‘คนละครึ่ง’ช่วยกู้ค้าปลีก – มติคณะรัฐมนตรี วันที่ 29 ก.ย. 2563 เห็นชอบให้มีการใช้มาตรการ “คนละครึ่ง” เริ่มในเดือนต.ค.-ธ.ค.2563 ซึ่งนอกจากจะกำหนดวงเงินคนละไม่เกิน 3,000 บาท (โดยรัฐจะจ่ายให้ 50% ของยอดใช้จ่าย ซึ่งไม่เกิน 3,000 บาท) เป็นจำนวน 10 ล้านคนแล้วนั้น ยังมีเงื่อนไขอื่นๆ ที่แตกต่างไปจากมาตรการกระตุ้นกำลังซื้ออื่นๆ ที่ออกมาก่อนหน้า เช่น ชิมช้อปใช้ คือ มีการจำกัดวงเงินการใช้จ่ายต่อวัน ไม่เกินวันละ 150 บาท
ส่งผลให้สินค้าที่เข้าข่ายหรือตอบโจทย์วงเงินดังกล่าวมีมูลค่าที่ไม่สูงนัก และเน้นไปที่สินค้าที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ โดยเฉพาะของใช้ส่วนบุคคล อาหารและเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ (ไม่รวมลอตเตอรี่ เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ยาสูบและการบริการ)
นอกจากนี้ มาตรการฯ ดังกล่าวครอบคลุมเฉพาะผู้ประกอบการค้าปลีกขนาดเล็ก เช่น ร้านค้าปลีกขนาดเล็ก โชห่วย แผงลอยเท่านั้น จึงน่าจะเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ประกอบการค้าปลีกกลุ่มดังกล่าว มีโอกาสสร้างยอดขายเพิ่มขึ้นในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2563 และน่าจะเป็นโอกาสของธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องต่างๆ เช่น ผู้ผลิตสินค้า (Supplier) เกษตรกร รวมถึงการจ้างงานของธุรกิจต่างๆ ในห่วงโซ่อุปทาน (Supply chain) ของธุรกิจค้าปลีกได้ในระดับหนึ่ง
อย่างไรก็ดี มองว่าโอกาสในการเพิ่มยอดขายจาก มาตรการฯ ดังกล่าว จะมากน้อยแค่ไหนยังต้องขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยไม่ว่าจะเป็น จำนวนร้านค้าปลีกที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ และกระจายอยู่ในพื้นที่ต่างๆ รวมถึงเวลาเปิด-ปิดของร้านค้าปลีก ที่สามารถอำนวยความสะดวกให้กับผู้บริโภคได้อย่างครอบคลุมและทั่วถึง
คาดว่า ผลจากมาตรการคนละครึ่ง น่าจะช่วยหนุนค้าปลีกในช่วงไตรมาส 4 ของปี 2563 ให้หดตัวลดลงเล็กน้อยเป็น 7.2% จากเดิมที่คาดว่าจะหดตัวถึง 8.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน
รายได้ดังกล่าวจะกระจายไปยังร้านค้าปลีกที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ ซึ่งเป็นร้านค้าปลีกดั้งเดิม (Traditional trade) เช่น ร้านค้าปลีกขนาดเล็ก โชห่วย ร้านธงฟ้า ซึ่งร้านค้าเหล่านี้นอกจากการลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการแล้ว อาจจะต้องเตรียมความพร้อมทั้งในเรื่องของสต๊อกสินค้า ความสดใหม่และคุณภาพของสินค้า
ทั้งนี้ แรงส่งจากมาตรการฯ ดังกล่าว น่าจะทำให้ภาพรวมของธุรกิจค้าปลีกทั้งปี 2563 หดตัวประมาณ 6.0% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว
บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด