ศาลพระพิราพ – ศาลอีกอย่างหนึ่งที่กำลังค่อยๆ พัฒนาขึ้นในบริเวณหรือทางเข้าวัดวาอารามอยู่ในศาลปู่ตา และตั้งมหาเทพองค์หนึ่ง หน้าเป็นยักษ์
พระพิราพองค์นี้ไม่ใช่เทพหรือเทวดาในความหมายของพระพุทธศาสนา
พระพิราพในศาสนาพราหมณ์คือ พระอิศวรอวตารภาคดุ มีฐานะเป็นบรมครูสูงสุดของนาฏศิลป์ เป็นผู้ประทานโชคลาภ ความสุข ความเจริญ ความร่มเย็นเป็นสุขและอำนาจ เป็น มหาเสน่ห์เมตตา (ซึ่งเป็นสำนึกสำคัญของศิลปินการแสดง)
พระอิศวรเป็นมหาเทพสูงสุดของศาสนาพราหมณ์จึงมีภาคของบุคลิกลักษณะและคุณสมบัติแห่งมหาเทพมากมาย มีทั้งปางดี ปางร้าย ทั้งการใช้ปัญญาและอำนาจบารมี
ตามตำนานของศาสนาพราหมณ์ เรียกว่า พระไภรวะ เป็นผู้มีฤทธิ์ในการปราบภูตผีปีศาจ ที่ต่อมาคำว่า ไภรวะ แผลงมาเป็น พระพิราพ และมีฐานะเป็นหัวหน้าหรือเป็นบรมครูของฝ่ายยักษ์ (คล้ายกับท้าวเวสสุวัณ เทพผู้รักษาโลกด้านทิศเหนือ)
อีกฐานะหนึ่งของพระพิราพที่เป็นบรมครูของหมู่นาฏศิลป์ ซึ่งคล้ายกับอีกปางหนึ่งของพระอิศวรคือ ปางศิวนาฏราช การร่ายรำของพระศิวะที่แสดงถึงการสร้างโลกใหม่ด้วยการร่ายรำขณะที่ไฟกำลังเผาผลาญโลกเก่าลง
การร่ายรำนี้ได้ถ่ายทอดกันมาและทำให้ศักดิ์สิทธิ์ยิ่งขึ้น เรียกว่า เป็นท่ารำสูงสุดหรือหน้าพาทย์สูงสุด ซึ่งผู้ที่ได้รับการครอบครูหน้าพาทย์นี้แล้ว จึงจะออกแสดงเป็นตัวสำคัญของนาฏศิลป์ ขั้นสูงได้
เรื่องที่น่าสนใจก็คือ ภายใต้การพัฒนาการทางศาสนาที่ศาสนาฮินดูหรือศาสนาพราหมณ์ได้รวมพุทธศาสนาเข้าเป็นส่วนหนึ่ง ของศาสนาพราหมณ์ โดยให้พระพุทธเจ้าเป็นอวตารปางหนึ่งของพระนารายณ์
แต่พุทธศาสนาในประเทศไทยได้เอาเทพเจ้าสูงสุดของศาสนาพราหมณ์มาเป็นส่วนประกอบของพุทธศาสนา พระพรหมของฮินดูพัฒนามาเป็นพราหมณ์ แปลว่า ผู้มีพรหมวิหาร 4 แปลว่า ผู้ปฏิบัติธรรมในการเจริญสมาธิ มีฐานะเป็นพรหม เป็นต้น
ปัจจุบันก็กำลังจะนำพระอิศวรหรือพระพิราพมาอยู่ร่วมกับศาลปู่ตา กลายเป็นประชาสัมพันธ์หรือฝ่ายต้อนรับของพุทธศาสนา