ส่องอนาคตรถยนต์ไฟฟ้า – จากกระแสฝุ่น ‘PM2.5’ ที่กลับมาถล่มเมืองกรุงในฤดูหนาวอีกครั้ง และคาดว่าจะเป็นเช่นนี้ทุกครั้งที่อากาศหนาวหรืออาจจะลุกลามไปถึงเมื่อเกิดปรากฏการณ์อากาศปิดด้วย

อะไรคือสาเหตุหลักของการเกิดฝุ่นพิษ PM2.5 นักวิเคราะห์กล่าวกันว่า มีอยู่ 2-3 ประการ ไม่ว่าจะเป็นภาคอุตสาหกรรม และภาคการก่อสร้าง ซึ่งสองอย่างนี้รวมกันคิดเป็น 50%

แต่ที่หนักสุดคืออีก 50% ที่เหลือมาจากภาคการขนส่งคือมาจากยานยนต์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางของผู้คน หรือขนส่งสินค้า ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ปัญหาดังกล่าวสามารถบรรเทาเบาบางลงไปได้ แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะในกลุ่มภาคการขนส่ง

‘นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์’ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่าถึงเวลาแล้วที่ผู้ใช้รถยนต์ ต้องตระหนักถึงการก่อให้เกิดมลพิษ โดยเฉพาะกลุ่มองค์กรที่มีเส้นทางเดินรถชัดเจน เช่น รถประจำทาง หรือรถที่วิ่งในพื้นที่จำกัด หันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า 100% หรือรถ EV เพราะไม่ต้องเป็นกังวลในเรื่องการชาร์จไฟฟ้า

ขณะที่กลุ่มลูกค้ารถบ้านที่มีกำลังซื้อ และมีรถยนต์อยู่แล้ว 1-2 คัน หากจะซื้อรถยนต์คันใหม่ ควรเลือกเป็น EV ไว้ใช้งานในเส้นทางที่ไม่ไกลมากนัก หรือหากเป็นไปได้ถ้ามีจุดชาร์จไฟฟ้า ต้นทาง-ปลายทาง การใช้งานรถ EV ในชีวิตประจำวัน จะสะดวกมากยิ่งขึ้น เมื่อใช้งานบ่อยๆ ก็จะคุ้นเคยไม่ต่างจากการใช้สมาร์ตโฟน

“อยากเห็นคนไทยที่มีกำลังซื้อ กำลังต้องการรถยนต์คันใหม่ ตัดสินใจเลือกซื้อรถ EV ไปใช้งาน ไม่เฉพาะต้องเป็นรถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์ MG เท่านั้น จะเป็นจากเอเชียด้วยกันหรือจะเป็นยุโรป อเมริกา ได้ทั้งนั้น เพราะถือว่าเป็นการเสียสละเพื่อส่วนรวม ช่วยลดมลพิษ รวมถึงได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมอีกด้วย” รองกรรมการผู้จัดการ MG กล่าว

หันมาดูสนนราคารถ EV วันนี้ถือได้ว่าอยู่ในระดับที่จับต้องได้ มีให้เลือกตั้งแต่ราคาไม่ถึง 1 ล้านบาท อย่างรถยนต์ ‘MG EP’ รถยนต์ไฟฟ้า 100% สไตล์เอสเตต หรือหลายคนเรียกว่า สเตชั่น แวกอน เข้ามาสร้างสีสันให้ตลาดรถ EV ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา

ในบ้านเราตั้งแต่เริ่มเข้ามาทำตลาดเมื่อไม่กี่ปีก่อนหน้านี้ MG เป็นค่ายรถยนต์สายเลือดอังกฤษ ที่มุ่งเน้นความแตกต่าง และยิ่งเมื่อ FTA หรือเขตการค้าเสรี อาเซียน-จีน มีผลบังคับใช้ ซึ่งรถ EV เป็นหนึ่งในสินค้าที่นำเข้ามาจำหน่ายในอาเซียน ด้วยอัตราภาษีนำเข้า 0%

ทำให้ MG สามารถตอกย้ำความเป็นผู้นำในตลาดนี้ได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น

และปีนี้ มีอีกหลายค่ายเตรียมเปิดตัวรถยนต์ EV กันอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เก๋งเล็ก ไปจนถึงสไตล์ซูเปอร์คาร์ แถมด้วยประสิทธิภาพที่ดีขึ้นไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของสมรรถนะการขับขี่ ระยะทางที่ขับได้มากขึ้นจากการชาร์จไฟฟ้าเต็ม 1 ครั้ง

รวมถึงเวลาในการอัดประจุไฟฟ้าที่สั้นลง ช่วยสร้างความมั่นใจ และกระตุ้นให้นักเลงรถหัวใจสีเขียว ควักกระเป๋าจ่ายได้ง่ายยิ่งขึ้น

เรียกได้ว่าเป็นปีแห่งการเปิดศักราชรถยนต์ EV กันอย่างแท้จริง

ประกอบกับสถานีอัดประจุไฟฟ้าที่หลายคนยังเป็นกังวล ในปีนี้จะเห็นหัวจ่ายไฟฟ้าให้กับรถยนต์ EV ผุดขึ้นราวกับดอกเห็ด

ทั้งจากผู้ให้บริการเกี่ยวกับสถานีอัดประจุไฟฟ้าโดยตรง รวมถึงค่ายรถยนต์ ที่มีรถ EV จำหน่าย ต่างเร่งมือในการเพิ่มสถานีกันเป็นพัลวัน เพื่อรองรับความต้องการกับจำนวนรถ EV ที่เพิ่มขึ้น

อย่างของค่าย MG ที่รองกรรมการผู้จัดการ MG กล่าวย้ำกัน ชัดๆ ว่าภายในปีนี้สถานีอัดประจุไฟฟ้ารูปแบบ ‘DC Charger’ หรือชาร์จเร็ว ที่ลงทุนภายใต้ชื่อ MG Super Charge จะมีจำนวน 500 แห่ง จากที่ดำเนินการไปแล้ว 100 แห่ง

โดยโชว์รูมและศูนย์บริการรถยนต์ MG ที่มีอยู่ประมาณ 130 แห่ง ต้องมีให้ครบ ทุกแห่ง รวมถึงพันธมิตรและองค์กรที่มองเห็นความสำคัญในเรื่องนี้ อาทิ โครงการอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำ ที่ต้องการนำรถ EV ไว้ให้บริการลูกบ้านในรูปแบบการเช่าใช้งาน เป็นต้น

เห็นอย่างนี้แล้วมั่นใจได้เลยว่า รถยนต์ไฟฟ้าในบ้านเรา ‘เกิด’ อย่างแน่นอน แต่จะเปรี้ยงปร้างขนาดไหนต้องจับตามองกัน ต่อไป

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน