ชะตาประวิทย์

(ต่อจากฉบับเมื่อวาน)

3. ดาวพระเคราะห์หลักคือ หัวหน้าดาว ฝ่ายศุภเคราะห์มีดาวพฤหัสฯ (5) เป็นหัวหน้าฝ่ายดาวศุภเคราะห์ ส่วนดาวเสาร์ (7) เป็นหัวหน้าฝ่ายบาปเคราะห์

ดาวพฤหัสฯ (5) เป็นดาวฝ่ายสุขุม เรียบร้อย ละเอียดรอบคอบ หรืออาจเรียกฝ่ายสุภาพ หรือฝ่ายบุ๋นก็ได้ ส่วนดาวเสาร์ (7) เป็นหัวหน้าฝ่ายบู๊ หรือมาดแมน ออกทางลูกผู้ชายมากหน่อย

3. ถ้าในดวงชะตาใดมีดาวพฤหัสฯ (5) ร่วมกับดาวเสาร์ (7) ทับลัคนา (ลั) หรืออยู่ในราศีเดียวกัน ให้ทำนายว่าเจ้าชะตาดีก็ได้ร้ายก็เป็น เพราะเรียกว่ามีทั้งฝ่ายบู๊และฝ่ายบุ๋น หรือสุภาพก็ได้ นักเลงก็เป็นขึ้นอยู่กับสถานการณ์

การอยู่ร่วมกันกุมลัคนา (ลั) นั้น เจ้าชะตามักเป็นคนสองความคิด คือในแบบรักพี่เสียดายน้อง จนอาจเกิดความสับสนเป็น 2 ความคิด หรือ 2 พวกเสมอ

อย่างเช่นในดวงเมือง มีดาวพฤหัสฯ (5) และดาวเสาร์ (7) อยู่ในเรือนศุภะ เรือนศุภะแปลว่า เรือนความสุข ความสงบของบ้านเมือง คนไทยจึงแตกแยกเป็น 2 พวก หรือ 2 กลุ่มอยู่เสมอ ไม่ค่อยกลมเกลียวกัน ทุกองค์กร ความสามัคคีจึงเกิดได้ยาก ตั้งแต่โบราณมาแล้ว มีวังหลวง ก็ต้องมีวังหน้า มีจอมพล ป. ก็ต้องมีนายปรีดี พนมยงค์ มีจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก็ต้องมี พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ สรุปว่าใน 1 พรรคต้องมี 2 พวก และคอยเฝ้าจับตาดูให้ดี ขึ้นอยู่กับ “กาลเวลา”

4. คำว่า “กาลเวลา” ทำให้เกิดจังหวะชีวิต หมายถึงเมื่ออายุย่างหรือล่วงไป จะต้องทำให้ทุกชีวิต หรือทุกองค์กรต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปตาม “กาลเวลา” เป็นความยุติธรรมทางธรรมชาติที่ไม่มีใครหนีได้พ้น แม้แต่ผู้ที่มีตำแหน่งหน้าที่หรืออยู่ในอำนาจสูงๆ ก็ตาม ทักษาจรหรือจังหวะชีวิต

ทักษาเดิม และทักษาจร เป็นความรู้ทางโหราศาสตร์ที่ไทยเราได้รับความรู้จากอินเดีย ตอนใต้ ผ่านมอญ ผ่านพม่า การนับจังหวะชีวิตด้วยการใช้หลักของทักษาพยากรณ์ หรือเรียกสั้นๆ ว่า ทักษา จะบังเกิดความจริงว่าในปีใด เมื่อนับอายุย่างแล้วตกปูมพฤหัสฯ (5) เป็นบริวารจร มีดาวเสาร์ (7) เป็นกาลกิณีจร จะต้องถือว่าเป็นช่วงชะตาขาลง ถ้าตกปูมดาวจันทร์ (2) เป็นบริวารจร เป็นปูมชะตาขาขึ้น

หรือตัวอย่างดวงเมือง เมื่ออายุย่าง 239 ปี ดาวอังคาร (3) เดชเดิม เป็นกาลกิณีจร ก็เป็นจังหวะชีวิตของดวงเมืองที่ไม่น่ากลัว หรือไม่น่าเกรงขาม ความน่ากลัวก็จะลดลงไป ขอให้คอยสังเกตและติดตามต่อไปครับ

บุศพันธ์

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน