คอลัมน์ บุ๊คสโตร์
ผู้สื่อข่าวหรรษา

…“นครวัดทัศนะสยาม” (330 บาท, สนพ.มติชน) ผลงาน รศ.ดร.ศานติ ภักดีคำ นักประวัติศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญ เรื่องราวเกี่ยวกับเขมร ที่ฉายภาพชัดว่า ก่อนหน้าการค้นพบนครวัดของฝรั่งเศส ความรู้เกี่ยวกับนครวัดของคนท้องถิ่นนั้นมีอยู่แล้ว เพียงแต่อยู่ในรูปแบบของตำนาน ความทรงจำ และพงศาวดาร
ความรู้ ความทรงจำต่อนครวัดของคนท้องถิ่น คงมิต้องพูดถึงชาวกัมพูชาเจ้าของดินแดน แต่ชาวสยามก็มีความทรงจำต่อเมืองนครวัดหลากหลายและยาวนาน หากย้อนเวลากลับไป เราจะพบว่าหลักฐานทางประวัติศาสตร์นับตั้งแต่สมัยก่อนสุโขทัย-รัตนโกสินทร์ ระบุถึงความรู้ของชาวสยามที่มีต่อนครวัดไว้จำนวนมาก และไม่ใช่แค่ในระดับชนชั้นสูงเท่านั้นที่รู้จักนครวัดและสั่งให้สร้างวัด-วังเลียนแบบ แต่ชาวบ้าน-พระสงฆ์องค์เจ้าต่างก็รู้จักนครวัด และต่างเคยเดินทางไปเมืองนครวัดด้วยกันทั้งนั้น
ดังนั้น จึงไม่ใช่เลยที่นครวัดจะเป็นเมืองที่ถูกทิ้งร้าง และแวดล้อมไปด้วยชนป่าเถื่อนอย่างที่ อองรี มูโอต์ บอกเล่าเอาไว้ เพราะที่แท้เรื่องราวของนครวัดยังคงไหลเวียนอยู่ในความทรงจำของคนท้องถิ่นมาตลอดสายธารของประวัติศาสตร์ เพียงแต่ไม่ใช่ในแบบที่คนปัจจุบันเข้าใจ
รศ.ดร.ศานติ ภักดีคำ รวบรวมหลักฐานความรู้ ความเข้าใจนครวัดของชาวสยามมาร้อยเรียงเป็นหนังสือ “นครวัดทัศนะสยาม” เพื่อบอกเล่าความเปลี่ยนแปลงองค์ความรู้ของชาวสยามที่มีต่อนครวัด ที่ปรับเปลี่ยน ผันแปรไปตามบริบทของยุคสมัย และตอกย้ำให้เห็นว่า “นครวัดไม่ได้หายไปไหน แต่อยู่ในความทรงจำของผู้คนตลอดมา”
…“ไดอารี่ล็อกดาวน์อู่ฮั่น” (395 บาท, สนพ.มติชน) ไดอารี่ที่ถ่ายทอด “เสียงจริง” จากผู้อยู่ในเหตุการณ์ระหว่างล็อกดาวน์เมืองอู่ฮั่น “มีคนคิดว่าการปิดเขตอาศัยก็เพื่อควบคุมการระบาดของโรค แต่ฉันกลับรู้สึกว่าเป็นการควบคุมคนมากกว่า…ความโกรธแค้นมอบพลังให้คนได้ และมักเกิดขึ้นเพราะเรามองเห็นความไม่เป็นธรรม”

“กัวจิง” (Guo Jing ) วัย 29 ปี เป็นนักสังคมสงเคราะห์และนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิสตรี เธอติดอยู่ที่อู่ฮั่นระหว่างการปิดเมือง เมื่อเริ่มตระหนักว่าสิ่งที่น่ากลัวกว่าพื้นที่ ที่ถูกปิดกั้น คือการที่ประชาชนถูกปิดหู ปิดตา และปิดปาก โดยเฉพาะเสียงร้องทุกข์เล่าความเป็นจริงของพวกเขา
เธอจึงเขียนไดอารี่ออนไลน์ หวังจะเป็นจุดเชื่อมแบ่งปันทุกข์สุขระหว่างเพื่อนร่วมชาติและเป็นกระบอกเสียงไปสู่โลกภายนอกถึง “ความจริงที่รัฐไม่เคยเล่า” ของหลายๆ ชีวิตในช่วงปิดเมืองอู่ฮั่น เพื่อทลายการปิดกั้นต่อข่าวสารและเสียงของผู้คนที่ถูกแทรกแซง
นอกจากบอกเล่าความเป็นไปในอู่ฮั่น กัวจิงยังตั้งคำถามต่อระบบคิดและค่านิยมของผู้คนในชาติ สะท้อนคุณค่าชีวิตของผู้คนหลากหลายสาขาอาชีพซึ่งได้รับผลกระทบจากการระบาดใหญ่ครั้งนี้ต่างๆ กันไป ไดอารี่ฉบับออนไลน์ของเธอ กลายเป็นเครื่องมือทลายการปิดกั้นของพื้นที่ สลายอคติ และเสริมความเข้าอกเข้าใจ แม้ไดอารี่ของกัวจิงจะจบลง (1 มีนาคม 2020) ก่อนปลดล็อกดาวน์เมืองอู่ฮั่นนานนับเดือน แต่หนังสือเล่มนี้ยังทำหน้าที่เป็นคู่มือ เปิดตา-เปิดใจให้ผู้อ่าน
ไดอารี่ออนไลน์บางส่วนของเธอถูกสื่อตะวันตกอย่าง บีบีซี และ เดอะการ์เดี้ยน นำไปเผยแพร่เป็นภาษาอังกฤษ และได้รับการตีพิมพ์เป็นรูปเล่มฉบับภาษาจีนที่ไต้หวัน
นี่คือเสียงสะท้อนของประชาชนจีนยามปิดเมืองอู่ฮั่น นี่คือเรื่องราวอีกด้านที่ทางการจีนไม่อยากให้พูดถึง นี่คือเรื่องจริง ความรู้สึกอันแท้จริง ที่แทบไม่แตกต่างจากความรู้สึกของคนไทย และคนทั่วโลกที่เผชิญกับสถานการณ์เดียวกันนี้
“Diary of The Wuhan Lockdown” ฉบับภาษาไทย แปลโดย เรืองชัย รักศรีอักษร และพิเศษ Pre-order ถึง 3 ส.ค.นี้ ลดราคาเหลือเพียง 316 บาท (จัดส่งฟรี) คลิกสั่งที่ www.matichonbook.com

…พิมพ์ครั้งที่ 3 แล้ว “ศิลปะ-สถาปัตยกรรมคณะราษฎร ฉบับปรับปรุง” (480 บาท, สนพ.มติชน) หนังสือที่ ชาตรี ประกิตนนทการ ผู้เขียน ส่งท้ายการคำถาม “ทำไมต้องอ่าน” ไว้ว่า
“ผมอยากเรียกร้องว่าหนังสือเล่มนี้มันจะช่วยเปิดทัศนะใหม่ในการมองตึกรามบ้านช่อง จากที่แต่เดิม คนส่วนใหญ่อาจจะมองว่าตึก อาคาร ก็เป็นเพียงแค่อาคารที่สร้างขึ้นเพื่อสนองความต้องการการใช้สอยทางกายภาพ แต่ผมอยากจะเรียกร้องให้มองอาคารด้วยมุมใหม่ว่า อาคารเหล่านี้มันมีความหมาย มีนัยยะทางการเมือง และตัวรูปแบบศิลปะสถาปัตยกรรมที่มันถูกสร้างขึ้น มันกำลังบอกเล่า สนทนากับเราอยู่ เพราะฉะนั้น คนทั่วไปเข้าใจและรับรู้ในสิ่งที่ตึก อาคาร เหล่านี้กำลังบอกเรา ก็จะช่วยให้คนทั่วไปเข้าใจสังคมและวัฒนธรรมไทยได้ดียิ่งขึ้น”
… ยกจอกยินดี “เลือดข้น คนจาง” ของ ฤทัยวรรณ วงศ์สิรสวัสดิ์ จากสำนักพิมพ์มติชน คว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับหนึ่ง เซเว่นบุ๊คอวอร์ด ครั้งที่ 17 ประจำปี 2563 ประเภทนวนิยาย โดยรางวัลชนะเลิศไม่มีหนังสือเล่มใดได้รับรางวัล (รองชนะเลิศอีกเล่มคือ “ไต้ก๋ง” ของ ประชาคม ลุนาชัย สำนักพิมพ์ดินแดนบุ๊ค)