม.ค.2567

‘ทิม’พอใจ-หวังคัมแบ๊กหน้าที่สส.
เวลา 11.29 น. นายพิธากล่าวภายหลังเข้ารับการไต่สวนว่า เป็นไปตามที่ได้คาดหวังไว้และพอใจ ซึ่งได้มีการไต่สวนครบทุกประการ ในรายละเอียดตนไม่สามารถให้สัมภาษณ์ได้ เพราะจะกลายเป็นการละเมิดศาล แต่ในข้อเท็จจริงตามที่สื่อมวลชนได้มีการนำเสนอกันนั้นมีการยุติการประกอบการของไอทีวี ส่วนการเป็นผู้จัดการมรดกของตนได้มีการไต่สวนจากศาลและฝ่ายกฎหมายของผู้ร้องและ ผู้ถูกร้องอย่างครบถ้วน ในการให้ข้อมูลมีนายคิมห์ สิริทวีชัย ประธานที่ประชุมผู้ถือหุ้นไอทีวี นายแสวง บุญมี เลขาธิการกกต.

ผู้สื่อข่าวถามว่ามีการประเมินน้ำหนักข้อมูลหลักฐานทางฝ่ายตนและผู้ร้องหรือไม่ นายพิธากล่าวว่า เรื่องนี้ตนชี้นำไม่ได้ แต่ที่พอจะพูดได้คือตนรู้สึกพอใจ เป็นไปตามที่หวังไว้ทุกประการ ขั้นตอนต่อจากนี้จะเป็นการนัดฟังคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญ ส่วนจะเป็นวันไหนนั้นต้องรอข้อมูลแจ้งจากทางศาล ตนไม่ได้คาดหวังอะไรจากทางศาล แต่มั่นใจว่าจะได้รับความเป็นธรรม คำพิพากษาที่ออกมาหวังว่าจะได้กลับไปทำหน้าที่รับใช้ประชาชน เมื่อถามว่าหากพ้นข้อกล่าวหาพร้อมที่จะกลับมาทำงานการเมืองทันทีเลยหรือไม่ นายพิธากล่าวว่า แน่นอน

25ธ.ค.ไต่สวนแก้มาตรา112
ศาลรัฐธรรมนูญ เผยแพร่เอกสารข่าวคดีที่นายธีรยุทธ สุวรรณเกษร อดีตทนายความของพระพุทธะอิสระ ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 ว่าการกระทำของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรค ก้าวไกล ผู้ถูกร้องที่ 1 และพรรคก้าวไกล ผู้ถูกร้องที่ 2 ที่เสนอร่างพ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา(ฉบับที่…)พ.ศ…เพื่อยกเลิกประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 โดยใช้เป็นนโยบายในการหาเสียงเลือกตั้งและยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 วรรคหนึ่งหรือไม่ ศาลได้มีการอภิปรายเพื่อเตรียมการไต่สวนในวันที่ 25 ธ.ค.นี้ เวลา 09.30 น.

‘ชัยธวัช’มั่นใจไม่ถึงยุบพรรค
นายชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์ว่า ฝ่ายกฎหมายได้เตรียมพร้อมและส่งเอกสารชี้แจงเพื่อประกอบการไต่สวน ในวันที่ 25 ธ.ค.นี้ เชื่อว่าการกระทำของพรรคก้าวไกลไม่เป็น ความผิดตามคำร้อง แต่ต้องรอและหวังว่าเมื่อไต่สวนแล้ว หากไม่มีการไต่สวนเพิ่ม ศาลจะนัดวิจิจฉัยในช่วงปลายเดือน ม.ค. หรือ ต้น ก.พ.2567

ตนไม่กังวลว่าจะไปถึงการยุบพรรคเพราะคดีนี้เป็นการร้องให้ยุติการรกระทำ ไม่สามารถไปไกลถึงเรื่องยุบพรรคได้ พรรคต่อสู้เต็มที่ เพราะการเสนอร่าง กฎหมายใดๆ ไม่สามารถนำไปสู่การ ล้มล้างการปกครองได้ เพราะกระบวนการทางนิติบัญญัติมีกรอบชัดเจนว่าไม่สามารถขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญได้

ในกระบวนการตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญนั้น สามารถเกิดได้ทั้งก่อนหรือหลังประกาศใช้ โดยศาลรัฐธรรมนูญ ดังนั้นการเสนอร่างกฎหมาย เพื่อแก้ไขไขกฎหมายใด ไม่เฉพาะมาตรา 112 ในกระบวนการทางนิติบัญญัติไม่สามารถนำไปสู่การล้มล้างการปกครองได้ด้วยตัวของร่างกฎหมายนั้นๆ

‘สมศักดิ์’ปัดล้วงลูกราชทัณฑ์
ที่รัฐสภา นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวของกรมราชทัณฑ์ที่มีชื่อตนเองเข้าไปเกี่ยวข้องในกรณีออกกฎกระทรวง ปี 2563 ว่า พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ.2560 เป็นกฎหมายที่ออกมาในช่วงรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ก่อนที่ตนจะเข้ามาเป็นสส. หลังมีการเลือกตั้งในปี 2562 ตนเข้ามาเป็นรมว.ยุติธรรม โดยได้ออกกฎกระทรวง มาตรา 33 เรื่องการจำแนก พฤติกรรม การรักษาพยาบาล ตลอดจนการเตรียมพร้อมก่อนปล่อยตัวผู้ต้องขัง ในปี 2563

ต่อมามีข้าราชการ อดีตข้าราชการ และคณะกรรมการสิทธิมนุยชนได้เข้ามาหาตน เพื่อขอให้มีที่คุมขังนอกเรือนจำ ทั้งกับนักโทษ ผู้ต้องขัง หรือผู้ที่ถูกกล่าวหา ที่ไม่ควรต้องเข้าไปอยู่ในเรือนจำ ซึ่งตนเห็นด้วย จึงให้ปลัดกระทรวง และคณะทำงานของกระทรวงยุติธรรมดำเนินการเรื่องนี้ แต่ยังไม่ทันเสร็จเรื่อง ตนได้ลาออกจากรมว.ยุติธรรม และได้มาเห็นการทำระเบียบของกรมราชทัณฑ์ที่ออกมาช่วงนี้ และมีการกล่าวถึงตน ยิ่งตนมีฐานะเป็นวิปด้วย ทำให้มีหลายคนเข้ามาถาม ซึ่งทางวิปยอมรับว่า ในช่วงที่มีการออกฎหมายเป็นกฎหมายที่ดี จึงขอให้ตนมาช่วยชี้แจง และทำความเข้าใจต่อสาธารณะ ในส่วนที่จะเข้าสู่กระบวนการการคัดแยกให้เป็นสากลขึ้น

ขณะนี้เป็นเรื่องดีที่มีตัวอย่างในกรณีของอดีตนายกฯที่อยู่ในการคุมขัง ซึ่ง จะเป็นประโยชน์ต่อการอธิบายเรื่องทัณฑวิทยา ซึ่งตนยินดีที่จะตอบคำถามในส่วนที่ยังขัดกับความรู้สึกของประชาชน และยังมีประเด็นไหนที่น่าจะต้องปรับแก้ให้ชัดเจน ในฐานะที่ตนกำกับดูแลกระทรวงยุติธรรมอยู่ด้วย ไม่ได้ไปล้วงลูก แต่ทบทวนสิ่งที่เคยผ่านมาให้เห็น

รับ‘แม้ว’เข้าเกณฑ์ขังนอกคุก
ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีของนายทักษิณ ชินวัตร เข้าเกณฑ์ของกรมราชทัณฑ์ที่ออกมาใหม่หรือไม่ นายสมศักดิ์กล่าวว่า เข้าเกณฑ์ เพราะเท่าที่ดูคือมีโทษไม่เกิน 4 ปี และไม่ใช่บุคคลที่อยู่ในข่ายสิ่งที่น่ากลัวของสังคม จึงสามารถอยู่ในที่คุมขังได้ และเป็นโทษที่มีจำนวนน้อยกว่า 1 ปี ขณะนี้เท่าที่ทราบในการเตรียมความพร้อมของเจ้าหน้าที่อย่างไม่เป็นทางการ มีกลุ่มคนที่มีโทษน้อยกว่า 4 ปี 10,000 กว่าคน ไม่ใช่เฉพาะกรณีนี้ แต่เป็นเหตุการณ์ที่พ้องต้องกัน “โชคดีที่ได้เอาเคสนี้มาอธิบายต่อสาธารณะ เพราะมีวีไอพีอยู่ตรงนี้ทำให้คนสนใจติดตาม แต่ไม่ได้ทำเฉพาะกรณีนี้ หรือเป็นการเอื้อประโยชน์”

ส่วนการรักษาตัวที่โรงพยาบาลของนายทักษิณ ที่จะครบ 120 วันนั้น อยู่ในความเห็นของแพทย์ และอำนาจของกระทรวงยุติธรรม ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา และจากสถิติของเดือนธ.ค.นี้ มีผู้ที่ต้องรักษาตัวในโรงพยาบาลเกิน 30 วันเป็นจำนวนมากเกือบ 150 คน ไม่ใช่แค่ 1-2 คน ในอดีตก็มีมาก แต่ไม่ได้เปิดเผย นายทักษิณเป็นคนที่สาธารณะให้ความสนใจ ถ้ามีผู้ที่อธิบายเรื่องดังกล่าวให้สังคมเข้าใจ สังคมจะยอมรับและเดินหน้าต่อไปได้

เมื่อถามว่า นายทักษิณมีสุขภาพดี ตอนที่อยู่ต่างประเทศ แต่เมื่อมาถึงประเทศ ไทยกลับป่วย นายสมศักดิ์ย้อนถามว่า “น้องไม่เคยถูกจองจำ น้องลองไปสักสองสามวัน ชีวิตมันเครียดนะ เราเสียอิสรภาพหรือ สิ่งต่างๆ ที่เราเคย ลองเข้าไปนอนสักคืน สองคืน นอนไม่หลับ คนอายุมากความดันขึ้น ป่วย ทางผบ.เรือนจำ และอธิบดีมองว่ามีความเสี่ยง จึงส่งต่อไปยังโรงพยาบาล เพื่อความปลอดภัยของผู้ต้องขัง และเพื่อ ไม่ให้ตนเองต้องรับผิดชอบด้วย ซึ่งความเครียดเป็นต้นกำเนิดของโรคภัยไข้เจ็บทั้งหลาย” เมื่อถามว่าสามารถเปิดเผยชื่อโรคที่นายทักษิณป่วยได้หรือไม่ นายสมศักดิ์กล่าวว่า ส่วนนี้เป็นหน้าที่ของกรมราชทัณฑ์ ตนเพียงแค่มาพูดในทางวิชาการ

‘บิ๊กทิน’ชี้ไม่ใช่โมเดลปูทาง‘ปู’
ด้านนายสุทิน คลังแสง รมว.กลาโหม กล่าวถึงเสียงวิจารณ์การได้รับสิทธิพิเศษของนายทักษิณว่า เชื่อว่าจะไม่กระทบ กับรัฐบาล เราพูดคุยกันชัดอยู่ เพราะรัฐบาล ไม่ได้มีอะไรที่ไปเกี่ยวข้องหรือไปสนับสนุน หรือไปจัดสิทธิพิเศษให้ นายทักษิณเป็นเพียงบุคคลหนึ่งซึ่งเคยก่อตั้งพรรคไทยรักไทย เป็นความผูกพันในเชิงประวัติศาสตร์ ในเชิงส่วนตัว แต่คงไม่มีการเอารัฐบาลไปเกี่ยวข้อง ฉะนั้นใครที่จะโยงเข้าหากัน เชื่อว่ารัฐบาลอธิบายได้ เมื่ออธิบายได้ก็ไม่กระทบ

ผู้สื่อข่าวถามว่าปัจจุบันรัฐบาลเพื่อไทยยังไม่ได้ให้สิทธิพิเศษใดๆ กับนายทักษิณใช่หรือไม่ นายสุทินกล่าวว่า ไม่ วันนี้สิ่งที่ทำเป็นมาตรการ และระบบของกรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม ที่ได้ดำเนินการตามระบบ ซึ่งตนมีเพื่อนคนหนึ่งติดคุก และป่วยออกมารักษาตัวอยู่ข้างนอกนานพอสมควร ตนจะไปเยี่ยมอยู่เช่นกัน เห็นว่ามีหลายคนใช้สิทธิ์เดียวกับท่านทักษิณ ไม่ได้มีเพียงท่านทักษิณคนเดียว ซึ่งระบบนี้ ทุกคนให้ความเป็นธรรม

ต่อข้อถามว่าการสร้างกระแสหรือสร้างวาทกรรมว่าเป็นนักโทษเทวดา จะทำให้เป็นชนวนนำไปสู่การชุมนุมหรือไม่ นายสุทินกล่าวว่า ได้ในระดับหนึ่ง แต่ตนมองว่าประชาชนมีวิจารณญาณ และไม่ใช่เคสแรกไม่ใช่คนเดียว โดยเฉพาะขณะนี้ประชาชนต้องการให้แก้ปัญหาปากท้อง คนกำลังลำบาก ใครที่มาคิดปั่นสถานการณ์ให้เกิดปัญหาในการบริหารโยงมาใส่ฝ่ายบริหารทำให้เกิดความวุ่นวายตนคิดว่าประชาชนไม่เอาด้วย เมื่อถามว่าจะเป็นการสร้างโมเดลเพื่อปูทางให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เดินทางกลับไทยหรือไม่ นายสุทินกล่าวว่า เรื่องท่านยิ่งลักษณ์ยังไม่มีประเด็นอย่างนี้เข้ามา ยังไม่รู้เลย

คปท.ยื่นกมธ.คุ้ยความจริง
ที่รัฐสภา นายพิชิต ไชยมงคล ตัวแทนเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศ ไทย (คปท.) ยื่นหนังสือถึง นายสมชาย แสวงการ สว. ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สิทธิมุนษยชน สิทธิเสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา และนพ. เจตน์ ศิรธรานนท์ สว. ประธานกมธ.การสาธารณสุข วุฒิสภา ขอให้ตรวจสอบ ข้อเท็จจริงกรณีที่ นายทักษิณออกจาก เรือนจำและรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลตำรวจ ชั้น 14 ใกล้ครบกำหนด 120 วัน ว่าป่วยจริง และเป็นไปตามหลักสากลหรือไม่

นายพิชิตกล่าวว่า เราจะขอสำเนาการประชุม กมธ.สิทธิมนุษยชนฯ ที่มีการเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาชี้แจงร่วมด้วย เพราะเชื่อมั่นว่าจะเป็นหลักฐานชิ้นดี ที่จะทำให้สามารถนำไปยื่นฟ้องหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการเอื้อประโยชน์ให้กับบุคคลหนึ่งได้ เพื่อให้เห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นสวนทางกับข้อเท็จจริงอย่างไร

ด้านนายสมชายกล่าวว่า กมธ.สิทธิมนุษยชนฯ และกมธ.การสาธารณสุข ได้รับเรื่องเข้าระบบของวุฒิสภาแล้ว จึงขอชี้แจงว่า ที่ผ่านมาเราได้เชิญ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ รองนายแพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจ และผู้เกี่ยวข้องเข้ามาชี้แจงข้อมูลถึง 2 ครั้งแล้ว แต่มีบางประเด็นที่ยังมีข้อสงสัย โดยอ้างเรื่องพ.ร.บ.กรมราชทัณฑ์ พ.ศ.2560 และกฎกระทรวงยุติธรรม พ.ศ.2563 รวมถึงความเห็นจากสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

ฉะนั้นวันที่ 25 ธ.ค.นี้ เวลา 13.30 น. กมธ.สิทธิมนุษยชนฯจะเชิญพ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม ปลัดกระทรวงยุติธรรม อธิบดีกรมราชทัณฑ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาชี้แจงเพิ่มเติม เกี่ยวกับการออกระเบียบกรมราชทัณฑ์ และการปฏิบัติกรณีอยู่นอกเรือนจำครบ 120 วัน ว่าระเบียบออกมาเอื้อบุคคลใด และจะให้รักษาตัวที่ โรงพยาบาลตำรวจต่อหรือไม่ เพราะกมธ.เคยสอบถามข้อเท็จจริงไปแล้วแต่กลับได้รับคำตอบว่า ผู้ป่วยไม่อนุญาตให้ชี้แจง ตามสิทธิรัฐธรรมนูญที่มี ซึ่งก่อนเดินทางกลับเข้าประเทศไทยทุกคนทราบดีว่าอดีตนายกฯมีเพียง 4 โรคเท่านั้น ประกอบด้วย ความดันโลหิตสูง โรคปอด ข้อกระดูกเสื่อม และเส้นโลหิตตีบ เราจึงให้กมธ.สาธารณสุขฯไปชี้แจงตรวจสอบต่อ

นพ.เจตน์กล่าวว่า การทำงานที่ผ่านมา เราได้เชิญโรงพยาบาลตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมราชทัณฑ์ มาชี้แจงแล้ว พบว่า 4 โรคที่อ้างว่าอดีตนายกฯ ป่วย ไม่ใช่ข้อมูลในประเทศ และอาการหนักหรือไม่ก็ยังไม่มีความชัดเจน ฉะนั้นเราจะขอคำสั่งศาลเพื่อให้ดำเนินการต่อไป

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน