ปมร้อนการเมืองปี63 – รอวันระเบิด? – ในปี 2563 สถานการณ์การเมืองร้อนฉ่าตลอดทั้งปี หลายเรื่องเป็นมรสุมถล่มใส่ทั้งรัฐบาล และบรรดาพรรคการเมือง จนระส่ำไปตามๆ กัน บางเรื่องส่อเป็นระเบิดเวลาที่ลากยาวไปถึงปี 2564 ได้เช่นกัน

โหวตงบสุดเครียด
เข้าสู่ปี63 รัฐบาล ‘บิ๊กตู่’ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็เจอเรื่องร้อนๆ จากการโหวตร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี63 วงเงิน 3.2 ล้านล้านบาท วาระ 2-3 เมื่อ 11 ม.ค.
จากการเสียบบัตรโหวต แทนกันของส.ส.ค่ายภูมิใจไทย และมีคลิปที่ส่อว่ามีพรรค พลังประชารัฐด้วย จนต้องยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย แต่ก็ผ่านฉลุยมาจนได้
ขณะเดียวกัน ตั้งแต่ต้นปีมีการระบาดของเชื้อโควิด-19 เป็นเหตุให้ประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ล็อกดาวน์ ปิดห้าง-ตลาด เคอร์ฟิว ทุบเศรษฐกิจแน่นิ่ง
รัฐบาลจึงออกพ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบและฟื้นฟูเศรษฐกิจ และพ.ร.ก.ดูแลภาคธุรกิจ 2 ฉบับอีก 9 แสนล้านบาท พร้อมโอนงบ 8.8 หมื่นล้านบาทของ ปี 63 มาเติมอีก
มาถึงงบปี 64 ที่รัฐบาลตั้งไว้ 3.3 ล้านล้านบาท
ที่ถูกขยี้หนักสุดคือ ซื้อเรือดำน้ำจากจีน 2 ลำ 2.25 หมื่นล้านบาท
24 ส.ค. กองทัพเรือแถลงถึงความจำเป็นต้องซื้อให้ครบ 3 ลำตามโครงการที่อนุมัติไว้แล้ว เป็นการทยอยจ่าย 7 ปีตั้งแต่ปี 60-66 ซึ่งปี64 ใช้เงินเพียง 3,925 ล้านบาท
แต่ทานกระแสต้านไม่อยู่ จึงยอมเลื่อนจัดซื้อไป 1 ปี
19 ก.ย. ร่างพ.ร.บ.งบปี 64 ผ่านสภา มีผลบังคับใช้ 1 ต.ค.
ร่างพ.ร.บ.งบปี 65 เรือดำน้ำจะระอุอีกหรือไม่ โปรดติดตาม

ยุบอนค.-ตั้งก้าวไกล
พรรคอนาคตใหม่ (อนค.) และแกนนำพรรคมีคดีการเมืองติดตัวกว่า 20 คดี
คดีสำคัญ เริ่มจาก 21 ม.ค. พรรคอนาคตใหม่, นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค, นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรค และกรรมการบริหารพรรค โล่งอกเมื่อศาลรัฐธรรมนูญยกคำร้อง คดีอิลลูมินาติ เนื่องจากไม่มีพฤติการณ์ล้มล้างการปกครองตามมาตรา 49
แต่ 21 ก.พ. ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคตามมาตรา 92 (3) ประกอบมาตรา 72 พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 กรณีพรรคกู้ยืมเงินจากนายธนาธร 191.2 ล้านบาท
พร้อมเพิกถอนสิทธิ กก.บห. ที่ดำรงตำแหน่ง 2 ม.ค. 2562 หรือ 11 เม.ย. 2562 เป็นเวลา 10 ปี ในจำนวนนี้เป็นส.ส. 11 คน
เช็กชื่อส.ส.อนาคตใหม่ เหลืออยู่ 55 คน ย้ายไปพรรคภูมิใจไทย 9 คน พรรคชาติไทยพัฒนา 1 คน
ที่เหลือ 55 คน ย้ายเข้าสังกัดพรรคก้าวไกล ที่ตั้งขึ้นใหม่ โดยมีนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ เป็นหัวหน้าพรรค
ส่วนนายธนาธร นายปิยบุตร ก็เป็นหัวหอกคณะก้าวหน้า เคลื่อนไหวนอกสภา

‘บิ๊กป้อม’คุมพปชร.
พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เกิดคลื่นใต้น้ำเป็นระลอก มาแตกโพละ 1 มิ.ย. เมื่อ 18 กก.บห.ลาออก นำไปสู่เป้าหมายขับ 4 กุมาร พ้นทีมบริหารได้สำเร็จ
27 มิ.ย.เลือก กก.บห. ชุดใหม่ ดัน‘บิ๊กป้อม’พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นหัวหน้าพรรค นายอนุชา นาคาศัย จากกลุ่มสามมิตร เป็นเลขาธิการพรรค
9 ก.ค. ‘4 กุมาร’ นายอุตตม สาวนายน อดีตหัวหน้าพรรค รมว.คลัง นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ อดีตเลขาธิการพรรค รมว.พลังงาน นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รองหัวหน้าพรรค รมว.การอุดมศึกษาฯ และนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รองเลขาธิการนายกฯ ลาออกจากสมาชิกพรรค
ตามมาด้วยแรงบีบจากคนในพรรคบางส่วนจี้ให้ลาออกจากรัฐมนตรี เมื่อไม่ได้เป็นสมาชิกก็ต้องคืนเก้าอี้ให้พรรค
16 ก.ค. กลุ่ม 4 กุมาร รวมทั้งนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ลาออกจากตำแหน่ง เปิดทางให้นายกฯ ปรับครม.
‘บิ๊กตู่’ บ่นเสียดาย แต่จำเป็นต้องปรับครม.ประยุทธ์ 2/2 ตามสถานการณ์การเมือง

ปรับครม.ประยุทธ์
รัฐมนตรีว่างรวม 6 เก้าอี้ เมื่อม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล ไขก๊อกจากรมว.แรงงาน ตามแรงกดดันในพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.)
นายเทวัญ ลิปตพัลลภ หัวหน้าพรรคชาติพัฒนา ตัดใจคืนเก้าอี้รมต.ประจำสำนักนายกฯ
ขณะที่พลังประชารัฐชิงตำแหน่งกันวุ่น แต่ ‘บิ๊กตู่’ ไม่สน เขย่าเก้าอี้จนลงตัว
6 ส.ค. คลอดครม.ตู่ 2/2 นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ เป็นรองนายกฯ อีกตำแหน่ง นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกฯ และรมว.พลังงาน นายปรีดี ดาวฉาย รมว.คลัง จากโควตาคนนอก
พลังประชารัฐ นายอนุชา นาคาศัย รมต.ประจำสำนักนายกฯ นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ จากโฆษกรัฐบาลนั่งรมช.แรงงาน สมใจ
ส่วนนายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ จากรปช. เป็นรมว.การอุดมศึกษาฯ
2 ก.ย. ผ่านไปแค่ 27 วัน นายปรีดา ลาออก จากพิษเกาเหลากับนายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง
‘บิ๊กตู่’เฟ้นขุนคลังคนใหม่อยู่นาน กระทั่ง 5 ต.ค. โปรดเกล้าฯ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เป็นรมว.คลัง
มรสุมการเมืองประดังเข้ามาอีก โดยเฉพาะคดีบ้านพักทหารหลังเกษียณของ‘บิ๊กตู่’ แต่ 2 ธ.ค.ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินไม่มีความผิด
ต่อมาฝ่ายค้านขู่จะยื่นซักฟอกรัฐบาลช่วงม.ค. 64
รอลุ้นครม.ประยุทธ์ 2/3 จะอยู่ครบเทอมหรือไม่

ม็อบไล่รัฐบาล
ปี 63 ม็อบสะพรั่งเป็นดอกเห็ด เริ่มจาก 21 ก.พ. นิสิตนักศึกษาจัดแฟลชม็อบ หลังศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคอนาคตใหม่
การชุมนุมหยุดไปช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 แล้วกลับมาอีกครั้ง 18 ก.ค. ภายใต้กลุ่มเยาวชนปลดแอก ใช้การชู 3 นิ้ว เป็นสัญลักษณ์ จี้ให้ยุบสภา หยุดคุกคามประชาชน และร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
การประท้วงลามไปเกือบทุกจังหวัด และยังมีม็อบนักเรียน ติดโบขาว ลุกฮือเป็นระยะ
10 ส.ค. กลุ่มธรรมศาสตร์จะไม่ทน รวมพลที่ศูนย์รังสิต ประกาศ 10 ข้อเรียกร้อง
จากนั้นม็อบรวมพลขับไล่รัฐบาลเรื่อยมา และเปลี่ยนชื่อเป็น “กลุ่มราษฎร”
14 ต.ค. กลุ่มผู้ชุมนุมเคลื่อนขบวนจากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยมาปักหลักค้างคืนทำเนียบรัฐบาล ช่วงบ่ายมีปัญหากับขบวนเสด็จพระราชดำเนิน สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี
15 ต.ค. พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในกรุงเทพฯ แต่เบรกชุมนุมไม่ได้ 22 ต.ค.จึงยกเลิก
16 ต.ค. ตำรวจใช้รถฉีดน้ำแรงดันสูง ถล่มม็อบกระเจิงที่แยกปทุมวัน
26-27 ต.ค. ประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ ระดมความเห็นแก้วิกฤต แต่เกิดเหตุช็อกกลางสภาเมื่อนายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย ใช้มีดปอกผลไม้ กรีดแขน ตัวเอง 3 แผล ระหว่างอภิปรายประท้วงให้นายกฯ ฟังเสียงนักเรียน นักศึกษา
ส่วนผลประชุมก็ชงตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์ มีนายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา รับหน้าเสื่อดำเนินการ แต่ฝ่ายค้านและแกนนำม็อบเมินร่วมวงด้วย
ผู้ชุมนุมยังนัดแสดงพลังต่อเนื่อง กระทั่ง 19 พ.ย. พล.อ.ประยุทธ์ แถลงการณ์ใช้กฎหมายเข้มข้นทุกฉบับ ไม่เว้นมาตรา 112
บรรดาแกนนำโดนคดีกันอ่วม แต่ยังประกาศว่าปี 64 การชุมนุมจะเข้มข้นขึ้น

ปลดล็อกแก้รัฐธรรมนูญ
รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 เป็นเป้าหมายที่พรรคการเมืองทุบโต๊ะต้องแก้ไข
มาพีกสุดเมื่อกลุ่มผู้ชุมนุมขับไล่รัฐบาล ตั้งธงเป็นหนึ่งในข้อเรียกร้องหลัก
ต่างมองว่าเป็นฉบับสืบทอดอำนาจคสช. ต้องปิดสวิตช์ส.ว.ที่โหวตเลือกนายกฯได้ใน 5 ปี
ในที่สุดพรรคร่วมรัฐบาลจึงเสนอร่างแก้ไขต่อรัฐสภา 1 ฉบับ พรรคฝ่ายค้านเสนอ 5 ฉบับ
หลังอภิปราย 2 วัน นัดลงมติ 25 ก.ย. ม็อบราษฎรบุกมาหน้าสภาจี้ให้ส.ว.โหวต รับหลักการ เพราะตามกฎหมายต้องได้ส.ว. 1 ใน 3 หรือ 84 เสียงยกมือหนุนด้วย
แต่พลังประชารัฐ เล่นเกมยื้อ งัดข้อบังคับสภาเสนอตั้งกมธ.ศึกษาก่อนรับหลักการ 6 ฉบับใน 30 วัน
ถึงกำหนดนำเข้าพิจารณาในรัฐสภา พร้อมร่างแก้ไขอีก 1 ฉบับของภาคประชาชนที่ ไอลอว์ล่ารายชื่อหนุนได้กว่า 1 แสนชื่อ
18 พ.ย. รัฐสภา มีมติรับหลักการเพียงแค่ฉบับของพรรคร่วมรัฐบาล และพรรคฝ่ายค้าน 1 ฉบับ ที่ให้ปลดล็อกมาตรา 256 ตั้งส.ส.ร.ยกร่างใหม่ พร้อมตั้งกมธ.พิจารณา 45 วัน
คาดลงมติวาระ 2-3 ในเดือนก.พ. 64
แต่หนทางการแก้ไขอีกยาวไกล

ศึกเลือกตั้งอบจ.
20 ธ.ค. มีการเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งแรกในรอบ 7 ปี ประเดิมด้วยเลือกตั้ง อบจ. 76 จังหวัด
พรรคพลังประชารัฐ พรรคภูมิใจไทย ไม่ส่งผู้สมัครในนามพรรค แต่สนับสนุนผู้สมัครหลายจังหวัด
ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ส่งที่ สงขลา และสตูล พรรคเพื่อไทยส่ง 25 จังหวัด คณะก้าวหน้าส่ง 42 จังหวัด
30 พ.ย. กกต.มีมติตั้งคณะกรรมการสืบสวนกรณีแกนนำคณะก้าวหน้า นำโดยนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ช่วยผู้สมัคร อบจ.หาเสียง เข้าข่ายลักษณะเป็นพรรคการเมือง ผิดมาตรา 111 พ.ร.ป. พรรคการเมืองหรือไม่
3 ธ.ค. และ 16 ธ.ค. นายทักษิณ ชินวัตร โพสต์เฟซบุ๊กให้คนเชียงใหม่เลือก ส.ว.ก๊อง-นายพิชัย เลิศพงศ์อดิศร พรรคเพื่อไทย เป็นนายกอบจ. ซึ่งเป็นคู่ชิงเดือดกับ นายบุญเลิศ บูรณุปกรณ์ อดีตนายกอบจ.เชียงใหม่ หัวหน้ากลุ่มเชียงใหม่คุณธรรม
กลายเป็นประเด็นถูกร้องว่าเข้าข่ายชี้นำ ครอบงำพรรคเพื่อไทยหรือไม่
ผลเลือกตั้งออกมา เพื่อไทยคว้าชัยนายกอบจ.แค่ 9 จังหวัด ประชาธิปัตย์ชนะที่สงขลา ส่วนคณะก้าวหน้าชวดหมด
หลังเลือกตั้งจะมีเอฟเฟ็กต์อะไรหรือไม่ รอดูกันยาวๆ