เจาะตลาดไลฟ์ไซ-สตาร์ตอัพ – สถานการณ์โควิด-19 นำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงในหลากหลายแง่มุม โดยเฉพาะในด้านพฤติกรรม ผู้บริโภคที่หันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น รักษาความสะอาดมากขึ้น และใช้เทคโนโลยีเพื่อลดการปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคล นั่นจึงไม่น่าแปลกใจที่สตาร์ตอัพ ในกลุ่มเทคโนโลยีทางการแพทย์กลายเป็นอีกหนึ่งวงการ ที่น่าจับตา และมีโอกาสเติบโตอย่างมากในอนาคต

สะท้อนจากตัวเลขมูลค่าอุตสาหกรรมชีววิทยาศาสตร์ในประเทศไทย ปี พ.ศ.2562 ที่สูงถึง 1.38 ล้านล้านบาท อันดับหนึ่ง คือ การให้บริการทางสุขภาพ ร้อยละ 49 รองลงมา คือ เครื่องสำอางอาหารเสริม ร้อยละ 25 ผลิตภัณฑ์ยา ร้อยละ 14 และเครื่องมือแพทย์ร้อยละ 12

เพื่อเตรียมตัวให้สตาร์ตอัพด้านเทคโนโลยีทางการแพทย์มีความพร้อมรับมือการเติบโต และความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยศูนย์ความ เป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเซลส์ (TCELS) ร่วมกับศูนย์บริการวิชาการ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ จึงจัดการเสวนาเรื่อง “Life Sci. Startup : โอกาส ความท้าทาย และความเป็นไปได้ในการเติบโต” ให้กับสตาร์ตอัพด้านเทคโนโลยีทางการแพทย์ ภายใต้โครงการ “Life Sci. Level Up Challenge 2020” รุ่นที่ 4 จำนวน 27 ทีม เพื่อให้มีความรู้ ความเข้าใจในด้านการตลาด และสามารถมองหาโอกาสใหม่ๆในโลกธุรกิจได้

ดร.นเรศ ดำรงชัย ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ เปิดเผยถึงโครงการ ดังกล่าวว่า “การพัฒนาผู้ประกอบการ และกลุ่มนักวิจัยที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ไม่ว่าจะเป็น ไบโอเทค, ฟาร์มาซูติคอล, เครื่องมือแพทย์ (Medical Devices), การวินิจฉัยโรค (Diagnostics), เครื่องสำอาง-อาหารเสริม และ Digital Health IT นั้นถือเป็นการสร้างความแข็งแกร่งให้กับประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่ามกลางสถานการณ์ที่โรคระบาดใหม่ๆ อาจเกิดขึ้นได้ทุกเวลา”

การบุกตลาดชีววิทยาศาสตร์ดังกล่าวไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะในยุคที่ผู้บริโภคมีความหลากหลาย และอยากให้แบรนด์เข้าใจถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล ซึ่งแบรนด์ต้องผสมผสาน ทั้งศาสตร์ด้านดิจิตอล ในการเข้าถึงลูกค้ากลุ่มต่างๆ ด้วยรูปแบบเฉพาะเจาะจง

พร้อมจัดอบรมให้ผู้เข้าร่วมโครงการ โดยเชิญอาจารย์ธันยวัชร์ ไชยตระกูลชัย นักการตลาดชื่อดัง มาให้ทัศนะเกี่ยวกับการทำธุรกิจของ สตาร์ตอัพว่า ก่อนจะเริ่มต้นธุรกิจนั้น สิ่งที่จำเป็นต้องพิจารณาก็คือ สินค้าหรือบริการที่คิดขึ้นนั้น “จำเป็นไหม” เพราะหากเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวัน เช่น ปัจจัยสี่ โอกาสที่จะไม่ประสบความสำเร็จนั้นจะต่ำกว่า เมื่อเทียบกับธุรกิจอื่นๆ

นอกจากนี้ ต้องมาดูด้วยว่า สินค้าและบริการของเรามีความแตกต่างกับสินค้าในท้องตลาดหรือไม่ ถ้ามี สามารถเอาชนะสินค้าอื่นๆ ได้ด้วยจุดต่างนั้นหรือเปล่า เช่น การทำธุรกิจอาหาร อาจมีคนทำเยอะแต่ถ้าเราทำอาหารสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็ง หรือโรคเบาหวาน ก็จะทำให้กลุ่มเป้าหมายของเรามีตัวตนที่ชัดเจนมากขึ้น

“ความสำคัญข้อต่อมาคือการพิจารณาว่า ฐานลูกค้ามีกำลังซื้อหรือไม่ มี Insight อย่างไร ทั้งหมดนี้ จะได้มาสตาร์ตอัพต้องสร้างฐานข้อมูลลูกค้า และทำรีเสิร์ชเพื่อให้สามารถเข้าใจความต้องการ ทัศนคติ รสนิยม ความชอบ ฯลฯ ของลูกค้าได้อย่างลึกซึ้งมากขึ้น ในอดีตการจะได้มาซึ่งข้อมูลพฤติกรรมนั้น ทำได้ยากมาก และต้องใช้ทีมวิจัยออกสำรวจความคิดเห็นกลุ่มเป้าหมาย แต่สำหรับโลกยุค 5G วิธีเก็บข้อมูลเชิงลึก – ข้อมูลพฤติกรรมของลูกค้ากลับทำได้สะดวกขึ้นผ่านตัวช่วยอย่างสมาร์ตโฟน แอพพลิเคชั่น โซเชี่ยลมีเดีย” อ.ธันยวัชร์แนะนำ

นักการตลาดชื่อดังให้ความรู้ต่อว่า ความพยายามทั้งหมดนี้อาจนำไปสู่การลอกเลียนแบบโดยคู่แข่ง หรือคนที่ตามมาทีหลังได้ ส่งผลให้สตาร์ตอัพต้องให้ความสำคัญกับการสร้างแบรนด์ ร่วมด้วย เพราะหากแบรนด์แข็งแกร่ง เสียแล้วการถูกก๊อบปี้ก็จะเกิดได้ยากขึ้น ที่ผ่านมาการสร้างแบรนด์สามารถทำได้หลายวิธี ไม่ว่าจะเป็น การสร้างแบรนด์ผ่านการเล่าเรื่อง (Story-telling) หรือบางแบรนด์อาจใช้อินฟลูเอ็นเซอร์ช่วยสร้างความตระหนักรู้ (Awareness) ในกลุ่มเป้าหมายซึ่งอาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม กระนั้นหากตัวสินค้าหรือบริการ มีคุณภาพ-แตกต่างจากสิ่งที่มีในตลาดด้วยแล้วลูกค้าจะเป็นผู้บอกต่อ ให้เอง (Viral) และสามารถช่วยให้แบรนด์เติบโตได้อย่างที่ต้องการในที่สุด

“การมาถึงของแพลตฟอร์มออนไลน์จึงไม่เพียงเปลี่ยนแนวคิดเกี่ยวกับ 4P ซึ่งประกอบด้วย Product, Price, Place และ Promotion แต่ยังมาพร้อมโอกาสใหม่ๆ ที่ไร้พรมแดน และเครื่องมือที่ช่วยให้แบรนด์รู้จักลูกค้าได้อย่างลึกซึ้งมากยิ่งขึ้นด้วย ขอเพียงสตาร์ตอัพให้ความสนใจ และใส่ใจเรียนรู้เครื่องมือต่างๆ ก็จะเข้าถึงข้อมูลที่กล่าวมาได้อย่างแน่อน” อาจารย์ธันยวัชร์ กล่าวทิ้งท้าย

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน