จริงหรือ ‘มวยไทย’ จะอยู่ได้ด้วย ‘พนัน’ – เพราะวิกฤตโรคโควิด คือตัวการใหญ่ ที่เกิดขึ้นมาเพื่อสร้างความปั่นป่วนไป ทั่วโลก กระทบถึงธุรกิจและวิถีการดำรงชีวิตในทุกวงการ ไม่ว่าต้นเหตุจะมาจากเมืองจีนจากแล็บทดลองเมืองอู่ฮั่น หรือ ข่าวลือการนำเชื้อทดสอบมาเผยแพร่ ด้วยฝีมือสหรัฐ ไม่ว่าต้นตอเหล่านั้นจะมี มูลเหตุจะเป็นจริงหรือไม่?!?! แต่ที่แน่ๆ นั้น“โควิด-19” กลายเป็นโรคร้ายเกิดใหม่ที่ สั่นสะเทือนทั่วโลกอย่างแท้จริง!!

โฟกัสมาที่บ้านเรา วงการกีฬาโดยเฉพาะ“มวยไทย” เป็นที่ทราบแน่ชัด นับตั้งแต่ “เวทีมวยมาตรฐานลุมพินี” กลายเป็น “ตำบลกระสุนตก” ล่อเป้าให้สังคมรุม โจมตีว่าเป็นที่มาของแหล่งกระจายแพร่ เชื้อโรคโควิดตั้งแต่เดือนมีนาคม ต้นปี พ.ศ.2563 ถึงขั้นต้องปิดสนาม และแม้ นายสนามผู้บริหารคนเดิมจะโดน “เลขล็อก” กระเด็นจากเก้าอี้ เวทีมวยซึ่งเคยเป็น ส่วนหนึ่งของกรมสวัสดิการทหารบกก็เกิดสภาวะ “สุญญากาศ” ไร้ผู้บริหารและถูกโอนกลับไปอยู่ในความดูแลของกองทัพบกถูกทิ้งร้างไปนานถึง 8 เดือน กระทั่งมีคำสั่งแต่งตั้งนายสนามคนใหม่มอบหมายให้ “บิ๊กแดง” พล.ท.สุชาติ แดงประไพ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองบัญชาการกองทัพไทย มาเป็นนายสนามมวยลุมพินี มีวาระดำรงตำแหน่งเป็นเวลา 1 ปี พร้อมเปิดตัวนโยบายสวยหรูมากมาย รวมทั้งเริ่มทดลองจัดการแข่งขันชกมวย โดยเปิดให้มีผู้เข้าชมไปแล้วหลายนัด แต่ก็เห็นได้ชัดว่าสถานการณ์ภาพโดยรวมนั้นยังเป็นเรื่องยากที่จะคืนสู่สภาพปกติเหมือนดังแต่ก่อน

ว่ากันตามตรง ยังไม่มีสถานการณ์ใดจะ ดีขึ้น!?!?

และไม่เพียงแต่มวยวิกลุมพินีของทหารบกเท่านั้น ขณะที่สถานการณ์รอบด้านอื่นๆ ดูคู่แข่งสำคัญอย่างเวทีมวยมาตรฐานราชดำเนิน รวมทั้งเวทียิบย่อยอันดับรองๆ ลงไปทั้งในเมืองกรุงและย่านปริมณฑล ก็ยังอยู่ในอาการโคม่าไปไม่น้อยไปกว่ากัน ก่อนหน้านั้นโปรโมเตอร์ราชดำเนินน้อย-ใหญ่หลายรายโบกมือลา พร้อมออกไปตั้งต้นด้วยวิถีทางใหม่ของตน เช่นเดียวกับ วิกราชดำเนินเองหันไปลอง “ของใหม่” เล่นกับโลกโซเชี่ยล เส้นทางออนไลน์ เปิดแอพพลิเคชันเป็นเส้นทางธุรกิจใหม่ที่เกิดขึ้นเฉียบพลัน ตามรอยโปรโมเตอร์อื่นๆ ที่ล้วนจำเป็นต้องปรับตัวให้ทันกับยุคสมัย และเริ่มออกตัวไปก่อนหน้านั้นแล้ว

ถึงเวลานี้ทุกคนคงต้องยอมรับว่า นับตั้งแต่การนำระบบ “นิว นอร์มัล” มาใช้กับวงการกีฬา โดยเฉพาะวงการมวย ด้วยการจำกัดจำนวนผู้เข้าชมตามมาตรการป้องกันเชื้อ ไวรัสร้าย จนถึงขณะนี้ผู้จัดทุกศึกยังคง อยู่ในสภาพการณ์คล้ายกับนักมวยถูก น็อกดาวน์ โดนหมัดจนมึน ไม่มีทีท่าว่าจะฟื้นขึ้นมาได้เลย แม้พยายามขอความช่วยเหลือ กันในหลายๆ ด้าน แม้กระทั่งขอลดค่าตัว นักมวย

เมื่อเทียบความนิยมต่างกันกับสมัยก่อน จะมีผู้ชมเข้าดูมวยในเวทีลุมพินี-ราชดำเนิน เฉลี่ยนัดละสองพันคน ปัจจัยสำคัญรายได้หลักถือเป็น “เส้นเลือดใหญ่” จะมาจากรายได้ของผู้ชมต่างชาติเป็นสำคัญ ตลอดช่วง 20 กว่าปีที่ผ่านมาสามารถทำเงินเฉลี่ย ต่อนัด ไม่ว่าจะเป็นศึกเล็กศึกใหญ่ไม่ต่ำกว่า 2 แสนบาท แต่ในปัจจุบันเมื่อมีการกลับมาจัดมวยอีกครั้งและ จำกัดจำนวนผู้ชม รวมทั้งไม่มีชาวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศ ได้ตามปกติเหมือนแต่ก่อน ผู้จัดต่างๆ จึงต้องประสบกับสภาวะขาดทุน ถือได้ว่าเจ๊งสนิทไปตามๆ กัน

ด้วยเหตุดังกล่าว ปัจจุบันบรรดาโปรโมเตอร์มวยทั้งหลายต่าง จึงต้องหันไปพึ่งธุรกิจแนวใหม่ ด้วยการทำเพจ ไลฟ์สตรีม ยูทูบ ฯลฯฉีกแนวทางเพื่อหารายได้ทางโลกโซเชี่ยลระบบใหม่ให้ทันโลก ซึ่งทั้งหมดนั้นล้วนมีพื้นฐานส่วนใหญ่เกี่ยวเนื่องกับ “เว็บพนัน” แทบทั้งสิ้น ซ้ำโปรโมเตอร์บางรายก็ยังเป็นเจ้าของเว็บพนันเอง เลยด้วยซ้ำไป ต้องอาศัยวิธีการดังกล่าวจึงจะพอประคองตัว อยู่ต่อไปได้

ถึงเวลาต้องยอมรับสภาพความจริงในปัจจุบัน ผู้ที่จะโดดเข้ามา สนับสนุนวงการมวยในทุกวันนี้นั้นแทบไม่มีแล้ว เมื่อแฟนมวย ไม่มีเข้าสนาม ผู้ชมชาวต่างชาติหดหาย รายได้ทั้งหมดล้วนต้อง ปรับเปลี่ยนและดึงดูดผู้สนใจก็ล้วนแต่มาจากการพนันทั้งสิ้น จึงนำมาซึ่งเหตุทะเลาะเบาะแว้งในวงการมวย ไม่ว่าจะเป็นปัญหา เรื่องกรรมการ ผู้ตัดสิน มีปัญหากับเซียนมวย ทั้งหมดก็ล้วนแต่ ผลพวงจากเรื่องได้เสียเป็นสำคัญ

ลำพังเซียนมวยเองในปัจจุบันก็แทบไม่เข้าเวที แต่จะหันไปให้ความสำคัญต่อหน้าจอมือถือ สมาร์ตโฟน เป็นหลักการเล่นต่อรองแบบตัวต่อตัว ทั้งในสนามหรือวินมอเตอร์ไซค์ ร้านค้า ฯลฯ เหมือนยุคก่อนร่อยหรอลดลงและน้อยลงทุกทีๆ ในเมื่อทุกวันนี้นักต่อสู้ได้เสียหันไปเล่นกับเจ้ามือ เจ้าของเว็บพนันแทบทุกราย เพราะเจ้ามือเข้ามามีบทบาท มีอิทธิพลอย่างสูงในปัจจุบัน

นั่นจึงก่อเกิดให้เป็นคำถาม ซึ่งยากที่จะปฏิเสธ

จริงหรือไม่ “มวยไทย” อยู่รอดได้ในปัจจุบัน ก็ด้วย… “การ พนัน”!?!?

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน