ฉายาสภาปี 2563 “ปลวกจมปลัก-ปรสิต”
หมายเหตุ : ผู้สื่อข่าวประจำรัฐสภา ตั้งฉายาของรัฐสภา เพื่อสะท้อนการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติ ประจำปี 2563 ไว้ดังนี้

1.สภาผู้แทนราษฎร : ปลวกจมปลัก
ปลวกเป็นสัตว์ที่มีการแบ่งงานกันทำเพื่อให้ตัวเอง อยู่รอด สำหรับสภาผู้แทนราษฎร มีส.ส.ที่ทำงานดุจปลวกที่ทำเพื่อความอยู่รอดของตัวเองด้วยการใช้สภาเป็นเครื่องมือชิงอำนาจและทำลายล้างฝั่งตรงข้าม ยิ่งนานวัน ก็จมปลักกลับการทำงานแบบเดิม ไม่ใช้สภาเพื่อประโยชน์ระดมสมองและแก้ปัญหาให้ประชาชน
หนำซ้ำตลอดปีมานี้การประชุมสภาล่มกลางคัน หลายครั้ง แสดงให้เห็นว่าส.ส.ชุดนี้ไม่ให้ความสำคัญกับการประชุม ทั้งที่เป็นหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ เช่นนี้ ส.ส.ในฐานะคนทำงานจึงเปรียบเป็นปลวกที่จมปลักไม่พัฒนาและจะยิ่งกัดกินหลักการของประชาธิปไตยให้ ผุกร่อนไปทุกที

2.วุฒิสภา : สภาปรสิต
ในทางวิทยาศาสตร์มีคำอธิบายถึง ‘ปรสิต’ ว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่อาศัยผู้อื่นหรือเซลล์ชนิดอื่นเป็นที่พักอาศัยและแหล่งอาหาร และบางครั้งทำร้ายสิ่งมีชีวิตที่ใช้ประโยชน์นั้น หรือเซลล์ภายใน จนเจ็บป่วยหรือถึงกับเสียชีวิต เมื่อกลับมามองในมิติทางการเมืองแล้วจะพบว่าวุฒิสภาชุดนี้ก็มีสภาพไม่ต่างปรสิตที่อาศัยอยู่ในรัฐสภา
นอกจากไม่มีผลงานที่เห็นด้วยตาเปล่าเหมือนปรสิตแล้ว ยังนำมาซึ่งพิษภัยแก่การทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติด้วย โดยเฉพาะการพยายามใช้เงื่อนไขในรัฐธรรมนูญมาเป็นข้ออ้างชะลอการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จนทำให้เกิดการตั้งกมธ.รัฐสภาพิจารณาก่อนรับหลักการ ไปจนถึงการลงชื่อเพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยอำนาจของรัฐสภาในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉายา ‘ปรสิต’ จึงเหมาะกับวุฒิสภาชุดนี้

3.‘ชวน หลีกภัย’
ประธานสภาผู้แทนราษฎร : ครูใหญ่ไม้เรียวหัก
ทุกครั้งที่ ‘ชวน หลีกภัย’ ขึ้นทำหน้าที่ประธานการประชุมสภา ไม่เคยถูกกังขาถึงความเป็นกลางแม้แต่ครั้งเดียว ตลอดปีที่ผ่านมาก็ยึดแนวทางดังกล่าวไว้ได้อย่างมั่นคง นอกเหนือไปจากการพยายามควบคุมการประชุมสภาแล้ว ยังสวมบท ‘ครูใหญ่’ ถือไม้เรียวคอยกวดขันวินัยของส.ส.ที่หย่อนยานอีกด้วย เช่น การตักเตือน ส.ส.ให้ สวมหน้ากากในห้องประชุมสภา เพื่อคุมการระบาดของโควิด-19 หรือการขอความ ร่วมมือ ส.ส.ให้ความสำคัญกับการประชุมสภา เป็นต้น
แต่ปรากฏว่า ส.ส.การ์ดตกทุกกรณี ไม่ว่าจะเป็นการละเลยการสวมหน้ากากอนามัย หรือแม้แต่เรื่องเล็กๆ อย่างขอความร่วมมือ ส.ส.งดนำอาหารและเครื่องดื่มเข้ามารับประทานในห้องประชุมก็ไม่เป็นผล ที่ร้ายแรงที่สุด คือ เหตุการณ์สภาล่ม ตัวสะท้อนให้เห็นว่าต่อให้ประธานสภาจะยึดมั่นหลักการแค่ไหน แต่ก็ไม่อาจสร้างความเปลี่ยนแปลงได้เพราะ ส.ส.ส่วนใหญ่ไม่ให้ความสำคัญ เหมือนครูใหญ่ที่มีไม้เรียว ต่อให้ฟาดแรงจน ไม้เรียวหักคามือ ส.ส.ก็ไม่ได้รู้ร้อนรู้หนาว

4.‘พรเพชร วิชิตชลชัย’
ประธานวุฒิสภา : “หัวตอ รอออเดอร์”
เทียบบารมีทางการเมืองเมื่อครั้งเป็นประธานสภานิติบัญญัติ แห่งชาติ กับประธานวุฒิสภา นับตั้งแต่มาเป็นประมุขสภาสูงบารมีของ ‘พรเพชร’ ลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด ยิ่งตอกย้ำด้วยทุกครั้งที่ขึ้นทำหน้าที่ประธานการประชุมรัฐสภาในฐานะรองประธานรัฐสภา ไม่สามารถควบคุมการประชุมให้เรียบร้อยได้ เมื่อเทียบกับ ‘ชวน หลีกภัย’ หลายครั้งรับมือกับความเขี้ยวทางการเมืองของ ส.ส.ฝ่ายค้านไม่ไหว ทำให้การประชุมปั่นป่วนเป็นระยะ กลายเป็นหัวหลักหัวตอที่สมาชิกรัฐสภาไม่ค่อยให้ความยำเกรง
ไม่เพียงเท่านี้ การทำหน้าที่ไม่สามารถตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง เพราะหลายเรื่องในวุฒิสภากลับปล่อยให้ ส.ว.เป็นผู้ชี้นำประธานวุฒิสภาแทน ภาพรวมแบบนี้ทำให้ประธานวุฒิสภาเสมือนหัวหลัก หัวตอที่ไม่มีใครสนใจแต่มีหน้าที่แค่รับคำสั่งทำงานเท่านั้น

5.สมพงษ์ อมรวิวัฒน์
ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร : สุทิน คลังแสง?
บทบาทการเป็นผู้นำฝ่ายค้าน ‘สมพงษ์’ ไม่ได้โดดเด่นสมกับตำแหน่งเท่าใดนัก ตรงกันข้ามกลับเป็น ‘สุทิน คลังแสง’ ประธานวิปฝ่ายค้านที่ทำหน้าที่ได้อย่างโดดเด่น หลายต่อหลายครั้งเป็นตัวแทนของฝ่ายค้านไปร่วมประชุมกับฝ่ายรัฐบาลจนทำให้ฝ่ายค้านได้เวลาอภิปรายในสภาอย่างสมน้ำสมเนื้อ และสามารถชี้นำสภาในที่ประชุมได้
ผิดกับผู้นำฝ่ายค้านตัวจริงที่ยังไม่ได้ทำงาน เชิงรุกมากนัก ด้วยเหตุนี้ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า ‘สุทิน คลังแสง’ คือผู้นำฝ่ายค้าน ไม่ใช่ ‘สมพงษ์ อมรวิวัฒน์’

6.ดาวเด่นแห่งปี : สุทิน คลังแสง
ปฏิเสธไม่ได้ว่าปี 2563 ตลอดทั้งปี ‘สุทินคลังแสง’ ในฐานประธานวิปฝ่ายค้าน ทำหน้าที่ได้อย่างท็อปฟอร์ม หลายครั้งที่สภาพิจารณาเรื่องสำคัญและ ส.ส.ฝ่ายค้านจำนวนไม่น้อยที่อภิปรายนอกประเด็นไปไกล ใช้แต่วาทศิลป์โจมตี แต่ทุกอย่างก็กลับเข้ารูป เข้ารอยเมื่อ ‘สุทิน’ ขึ้นอภิปรายสรุปประเด็น
การอภิปรายสรุปของประธานวิปฝ่ายค้านไม่ใช่แค่การอภิปรายสรุปเพื่อให้จบตามหน้าที่เท่านั้น เพราะยังหยิบจับประเด็นสำคัญบางเรื่องที่ส.ส. ฝ่ายค้านอาจไม่ได้พูดถึงหรือพูดถึงแต่ยังไม่มีความชัดเจน มาขยายความเพื่อให้สภาได้ข้อเท็จจริงเพิ่มมากขึ้น ตำแหน่งดาวสภาประจำปี 2563 จึงตกเป็นของ ‘สุทิน คลังแสง’ ไปอย่างเอกฉันท์

7.ดาวดับแห่งปี : วิสาร เตชะธีราวัฒน์
ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย
ตำแหน่งดาวดับแห่งปีครั้งนี้มีความลำบากอย่างยิ่ง เพราะมีข้อเสนอควรให้ ‘มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์’ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยศรีวิไลย์ สมควรได้รับตำแหน่งนี้ด้วยเช่นกัน เพราะจุดยืนทางการเมืองที่กลับไปกลับมา นึกอยากจะร่วมรัฐบาลก็ประกาศสนับสนุน วันใดไม่อยากสนับสนุนก็ประกาศเป็น ฝ่ายค้านอิสระ จะบอกว่าเป็นส.ส.ไร้จุดยืน ก็คงไม่ผิดนัก
แต่ที่สุดแล้วสื่อมวลชนรัฐสภาเห็นว่าควรให้ตำแหน่งดาวดับเพียงคนเดียว และตำแหน่งนั้นเป็นของ ‘วิสาร เตชะธีราวัฒน์’ ซึ่งเป็นผลมาจากเหตุการณ์ใช้มีดปอกผลไม้กรีดแขนกลางที่ประชุมสภา เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ปัญหาทางการเมือง ถือเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เพราะชี้นำให้ใช้ความรุนแรงแก้ไขปัญหา อีกทั้งยังเป็นส.ส.หลายสมัยและดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีมาก่อนสมควรเป็นแบบอย่างที่ดี แต่กลับแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสมเพื่อหวังผลทางการเมือง

8.คู่กัดแห่งปี : ‘สิระ เจนจาคะ’ และ ‘มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์’
เกือบได้เห็นการวางมวยกลางสภา ภายหลังปฐมบทแห่งความเดือดมาจากกรณีที่ ‘มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์’ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยศรีวิไลย์ เรียกร้องให้นายกฯออกจากตำแหน่ง เพราะไม่สามารถควบคุมความสงบได้ ต่อมา ‘สิระ เจนจาคะ’ ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ แถลงตอบโต้ว่า “การออกมาเรียกร้องเช่นนี้ต้องการผลประโยชน์อะไรหรือไม่ หรือเงินหมด เพราะบริจาคเงินเดือนส.ส.ให้ในสถานการณ์โควิดไป แล้วหากเงินหมดจริงติดต่อผมได้” เรื่องไม่ได้จบแค่นั้นเพราะ ‘มงคลกิตติ์’ โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า “เจอสิระที่ไหนจะเอาให้ฟันร่วงหมดปาก”
ทั้งสองคนก็ได้เจอหน้ากันจริง ระหว่างที่ ‘มงคลกิตติ์’ กำลังให้สัมภาษณ์บริเวณรัฐสภา และได้พบกับ ‘สิระ’ จึงเดินเข้าไปจับแขน แต่สิระสะบัด ‘มงคลกิตติ์’ พยายามเดินตาม แต่สิระเดินหนี ที่สุด ‘ชวน หลีกภัย’ ออกมาให้สัมภาษณ์ปรามทั้งสองฝ่ายว่าต้องคำนึงถึงภาพลักษณ์ของสภาด้วย

9.เหตุการณ์แห่งปี : การแก้ไขรัฐธรรมนูญ
รัฐธรรมนูญพ.ศ.2560 ได้รับการขนานนามว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่แก้ยากที่สุด โดยเฉพาะการต้องมีเสียงส.ว.สนับสนุนไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 เป็นผลให้การประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในเดือนก.ย.ไม่สามารถลงมติได้ แต่กลับต้องมาตั้งกมธ.ขึ้นมาศึกษาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญก่อนรับหลักการ
เมื่อกลับมาประชุมอีกครั้งในเดือนพ.ย. ร่างแก้ไขของภาคประชาชน นำโดยกลุ่มไอลอว์ ซึ่งเป็นร่างของภาคประชาชนครั้งแรก เข้าสู่การพิจารณา การประชุมรัฐสภาเวลานั้นไม่ได้เข้มข้นเฉพาะในสภา แต่นอกสภาเดือดไม่แพ้กัน ภายหลังกลุ่มสนับสนุนและคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาชุมนุมหน้ารัฐสภา เกิดการปะทะกันเป็นระยะ อีกด้านหนึ่งตำรวจใช้น้ำผสมสารเคมีควบคุมการชุมนุมของกลุ่มราษฎร
ที่สุดแล้วเหตุการณ์นอกสภาสงบลงพร้อมด้วยการลงมติของรัฐสภาที่ไม่เห็นด้วยกับร่างของภาคประชาชน ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองที่ยัง ไม่ได้รับการแก้ไขต่อไป เหตุนี้การพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐสภาจึงเป็นเหตุการณ์แห่งปีไปอย่างไม่ต้องสงสัย

10.วาทะแห่งปี : “มันคือแป้ง”
“สิ่งที่เจ้าหน้าที่ตำรวจปราบปรามยาเสพติดของรัฐนิวเซาท์เวลส์ อ้างว่าเป็นเฮโรอีน 3.2 กิโลกรัม มันคือแป้ง” เป็นการชี้แจงของร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯ ในระหว่างการอภิปรายไม่ไว้วางใจเมื่อ 27 ก.พ. เวลานั้นร.อ.ธรรมนัส ถูกกังขาถึงความชอบธรรมในการดำรงตำแหน่งว่ามีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ จนนำมาสู่การเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งร.อ.ธรรมนัส ยืนยันว่าการดำรงตำแหน่งของตนเองถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ
อย่างไรก็ตาม ร.อ.ธรรมนัส กลับเป็นรัฐมนตรีที่ได้รับความไว้วางใจจากสภาน้อยที่สุด เพียง 269 เสียง โดยที่ร.อ.ธรรมนัส ลงคะแนนไว้วางใจตัวเอง จากเหตุการณ์นี้เองทำให้คะแนนความนิยมของรัฐบาลลดลงและสื่อต่างประเทศมีการเปิดเผยข้อมูลการจับกุม ร.อ.ธรรมนัส ในอดีตด้วย
11.คนดีศรีสภา :
ยกเลิกตำแหน่งนี้ถาวร
เป็นเวลาหลายปีแล้วที่สื่อมวลชนประจำรัฐสภาไม่ได้มอบตำแหน่งคนดีศรีสภาให้กับสมาชิกรัฐสภา เนื่องจากท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองและปัญหาเศรษฐกิจ ไม่ปรากฏว่ามีสมาชิกรัฐสภาคนใดที่จะเป็นแบบตัวอย่างที่ดีในการทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ
ดังนั้น สื่อมวลชนประจำรัฐสภา จึงมีความเห็นร่วมกันว่าสมควรยกเลิกตำแหน่งนี้เป็นการถาวร จนกว่าในอนาคตจะ มีสมาชิกรัฐสภาที่มีความประพฤติที่ เหมาะสม