เวทีถกฉลอง30ปี‘ปฏิญญาจอมเทียน’ – ปี 2563 ครบรอบ 30 ปี ปฏิญญาจอมเทียน นับจากการประชุมระดับโลกว่าด้วยการศึกษาเพื่อปวงชน World Conference on Education for All ณ จอมเทียน ประเทศไทย ในปี 2533 ที่ทั่วโลกมีมติร่วม หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า “ปฏิญญาจอมเทียน” กำหนดให้ผู้คนทุกช่วงวัยมีโอกาสได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างเท่าเทียม เสมอภาค

การประชุมวิชาการนานาชาติ “เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ปวงชนเพื่อการศึกษา” โดยกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ, กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, กระทรวงมหาดไทย, UNESCO, UNICEF และ Save the children ร่วมกันจัดขึ้น
นายอิชิโร่ มิยาซาวะ ตัวแทนจากองค์กรยูเนสโกประจำประเทศไทย กล่าวผ่านตัวอย่างของเด็กชายฮัสซัน ในครอบครัวชาวไทยมุสลิมใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ครอบครัวมีฐานะยากจน และยังมีพี่น้องที่พิการถึง 2 คน ทำให้ฮัสซันต้องหันหลังให้การเรียน ออกมาเป็นแรงงานเด็กหารายได้ เลี้ยงดูครอบครัว กรณีฮัสซันจึงเป็นตัวแทนภาพตัวอย่างของกลุ่มด้อยโอกาส เปราะบางระดับล่างสุดที่ยังไม่มีโอกาสและสามารถเข้ารับการศึกษา ตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมาอัตราเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาในระดับชั้นประถมและมัธยมต้นของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้น ถึงแม้จะมีความพยายามของทุกภาคส่วนในการแก้ปัญหา ผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ยังกำลังทำให้เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษามากขึ้นไปอีก

นายโทมัส ดาวิน ผู้แทนองค์การยูนิเซฟ ประจำประเทศไทย กล่าวว่า เราได้แนวคิดว่า 1.ความสำคัญของกฎหมายและข้อบังคับที่สามารถจัดทำขึ้นเพื่อช่วยให้เกิดความเสมอภาคทางการศึกษา 2.ความจำเป็นของข้อมูลเชิงลึกว่ากลุ่มเป้าหมายที่เข้าไม่ถึงโอกาสทางการศึกษาและกลุ่มเปราะบางต้องการอะไร 3.ครูจำเป็นต้องมีความสามารถและประสิทธิภาพ 4.การจัดสรรงบประมาณให้เหมาะสมและมีแผนในการใช้และควบคุมอย่างมีประสิทธิภาพ และ 5.ทุกคนต้องตระหนักรู้ว่าความเสมอภาคทางการศึกษาเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ เพราะความไม่เท่าเทียมเกิดขึ้นจากนโยบายทางการเมืองและเป็นการตัดสินใจในอดีตที่ไปจำจัดขีดความเสมอ ภาคทางการศึกษา ซึ่งตอนนี้เราสามารถเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นได้
นายชิเงรุ อาโอยากิ ผู้อำนวยการยูเนสโก ประจำประเทศไทย กล่าวว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ยิ่งทำให้เด็กเหล่านี้หลุดออกนอกระบบการศึกษามากยิ่งขึ้น ในทางปฏิบัติเพื่อแก้ปัญหานี้อย่างเป็นรูปธรรม 1.ควรมีข้อมูลที่มีคุณภาพและนำไปสู่การแลกเปลี่ยนข้อมูล 2.การนำแนวคิดไปปรับใช้เป็นนโยบายและสื่อสารกับประชาชน 3.สร้างเครือข่าย และ 4.สนับสนุนเครื่องมือทางการศึกษาอย่างเท่าเทียม
ด้าน ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร ประธานอนุกรรมการกำกับทิศทางโครงการการจัดประชุมวิชาการนานาชาติเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา: ปวงชนเพื่อการศึกษา กล่าวว่า เป็นความท้าทายในโอกาสครบรอบ 30 ปีปฏิญญาจอมเทียน ที่มีผู้นำการศึกษาทั่วโลกเกือบ 200 คน แสดงเจตนารมณ์อันแรงกล้าร่วมกันเพราะปัจจุบันทั่วโลกยังไม่สามารถขจัดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้ และได้เดินทางมาถึง 10 ปีสุดท้ายแห่งการดำเนินงานตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ SDG17 ด้านการส่งเสริมโอกาสการเรียนรู้ที่จะต้องเกิดขึ้นภายในปี 2573 ซึ่งการประชุมที่อยู่ในช่วงที่ทั่วโลกกำลังเผชิญวิกฤตโควิด-19 เป้าหมายการศึกษาเพื่อปวงชนจึงถูกเปลี่ยนเป็นปวงชนเพื่อการศึกษา
นายสุภกร บัวสาย ผู้จัดการ กสศ. กล่าวว่า วันนี้หลายประเทศเริ่มแก้ปัญหาความเสมอภาคทางการศึกษาได้ดีขึ้น แต่ผมมองว่าหากในอนาคตทุกคนต่างมุ่งหวังที่จะให้ความเสมอภาคทางการศึกษาเกิดทั่วทั้งโลก จึงควรนำฐานข้อมูลที่แต่ละประเทศมีอยู่แล้วมาพัฒนา แลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกัน สร้างเครือข่ายในระดับนานาชาติ ซึ่งกสศ.เองได้ร่วมกับกลุ่มประเทศอาเซียน จัดตั้งเป็นกองทุนกลางเพื่อทำงานร่วมกันและเชื่อมโยงเครือข่ายในประเทศอื่นๆ ได้ในอนาคต

ตัวแทนจากองค์การยูเนสโกยังกล่าวแสดงความเชื่อมั่นในบทบาทการเป็นประเทศผู้นำเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการศึกษาของประเทศไทยในตลอด 30 ปีที่ผ่านมา “มองไปในทวีปเอเชีย หลายประเทศยังไม่มีองค์กรแบบ กสศ.เกิดขึ้น ทั้งที่มี ปัญหาด้านความเหลื่อมล้ำสูง เราชื่นชมประเทศไทย และจากสถานการณ์โควิดที่ดูเหมือนจะทำให้เด็กเสี่ยงหลุดออกนอกระบบการศึกษามากขึ้น แต่ในทางบวกจะเป็นพลังให้การทำงานของกสศ.กับภาคีเสริมพลังกันมากขึ้นเพื่อขับเคลื่อนให้เกิดการศึกษาที่เสมอภาค ตั้งแต่ตอนนี้จนถึง 10 ปีข้างหน้า เพื่อเป็นแบบอย่างให้กับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น พม่า ลาว และรัฐบาลประเทศอื่นๆ ดำเนินการตามประเทศไทย