ฝรั่งเศสทลายนับพันปาร์ตี้เมินโควิด – เมื่อวันที่ 2 ม.ค. เอเอฟพีรายงานกระแสความหวาดผวาในประเทศฝรั่งเศส กรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจนำกำลังเข้าทลายกลุ่มผู้ลักลอบจัดงานรื่นเริงและคอนเสิร์ตฉลองต้อนรับปีใหม่ที่เบียดเสียดกันอยู่อย่างหนาแน่นกว่า 2,500 คน ในโกดังใกล้เมืองเรนเนสที่แคว้นเบรอตาญ ทางภาคตะวันตกของประเทศ ท่ามกลางมาตรการเคอร์ฟิวและการชะลอการระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาปี 2019 หรือ โควิด-19 หลังฝรั่งเศสมีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนสะสมกว่า 2.6 ล้านคน เสียชีวิตแล้ว 64,892 ราย
เหตุดังกล่าวส่งผลให้เกิดการปะทะกันระหว่างตำรวจกับกลุ่มผู้ลักลอบจัดงานรื่นเริงกว่า 2,500 คน โดยส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติจากประเทศสเปน และ สหราชอาณาจักร (อังกฤษ) แหล่งระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ซาร์ส 2 พันธุ์ใหม่ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์พบว่ามีความสามารถในการระบาดมากกว่าเดิม
กลุ่มผู้จัดและเข้าร่วมงานนอกจากปะทะกับตำรวจแล้วยังจุดไฟเผารถยนต์ และขว้างปาสิ่งของใส่เจ้าหน้าที่ด้วยเพราะไม่พอใจ มีตำรวจได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 3 นาย
วันเดียวกัน มีความเคลื่อนไหวที่สหรัฐอเมริกา ชาติที่มีผู้ติดเชื้อสะสมและเสียชีวิตอันดับหนึ่งของโลก ล่าสุด มีผู้ติดเชื้อสะสมทะลุ 20 ล้านคนแล้ว ในจำนวนนี้เสียชีวิตเกือบ 350,000 ราย ท่ามกลางความพยายามของทางการสหรัฐ ในการระดมฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 โดยมีผู้ได้รับวัคซีนเข็มแรกแล้วอย่างน้อย 2.8 ล้านคน ซึ่งต่ำกว่าเป้าที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐเคยตั้งไว้ว่าจะระดมฉีดให้ได้ 20 ล้านคนก่อนสิ้นปี 2563
ด้านผู้เชี่ยวชาญคาดว่า สถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ทั่วโลกนั้นจะเลวร้ายลงอีก โดยเฉพาะช่วงหลังจากเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ เนื่องจากการรวมตัวของผู้คนที่ต้องการเฉลิมฉลองนำไปสู่ความเสี่ยงในการติดต่อของไวรัส ขณะที่การศึกษาล่าสุดยืนยันแล้วว่า เชื้อพันธุ์ใหม่จากอังกฤษมีความสามารถระบาดเพิ่มร้อยละ 70
ศาสตราจารย์อักเซล กานดี จากวิทยาลัยอิมพีเรียล กรุงลอนดอน กล่าวว่า เชื้อไวรัสก่อโรคโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ดังกล่าวเป็นการกลายพันธุ์ที่ร้ายแรงที่สุดนับตั้งแต่การระบาด พร้อมแนะนำว่าต้องใช้ล็อกดาวน์ที่เข้มข้นขึ้นอีก

ทลายปาร์ตี้ – ตำรวจนำกำลังเข้ายุติการลักลอบจัดคอนเสิร์ตต้อนรับปีใหม่ภายในโกดังย่านลีเยอรง ใกล้เมืองเรนเนส แคว้นเบรอตาญ ทางตะวันตกของฝรั่งเศส ฝ่าฝืนมาตรการล็อกดาวน์ช่วงโรคโควิด-19 พบผู้เข้าร่วมกว่า 2,500 คน เมื่อ 2 ม.ค. (เอเอฟพี)