‘จา พนม’สุดภูมิใจคว้าบทนำหนังฮอลลีวู้ด – ฟื้นคืนชื่ออีกครั้ง สำหรับนักแสดงบู๊คนดัง ‘จา’ พนม ยีรัมย์ หรือ ‘โทนี่ จา’ หลังสร้างชื่อจากผลงานภาพยนตร์ไทย “องค์บาก” และ “ต้มยำกุ้ง” จนก้าวสู่ผลงานการแสดงโกอินเตอร์ อาทิ SPL II : A Time for Consequences, Furious 7, XXX : The Return of Xander Cage, Detective Chinatown 3 ฯลฯ
ล่าสุดมีผลงานแสดงภาพยนตร์ระดับโลกเรื่อง “MONSTER HUNTER” ที่ร่วมงานกับนักแสดงฮอลลีวู้ดอย่าง ‘มิลล่า โยโววิช’ โดยรับบท ‘ฮันเตอร์’ หนึ่งในนักแสดงนำของเรื่องมาให้แฟนๆ ได้ทึ่ง!!
เตรียมตัวยังไงกับการแสดงหนังเรื่องนี้?
จา – “เทรนตัวเองเรื่องสภาพร่างกายและจิตใจทุกสิ่งอย่าง รีเสิร์ชจากเกม เพราะเราได้รับบทบาทเป็นตัวละคร ฮันเตอร์ ศึกษาจากเกมว่าตัวฮันเตอร์มีบุคลิกคาแร็กเตอร์ยังไง ลักษณะนิสัยยังไง และสัตว์ประหลาดในโลกของมอนสเตอร์มีตัวอะไรบ้าง จะเอาชีวิตให้รอดจากโลกของมอนสเตอร์อย่างไร
ผมทำการบ้านในเรื่องบท ตีความเรื่องของตัวละครตัวนี้ออกมาบวกกับการต้องฝึกฝนเรื่องการใช้อาวุธ เพราะไม่เคยใช้อาวุธใหญ่ขนาดนี้ แล้วต้องใช้ทั้งธนู ดาบยักษ์
ต้องวิ่งในทะเลทรายด้วยความร้อน 45-50 องศา ทั้งชุดคอสตูม ทุกสิ่งทุกอย่าง ยากมากๆ ในการที่เราไปวิ่งตรงนั้น แล้วถ่ายทอดจินตนาการมาสู่โลกของการเป็นนักแสดง มองซ้ายมองขวาแล้วจินตนาการว่าไอ้ตัว ราธาลอสมันลักษณะอย่างไร เราไปรีเสิร์ชจากในเกมก่อน จากนั้นก็จินตนาการออกมาแล้วใส่ฟิลลิ่งของเรา”

เป็นนักแสดงไทยที่ได้รับบทนักแสดงนำ ร่วมงานกับซูเปอร์ สตาร์ฮอลลีวู้ด รู้สึกอย่างไรบ้าง?
จา – “รู้สึกเรามาไกลมากเลย ตื่นเต้นครับ ประทับใจและภูมิใจมากที่มีโอกาสร่วมกับหนังสตูดิโอที่ใหญ่ขนาดนั้น โปรเจ็กต์ที่ใหญ่มาก เขามีพร้อมทุกอย่างให้เราสามารถคิดสามารถทำได้แบบนี้ สามารถเติมเต็มให้เราได้ และไปถ่ายโลเกชั่นที่เขาต้องการได้ภาพแบบสมจริงก็คือเคปทาวน์ แอฟริกาใต้ เป็นทะเลทรายสีขาว และไปทะเลทรายสีแดง บรรยากาศเหมือนอีกโลกหนึ่ง เป็นโลกใบใหม่ก็ว่าได้ ท้าทายมาก ผมเปรียบว่านั่นคือห้องเรียนของผม ไปแลกเปลี่ยนคอนเน็กชั่น เราไม่ใช่ว่าเป็นนักแสดง เราไปเรียนรู้ด้วย เอาเทคนิคการถ่ายทำ แลกเปลี่ยนระหว่างฝั่งตะวันตกกับฝั่งเอเชียแตกต่างกันยังไง เราได้ไปศึกษาตรงนั้นด้วย”
ปกติเราเล่นจริงเจ็บจริง การเล่นกับซีจีต่างกันยังไง และเหนื่อยแค่ไหน?
จา – “ที่จริงเล่นจริงเจ็บจริงในหนังมอนสเตอร์ผมก็เจ็บเหมือนกัน (หัวเราะ) เหมือนเดิม ไม่ทิ้งคาแร็กเตอร์ไม่ทิ้งคอนเซ็ปต์ตรงนี้ มันเป็นช่วงที่เราถ่ายทำและต้องออกแอ๊กชั่นแล้วมีทั้งอาวุธอุปกรณ์มันไม่ถนัด คือมันใหญ่และหนักมาก และวิ่งในทะเลทราย มีฉากหนึ่งที่ผมต้องกระโดดลงมา ความสูง 10 เมตร สูงมาก แล้วต้องกระโดด กะคำนวณให้ตรงกับมอนสเตอร์ซึ่งตัวมอนสเตอร์เนี่ยเราดูไม่ออกเลยว่าอยู่ตรงไหน เอาแค่กากบาทไปแปะไว้แล้วเราต้องโดดให้ได้คอมโพสต์ตรงนั้น มุมกล้องต้องเป๊ะ โฟกัสต้องได้ โอ้โหประมาณ 10 เทก ทั้งหมดคือจินตนาการ นี่คือสิ่งที่ท้าทายและแปลกใหม่”
เรื่องชุดและอากาศมีผลต่อเราไหม?
จา – “ชุดมีผลมาก เพราะไปที่เคปทาวน์ ถ้าร้อนก็ร้อนจัดเลย ทะเลทราย 45-50 องศา ร้อนมาก ชุดหนักอยู่แล้วก็ร้อนอยู่แล้ว สต๊าฟทีมงานเป็นลมเลย ต้องใช้ออกซิเจนกัน ดีที่เราฟิตซ้อมร่างกายมา เราต้องออกกำลังกาย ทำน้ำหนักจาก 76 ให้ลงมาที่ 70 กิโล
อย่างเรื่องอาวุธเราต้องศึกษาเพราะมันหนักมาก ใช้แรงเหวี่ยงยังไง เราก็นึกถึงศิลปะการต่อสู้ของเรา กระบี่กระบองของเรานี่แหละก็มาพลิกแพลงท่าในการต่อสู้แบบธรรมดาคนก็เห็นแล้ว ธรรมดาโลกไม่จำ สมัยนี้ต้องพลิกแพลง ยิงธนูยังไงให้มีความแปลกใหม่ ก็จะได้เห็นในหนัง”

ดีไซน์ฉากบู๊ใส่ความเป็นตัวเองในแบบ ‘จา พนม’ ที่คนรู้จักเข้าไปในหนังเรื่องนี้ยังไง?
จา – “เราได้มีโอกาสร่วมงานกับทีมสตันต์ ที่เคปทาวน์ เป็นทีมสตันต์ของสตูดิโอที่เขา จัดมา พอเราไปดูไลน์การทำเวิร์กช็อปไลน์ของคาแร็กเตอร์ที่เราแอ๊กชั่นกับมิลล่า เราต้องแชร์ ไอเดียว่าเราถนัดแบบไหน ต้องเล่นแชร์ให้
ผู้กำกับฯเห็นคือเราก็เล่นหมด ทั้งมวยไทย กระบี่กระบองทำได้มากกว่านี้ก็ลองพลิกแพลงดู ลองเล่นกับมิลล่า ซึ่งเขามีเอ็นเนอร์จี้มี เพาเวอร์อยู่แล้ว พอมาเล่นด้วยกันรู้สึกเคมีตรงกัน ผลัดกันรุกผลัดกันรับในชั้นเชิงของมาร์เชียลอาร์ต (ศิลปะการต่อสู้) ซึ่งผมได้ใส่ไอเดียแนวความคิดตรงนั้นเข้าไปด้วย ต้องขอบคุณที่เขาเปิดโอกาสให้เราได้ดีไซน์ครับ”
เรื่องนี้ถือเป็นนักแสดงนำเรื่องแรก ภาคภูมิใจขนาดไหน?
จา – “มันรู้สึกแบบ เฮ้ย เป็นไปได้แล้ว (ยิ้ม) ฝันเป็นจริง ไม่น่าเชื่อกับสิ่งที่เราได้เป็นตัวนำ ได้ร่วมงานกับนักแสดงคุณภาพขนาดนั้น และสตูดิโอบัดเจ็ตที่ใหญ่และอลังการมาก มันคือสิ่งที่ท้าทายสำหรับผม มันเป็นกำไร ได้นำองค์ความรู้นั้นมาพัฒนาในอุตสาหกรรมหนังไทยต่อไป (น้ำตาคลอ)”
ทุกครั้งที่พูดถึงตรงนี้ สังเกตเห็นว่าเราน้ำตาคลอตลอด?
จา – “คือภูมิใจอ่ะ คนไทยคนหนึ่งที่เป็นตัวเล็กๆ ที่วันหนึ่งบทหนังเรื่องนี้มาแล้ว ตอนแรกไม่เชื่อนะ ตอนที่เห็นบทมาเล่นเป็นอะไร มอนสเตอร์เหรอ สัตว์ประหลาดเหรอ เล่นเป็นสัตว์ประหลาดตัวไหน พอเขาบอกยูเล่นเป็นฮันเตอร์ เราก็ยังไม่เข้าใจ ไปดูในเกมไปดูคาแร็กเตอร์ฮันเตอร์ตัวที่ถือดาบใหญ่ๆ โหทำไมมันเท่จัง แอบยังไม่มั่นใจ
พอไปสตูดิโอไปเจอโปรดิวเซอร์ ไปเจอผู้กำกับฯ และมิลล่า เขาพูดว่า ‘เวลคัม ทู มอนสเตอร์ เวิลด์’ แบบ ‘ยู ฮันเตอร์’ เขาเอาสตอรี่บอร์ดมาให้ เอาแอนิเมชั่นที่เขาทำรีเสิร์ชเวิร์กช็อปมาให้ดู แล้วเอาเกมมาให้เราเล่น นี่แหละคือเมจิก
เราจะทำเมจิกร่วมกัน มิลล่า โทนี่ จา คือทำให้ความฝันของเขาเริ่มจะเป็นจริง ความรู้สึกเราตอนนั้นมันไม่ใช่เล็กๆ แล้วนะ เราตื่นเต้นมากเลย ทั้งนี้ทั้งนั้นเราต้องทำให้ดีที่สุด เราได้มีโอกาสตรงนี้แล้วมันคุ้มค่ามาก”

กว่าจะมาถึงวันนี้บนเส้นทางโกอินเตอร์ในฮอลลีวู้ด มีแรงขับเคลื่อนอะไรทำให้ยังเดินต่อ จนในที่สุดกลายเป็นนักแสดงหลักเต็มตัว?
จา – “แรงขับเคลื่อนมาจากที่เราได้ดูหนังตั้งแต่เด็ก แล้วแหงนมองขึ้นไป สักวันหนึ่งเราจะทำให้ได้แล้วเดินตามความฝันทีละนิดๆ เจออะไรมากมาย เรียนรู้จากความผิดพลาด ไปจุดนั้น เราคิดบวก เรามีโอกาสแล้ว เราแสวงหาโอกาสไขว่คว้าเอาโอกาสตรงนั้นมา สักวันต้องเป็นของเรา ในที่สุดได้ไปยืนจุดจุดนั้นแล้วมองกลับมา เรามาไกลมากเลยนะ ภูมิใจมากกับการได้สวมบทบาทตรงนั้น
ที่สำคัญพลังขับเคลื่อนของเรา คือเราทำเพื่อประเทศชาติ ตอบแทนแผ่นดินเกิด อย่างน้อยต่างประเทศได้เห็นว่าคนไทยก็สามารถทำได้ ผมมีความภาคภูมิใจนะเวลาไปต่างประเทศ ผมได้ยกมือไหว้แล้วพูดว่าสวัสดีครับ ผมมาจากประเทศไทย พูดภาษาไทย กินอาหารไทย
ไปตามร้านอาหารเจอคนไทยเขาทัก จา พนม เขารู้จักเราคือมันไม่ได้ไกลจากเรานะ แต่เราไปอยู่ ณ จุดนั้น เราโชคดี ต้องขอบคุณทุกสิ่งทุกอย่าง ขอบคุณแผ่นดินเกิดที่ทำให้เราเกิดมาและได้มีความฝัน ขอบคุณโลกของหนังที่เราชอบ โลกมาร์เชียลอาร์ต อินสไปเรชั่นหลายๆ คน ขอบคุณพระเจ้าอยู่หัว นั่นคือซูเปอร์ฮีโร่ของผมที่ทำให้ผมภูมิใจ”
หลังจากนี้ชีวิตบนเส้นทางฮอลลีวู้ดจะเปลี่ยนไปไหม?
จา – “ก็ยังปกติเหมือนเดิม (หัวเราะ) ถ้ามีงานผมก็ไปถ่าย แต่ตอนนี้ติดปัญหาโควิด เพราะเราก็เป็นหนึ่งที่ได้รับผลกระทบ อย่างโปรเจ็กต์ที่คุยไว้ 3-4 เรื่อง ก็ต้องเลื่อนออกไป ทุกสายงานเจอปัญหาเหมือนกัน แต่อย่างน้อยเราทำเป็นหนังออกมาแล้ว คุณก็ได้จากบ้านหรือประเทศของคุณ คุณก็ได้รับพลังที่ดีจากหนังที่ให้ ส่วนเส้นทางการทำงานของเรา ก็อาจจะมีเซฟตี้ตามขั้นทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อป้องกันจากโควิด”

ความสำเร็จในวันนี้บอกคุณแม่ คุณพ่อทองดีที่จากไปแล้วยัง?
จา – “บอกเรียบร้อยแล้วครับ ดีใจมากที่ลูกได้สำเร็จดั่งความฝันที่ลูกตั้งใจไว้ ถือว่าท่านภาคภูมิใจมากกับความสำเร็จของลูก และพอตอนนี้เราไม่ได้กลับไปทำงาน เราก็กลับไปใช้ชีวิตเหมือนเดิม กลับไปที่ทุ่งนา คือพลังของเรามาจากตรงนั้น มันคือจุดกำเนิดของเรา ทำให้จิตวิญญาณเรากลับมา กลับไปตรงนั้นเพื่อกลับไปเติมพลัง เราโหยหาพลังตรงนั้น แล้วพอเรากลับไปตรงนั้น เรากลายเป็นเด็กไปเลย นั่งมองบนฟ้า หยิบดินตรงนั้นมาขึ้นหัว ผ่านจิตของเรา บอกว่าวันนี้เราทำสำเร็จแล้วตามที่ต้องการ ส่วนช้างตัวเดิมก็ยังอยู่ที่เราผูกพันมาแต่เด็ก”
แล้วมีแพลนจะกลับไปฮอลลีวู้ด เมื่อไหร่?
จา – “ยังไม่รู้ เพราะถ้ากลับไปตอนนี้ก็ ต้องไปกักตัว 14 วัน เมื่อ 2 เดือนที่แล้วมี แพลนจะไปโปรโมตที่จีน แต่โควิดมาพอดี ก็เลื่อนออกไป ส่วนโปรแกรมฉายในเมืองไทยก็เลื่อนมาได้ฉายส่งท้ายปี ตอนนี้ได้อยู่ที่ ไทย ใช้ชีวิตอยู่กับภรรยาอยู่กับลูกมีความสุขครับ”
วีรนุช จันทำ