ย้อนส่องมาตรการ ‘คลัง’รับมือ‘โควิด’พยุงเศรษฐกิจ 2563 – ปี2563 นับเป็นปีแห่งความท้าทายครั้ง ‘ประวัติศาสตร์’ โดยเฉพาะการออกมาตรการด้านการคลัง เพื่อรับมือกับมหาวิกฤตเศรษฐกิจ ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ตั้งแต่ช่วงต้นปี
ภายใต้ความท้าทายนี้ได้รับแรงถ่วงจากการเปลี่ยนมือของรัฐบาล หลังเข้าสู่การ เลือกตั้งช่วงต้นปี 2562 และเป็นการเริ่มทำงานของคณะรัฐมนตรี (ครม.) แบบรัฐบาลผสมชุดใหม่ ที่ยังไม่ครบขวบปี
การทำงานรับมือเชิงบูรณาการ ในมิติทางเศรษฐกิจ จึงไม่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด ปล่อยเป็นหน้าที่กระทรวงการคลังที่มี นายอุตตม สาวนายน อดีตรมว.คลัง ภายใต้การกำกับของ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี
นับตั้งแต่โควิดยังไม่แผลงฤทธิ์ ในช่วงเดือนม.ค.2563 กระทรวงการคลังคาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจไทยทั้งปีไว้ที่ 2.8% ขยายตัวเพิ่มเล็กน้อยจากปี 2562 ที่คาดการณ์ว่าขยายตัวได้ 2.5% ใน ขณะนั้น
จุดเปลี่ยนสำคัญคือ ‘การล็อกดาวน์’ ประเทศ นานกว่า 3 เดือน ภายหลังจากที่ โควิดแพร่ระบาดอย่างหนัก โดยรัฐบาลสั่งหยุดกิจกรรมทางเศรษฐกิจทุกอย่าง ห้ามคนในออก คนนอกเข้าประเทศ เฉียด 100% ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะประเทศไทย แต่เป็นกันทั้งโลก
ตำราด้านการคลังและสรรพกำลังที่เคยมี ต้องมา ทบทวนรื้อทัพกันครั้งใหญ่ เพราะงานนี้ไม่ใช่เพียงโจทย์หินแต่เป็นโจทย์ขนาดภูเขาที่ไม่เคยเจอมาก่อน
หันซ้าย แลขวา งบประมาณปี 2563 ที่ตั้งไว้ตึงมือไม่น่าจะเพียงพอต่อการแก้ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ จึงต้องเข็นกฎหมายสูตรพิเศษ คือพ.ร.ก. กู้เงินฉุกเฉินจากสถานการณ์โควิด-19 วงเงิน 1 ล้านล้านบาท แบ่งเป็น 3 ก้อน
ใช้สำหรับเยียวยา 5.55 แสนล้านบาท
ใช้สำหรับฟื้นฟูเศรษฐกิจ 4 แสนล้านบาท
และใช้สำหรับสาธารณสุข 4.5 หมื่นล้านบาท
ต่อมาภาพที่ทุกคนเห็นตรงกันในขณะนั้น คือคนถูกเลิกจ้างงาน กิจการเดินหน้าต่อไปไม่ได้ สินค้าขายไม่ออก ภาคธุรกิจซึมหนี้ ยาแรงสูตรแรกที่เข็นออกมา คือการเร่งเติมเงินเข้าสู่ระบบโดยเร็วที่สุด ผ่านมาตรการ ‘เราไม่ทิ้งกัน’ หรือ มาตรการแจกเงิน 5,000 บาท นาน 3 เดือน รวม 15,000 บาท
เดิมตั้งใจแจกให้กับ กลุ่มแรงงาน ลูกจ้างชั่วคราว ผู้ที่ถูกเลิกจ้างงาน อาชีพอิสระ เป้าหมาย 3 ล้านคน ผ่านเว็บไซต์ www. เราไม่ทิ้งกัน.com ซึ่งเปิดให้ลงทะเบียนวันที่ 28 มี.ค.2563
แต่มีผู้แห่ลงทะเบียนกว่า 20 ล้านคนในช่วง ไม่เกินสัปดาห์แรก ประกอบกับกระบวนการตรวจสอบ หรือที่เรียกติดปากในตอนนั้นว่า ‘เอไอ’ ของธนาคารกรุงไทยที่ตรวจสอบคุณสมบัติเข้มงวด คำต่อคำ ทำให้มีผู้ที่เล็ดลอด ทั้งสมควรได้รับเงินเยียวยา แต่ไม่ได้ และคนที่ไม่สมควรได้รับเงิน กลับได้เป็นจำนวนมาก
เกิดปรากฏการณ์ม็อบล้อมกระทรวงการคลังรายวัน เพื่อทวงสิทธิ์รับเงินเยียวยา
จนรัฐบาลต้องขยับเป้าหมายแจกเงินเยียวยาจาก 3 ล้านคน เป็น 14 ล้านคน
ความผิดพลาดของมาตรการนี้ เหมือนเจตนาดี แต่วิธีปฏิบัติผิดพลาด เพราะขาดการบูรณาการ ที่กระทรวงการคลังรับเป็นเจ้ามือเองทั้งหมด
ผิดกับมาตรการแจกเงินเยียวยา 5,000 บาท ให้กับเกษตรกร ที่บูรณาการข้อมูลทำงานกันตามหน้าที่ที่ถนัด ให้กระทรวงเกษตรฯ เป็นผู้คัดกรอง ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เป็นผู้จ่าย และกระทรวงการคลังเป็นผู้จัดการเงินเยียวยา ทุกอย่างจึงราบรื่น แม้จะมีปัญหาเชิงปฏิบัติบ้าง แต่ก็ยังเป็นเหตุปกติ
จากบทเรียนครั้งนั้น ทำให้กระทรวงการคลังบูรณาการงานร่วมกันกับกระทรวงที่เกี่ยวข้องมากขึ้น จะเห็นได้จากมาตรการที่ทยอยตาม ออกมาลื่นไหล ไม่ติดขัด
โดยในช่วงไตรมาส 4/2563 มี 2 มาตรการใหญ่ คือ ‘ช้อปดีมีคืน’ เพื่อกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ และให้ ผู้ประกอบการร้านค้าต่างๆ ให้เข้าสู่ระบบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT ช่วยเหลือผู้ประกอบการและประชาชนผู้มีภาระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ที่มีรายได้มากกว่า 30,000 บาทต่อเดือน
นำรายจ่ายจากการซื้อสินค้าและบริการ จากผู้ประกอบการที่จด VAT สินค้า OTOP และหนังสือ ที่เมื่อซื้อแล้วสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ ใบเสร็จก็ต้องลงเป็นวันที่ในช่วงระหว่างวันที่ 23 ต.ค.ถึง 31 ธ.ค.2563
หักลดหย่อนค่าซื้อสินค้าหรือค่าบริการเท่าที่ได้จ่ายให้กับผู้ประกอบการ ร้านค้าที่จำหน่ายสินค้าดังกล่าว ตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 30,000 บาท นำไปลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในปีภาษี 2563
ส่วนอีกกลุ่มเป็นมาตรการที่ออกมาช่วยเหลือผู้ที่มีรายได้ไม่สูงมากคือ ‘คนละครึ่ง’ ระยะเวลาโครงการ 23 ต.ค.-31 ธ.ค.2563
หลังจากการเปิดให้ลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ www.คนละครึ่ง.com มีผู้สนใจมาลงทะเบียนครบ 10 ล้านคน โดยได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลคนละ 3,000 บาท
ส่วนยอดลงทะเบียนร้านค้าพุ่งกว่า 9 แสนราย ใกล้แตะ 1 ล้านร้านค้า คนจับจ่ายไปแล้วกว่า 4 หมื่นล้านบาทใกล้เป้าหมายที่ 6 หมื่นล้านบาท
ทำให้เกิด‘คนละครึ่ง’เฟส 2 ตามมา โดยรับสิทธิ์เพิ่มอีก 5 ล้านคน รับเงิน 3,500 บาท ส่วนผู้ได้รับสิทธิ์เดิมจะได้รับเงินอุดหนุนเพิ่มอีก 500 บาท ต่อเนื่องไปจนถึง มี.ค.2564
เป็นมาตรการส่งท้ายปีที่ได้รับแต่คำชื่นชมจากประชาชนว่าเห็นผลจริง
ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวสาหัสที่สุด เพราะ โควิดทำหายวับไปกว่า 40 ล้านคน
กระทรวงการคลังร่วมกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เข็นมาตรการใหญ่ออกมาสนับสนุนให้เกิดการท่องเที่ยวในประเทศมากขึ้น
ผ่านมาตรการ‘เราเที่ยวด้วยกัน’สนับสนุนให้คนไทยออกไปเที่ยว โดยให้สิทธิ์ส่วนลดค่าที่พัก 40% จำนวน 15 คืน (Room night) ต่อ 1 สิทธิ์ มีจำนวนห้องที่ลงทะเบียนรับสิทธิ์ 6 ล้านคืน (Room night)
รับคูปองช่วยค่าอาหารและท่องเที่ยวสูงสุด 900 บาทต่อวัน และเงินคืนค่าตั๋วโดยสารเครื่องบินสูงสุด 3,000 บาทต่อคน
เป็นอีกมาตรการในรูปแบบร่วมกันจ่ายที่ได้รับความนิยมจากประชาชน โดยเฉพาะในช่วงปลายปีที่มีการเร่งเที่ยวทำให้ยอดใช้สิทธิ์ในระยะแรก 5 ล้านสิทธิ์ เต็มไปในช่วงต้นเดือน ธ.ค. เหลืออีก 1 ล้านสิทธิ์ ที่ยังพบปัญหาส่อว่ามีการทุจริต ซูเอี๋ยห้องพักระหว่างผู้รับสิทธิ์กับผู้ประกอบการ
กระทรวงการคลังวาดฝันว่าจะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ ชดเชยกับยอดนักท่องเที่ยว ต่างชาติ แม้จะเป็นเพียงจำนวนไม่มาก แต่ถือว่าพอต่อลมหายใจผู้ประกอบการ
นอกจากนี้ยังมีมาตรการเติมเงินให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรคนจน) ที่ระหว่างปีนี้เติมเงินเข้าบัตรคนจนไปแล้ว 2 ครั้ง ครั้งละ 500 บาท เพื่อหวังกระตุ้นการใช้จ่ายในกลุ่มผู้ถือบัตรกว่า 14 ล้านคน
การเพิ่มกำลังซื้อที่ถือว่าทำไปพอหอมปาก หอมคอ แต่ในด้านการดูแลผู้ประกอบการที่เริ่มชักหน้าไม่ถึงหลัง กระทรวงการคลังต้องใช้กลไกธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ และธนาคารพาณิชย์ ภายใต้กำกับดูแลโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เข้ามาช่วยต่อลมหายใจ ผ่านมาตรการพักหนี้ตลอดปี 2563
แม้หลายธนาคารจะสิ้นสุดมาตรการพักหนี้ในช่วงเดือน ธ.ค.2563 เช่น ธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ที่พักหนี้อัตโนมัติ รวมกันกว่า 2 ล้านล้านบาท
ลูกค้าในกลุ่มนี้จึงยังพอมีสภาพคล่องเหลือ เพียงพอ ไม่ต้องจ่ายต้น จ่ายดอก ในภาวะที่ยากลำบาก
รวมทั้งมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) ของ ธปท. ที่ออกตาม พ.ร.ก.ซอฟต์โลนวงเงิน 5 แสนล้านบาท ยังปล่อยไม่ได้มากเนื่องจากเงื่อนไขมีความรัดกุม
ทั้งหมดคือมาตรการด้านการคลัง ที่อัดใส่เข็มฉีดยา รักษาแบบจุดต่อจุด ตลอดปี 2563
ส่วนเศรษฐกิจไทยปี 2564 ที่คลังขีดเส้นขยายตัวไว้ที่ 4.5% แน่นอนว่ายังจำเป็นต้องอาศัยแรงส่งจากมาตรการที่ทำมาตลอดช่วงปี 2563
ที่สำคัญต้องลุ้นกันต่อว่ากระสุนด้านการคลังจะเหลือพอใช้อีกกี่นัด หากเศรษฐกิจปี 2564 ฟื้นตัวไม่ได้ดีจากที่คาด เพราะสถานการณ์โควิดยังคงอยู่