ฝ่ายค้านอัดรัฐไม่เข้าใจคนจน-จี้แจกเงินสด – วันที่ 22 ม.ค. นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ โฆษกพรรคก้าวไกล กล่าวถึงนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกฯและรมว.พลังงาน ชี้แจงเหตุผลไม่จ่ายเงินเยียวยาเป็นเงินสด เพื่อลดการสัมผัสธนบัตรในช่วงสถานการณ์เสี่ยงว่า การที่ตระหนักถึงความปลอดภัยของประชาชนเป็นเรื่องที่ดีและน่าชื่นชม แต่คงไม่ใช่เหตุผลหลักในเวลานี้ ซึ่งการเยียวยาที่ตรงจุดคือการดูแลประชาชนให้สะดวก นำไปใช้จ่ายหรือลดภาระหนี้สินได้ง่าย ทั้งยังมีวิธีที่ง่ายกว่าการใช้จ่ายผ่านแอพพลิเคชั่น ก็คือการจ่ายผ่านระบบพร้อมเพย์ เนื่องจากทุกคนมีเลขประจำตัวประชาชน 13 หลักอยู่แล้ว สามารถลงทะเบียนแล้วรับเงินเยียวยาผ่านระบบนี้ได้เลย โดยทำได้เองผ่านตู้กดเงินสด หรือติดต่อขอความช่วยเหลือจากธนาคารได้ แต่ถ้าจ่ายผ่านแอพฯ หากเขาทำไม่เป็นก็จะไม่มีระบบสนับสนุนช่วยเหลือเหมือนธนาคาร
“การจ่ายเงินผ่านแอพฯ ไม่เพียงแต่กีดกันประชาชนให้เข้าไม่ถึงการเยียวยา อีกมุมหนึ่งยังเอื้อให้มีการทุจริตเงินได้ด้วย ผมหวังมาตลอดว่ารัฐบาลจะเรียนรู้จากประสบการณ์ที่ล้มเหลวจากการออกมาตรการเยียวยารอบก่อนที่ล่าช้าและไม่ทั่วถึง แต่สุดท้ายดูเหมือนจะไม่ได้เรียนรู้และแก้ไขอะไรเลย ผู้ที่รับผลกรรมกับความไร้ศักยภาพของรัฐบาลก็หนีไม่พ้นประชาชน” นายณัฐชากล่าว
ด้านน.ส.ตรีชฎา ศรีธาดา คณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า ธนาคารโลกระบุโควิด-19 ทำคนไทยจนขึ้นอีก 1.5 ล้านคน อัตราขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจของไทยในไตรมาสที่ 2 ของปี 2563 หดตัวไปถึง -12 เปอร์เซ็นต์ต่อปี ระดับเดียวกับเมื่อครั้งวิกฤตต้มยำกุ้ง และการที่นายสุพัฒนพงษ์แจ้งว่ากลุ่มที่ไม่มีสมาร์ตโฟนส่วนใหญ่จะอยู่ในกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.8 ล้านคน ไม่ต้องลงทะเบียนเราชนะ แต่จะได้รับเงินโอนเข้าบัตรโดยตรง ส่วนผู้ที่ไม่ได้ถือบัตรคนจนได้ประสานงานกับธนาคารของรัฐที่มีสาขาครอบคลุมทั่วประเทศให้ช่วยอำนวยความสะดวกให้กลุ่มคนดังกล่าวให้ลงทะเบียนได้
“ถ้ารัฐบาลไม่คิดเปลี่ยนวิธีการ สิ้นเดือนม.ค. วันที่เปิดให้ลงทะเบียนจะต้องเผชิญกับเว็บล่ม แอพฯมีปัญหา ประชาชนด่าทั้งประเทศแน่ จากเราชนะ จะกลายเป็นความหายนะ ถ้าไม่เตรียมการดีๆ ระวังประชาชนจะพากัน ร้องเรียกหาคนชื่อนายทักษิณ ชินวัตร กันระงม ประวัติศาสตร์การเมืองจะบันทึกอีกครั้งว่า เป็นรัฐบาลที่แจกเงินให้ประชาชนแต่คนด่าและสาปแช่งกันทั้งเมือง” น.ส.ตรีชฎากล่าว