พระกาฬไชยศรี – พระกาฬไม่ใช้กับคำว่า พระกาล เพียงซ้ำกันในการออกเสียง
พระกาลนั้นในความเข้าใจทั่วไปก็คือ สัญลักษณ์ของกาลเวลา ซึ่งแปลว่าผู้กลืนกินสรรพสิ่งทั้งปวงและตัวของมันเองด้วย จึงมักจะสร้างรูปแบบของพระกาลไว้บริเวณปากทางเข้าศาสนสถานของฮินดูและพุทธในบางแห่ง
พระกาฬ มีความหมายว่า ผู้มีร่างกายที่เป็นสีดำและมีตำนานเล่าถึงพระศิวะปางดุร้ายหรือปางทำลาย มีกายเป็นสีดำ
พระกาฬจึงมีสถานะที่เป็น สัญลักษณ์ของความ น่ากลัว โดยพระกาฬจะพัฒนามาเป็นเทพที่เรียกว่า พระกาฬไชยศรี มีหน้าที่นำดวงวิญญาณของมนุษย์ผู้ละโลกนี้ไปแล้วไปส่งให้พระยม เทพผู้รักษาสมดุลของโลก ด้านทิศใต้ซึ่งเป็นเทพแห่งความยุติธรรมพิจารณาเพื่อรับ ผลแห่งการทำดี ทำเลวที่ได้กระทำในมนุษย์โลก
ความเชื่อของการพิพากษาวิญญาณของมนุษย์มีอยู่ทั้งในศาสนิกชนชาวฮินดู และพุทธศาสนิกชนบางพวก บางกลุ่มที่เชื่อในชีวิตหลังความตาย ที่เชื่อว่ามนุษย์นั้นนอกจากมีรูปกายหรือร่างกายแล้วยังมีวิญญาณที่อยู่ร่วมกับรูปกายนั้น เมื่อมนุษย์ตายแล้ววิญญาณซึ่งถือว่าเป็นผู้เก็บความดีความเลวที่ได้กระทำไว้ต้องเป็นผู้ได้รับผลกรรมนั้น
ในพุทธศาสนาฝ่ายมหายานนิกายตันตระยานก็มีพระกาฬในนามว่า ฮายากีวะ ซึ่งมีจังหวะเป็นพระโพธิสัตว์พระองค์หนึ่ง แต่อยู่ในปางที่ดูน่ากลัว ดุร้าย เพื่อใช้ข่มหรือขู่มาร ว่าที่น่ากลัวมากกว่ามารก็คือ พระโพธิสัตว์ปางดุร้าย
พระกาฬไชยศรีที่มีคติเดิมเป็นเทพยดาฝ่ายดุร้ายได้พัฒนาเพิ่มเติมเป็นผู้ปกป้องคุ้มครองบ้านเมืองจึงมีการ สร้างรูปสร้างศาลให้พระกาฬไชยศรี เช่น เมืองลพบุรี และกรุงเทพมหานคร ที่มีรูปปั้นพระกาฬไชยศรีสถิตอยู่ที่ ศาลหลักเมือง เป็นรูปปั้นที่เป็นเทพประทับอยู่บนนกแสก อันเป็นนกที่ชาวบ้านในอดีตถือว่าเป็นนกอัปมงคลที่จะนำความตายมาสู่ผู้คนในครอบครัว ถ้านกแสกมาจับอยู่บนหลังคาบ้านเรือน
ชวพงศ์ ชำนิประศาสน์