เงินร้อนท่วมตลาด! – เศรษฐกิจไทยปี 2564 มีแนวโน้มฟื้นตัวจากภาคการส่งออกตามการเติบโตของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะสหรัฐที่ยังมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบายการคลังของประธานาธิบดีไบเดน ที่เน้นเพิ่มรายได้ให้ครัวเรือนระดับล่าง และนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายต่อเนื่องทั้งอัตราดอกเบี้ยต่ำลากยาว และมาตรการอัดฉีดสภาพคล่อง ขณะที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ น่าจะปรับตัวดีขึ้นได้ แม้จะมีการแพร่ระบาดของโควิด-19 อยู่เป็นระยะๆ

แม้เศรษฐกิจปีหน้ากำลังฟื้นตัวได้ดีขึ้น แต่ปัจจัยเสี่ยงก็คือตัวแปรสำคัญที่กระทบการค้าระหว่างประเทศคือ ค่าเงินบาทที่มีทิศทางแข็งค่าเทียบดอลลาร์สหรัฐ โดยเงินบาทที่แข็งค่ามาจาก 2 ปัจจัย

ปัจจัยแรก เกิดจากการเกินดุลการค้าที่มากขึ้นตามการส่งออก ขณะที่การนำเข้าโดยเฉพาะการนำเข้าเครื่องจักรอาจยังไม่เติบโตมากนักตามการลงทุนภาคเอกชนที่ยังฟื้นตัวช้า

และปัจจัยที่ 2 คือ กระแสเงินไหลเข้าในตลาดทุนที่มากขึ้น ทั้งจากการคลายความกังวลในวิกฤตเศรษฐกิจ จากสภาพคล่องที่ล้นระบบตลาดการเงินในประเทศสหรัฐและอีกหลายประเทศ ส่งผลให้เงินลงทุนเก็งกำไรจากต่างชาติเข้ามาในตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรไทย ซึ่งเงินร้อน หรือเงินลงทุนหวังผลกำไรระยะสั้นจากสภาพคล่องที่ล้นเหล่านี้น่าจะมีส่วนสำคัญให้เงินบาทแข็งค่าได้เร็วในปีหน้า

โดยมองว่าเงินบาทที่แข็งค่าได้ถึง 6% จากปลายปีนี้ หรือไปแตะระดับ 28.60 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ปลายปีหน้านี้ อาจมีผลให้การส่งออกสินค้าเติบโตได้ช้าลง

แม้การส่งออกรูปดอลลาร์สหรัฐยังเป็นบวกตามความต้องการที่ดีขึ้นในตลาดโลก บาทที่แข็งค่าเร็วและแรงอาจดูเป็นไปได้ยาก แต่หากดูภาพการเคลื่อนไหวของเงินบาทที่แข็งค่าหลังวิกฤตการเงินโลกในปี 2551 ช่วงเฟดทำ QE ต่อเนื่องและหลังตลาดคลายความกังวลในสภาพคล่องรูปดอลลาร์สหรัฐเราอาจได้เห็นเงินร้อนท่วมตลาดเกิดใหม่อีกรอบ

ในปี 2564 คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 4.1% ดีขึ้นจากที่คาดไว้ก่อนหน้าที่ 2.8%

ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยยังคงเหมือนปีนี้ นั่นคือปัญหาการเมือง เงินบาทที่แข็งค่า การระบาดของเชื้อโควิด-19 รอบสอง และสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน รวมถึงกระแสกีดกันโลกาภิวัตน์ที่ประเทศต่างๆ

สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน