คอลัมน์ ชกไม่มีมุม
รัฐประหารพม่า กับรัฐประหารในไทย – เมื่อเกิดเหตุการณ์ทหารเข้ายึดอำนาจการปกครองเพื่อล้มรัฐบาลพลเรือน ไม่ว่าจะเกิดขึ้นกับประเทศไหนก็ตาม ความรู้สึกของคนทั่วโลกที่เฝ้ามองเหตุการณ์นั้น ส่วนใหญ่จะรู้สึกเศร้าสลดที่การจัดการปัญหาการเมืองของประเทศนั้น ทำไมจึงยังใช้วิธีการล้าหลัง และนึกภาพออกเลยว่า อนาคตจะเต็มไปด้วยความมืดมน บ้านเมืองจะถอยหลังห่างไกลความเจริญไปสุดกู่เช่นไร
เพราะไม่มีประเทศไหนในโลกนี้ ที่ยังมีการรัฐประหารแล้วจะเกิดความเจริญก้าวหน้าตามมา!?
คนทั่วโลกมองพม่าในวันนี้ ด้วยรู้สึกหดหู่และห่วงใยในชะตากรรมของเพื่อนมนุษย์ ที่จะต้องถูกควบคุมปิดกั้น จะมีการกวาดจับคนต่อต้านตามมาอีก
แล้วถ้าเกิดม็อบออกมาประท้วงไม่ยอมรับอำนาจทหาร ก็คงลงเอาด้วยการปราบปรามการสูญเสีย
เช่นเดียวกับคนไทยจำนวนไม่น้อย ทนไม่ไหวกับเหตุการณ์ในพม่า ออกมาร่วมเรียกร้องต่อต้าน
เพราะคนไทยเราซาบซึ้งดี เอาแค่ 2 หนหลัง ก็ยังฝากบาดแผลทำให้บ้านเมืองถดถอยไปมากมาย ทั้ง 19 กันยายน 2549 และ 22 พฤษภาคม 2557!
หลายคนยังมองถึงขั้นว่า ถ้าเราไม่ถูกล้มกระดานประชาธิปไตย โดยบ้านเมืองไม่ถอยหลังไปมากโขขนาดนี้
ถ้าการเมืองในกว่า 10 ปีที่ผ่านมา ก้าวเดินไปตามครรลอง เป็นการเมืองที่เสรีเปิดกว้าง
เราอาจจะได้คนรุ่นใหม่ๆ ก้าวทันโลกที่หมุนไปรวดเร็ว เข้ามาร่วมบริหารประเทศอย่างมากมายหลายความคิดหลายความแหลมคม
ในวิกฤตโควิดเมื่อปี 2563 แล้วระบาดซ้ำในปีนี้ เราอาจได้ผู้นำการเมืองที่วิสัยทัศน์กว้างไกล จัดการปัญหาได้ไหลลื่น
รวมทั้งมีไอเดีย มีโปรเจ็กต์ระดับกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นจากหายนะได้ฉับไว
คนที่ก่อรัฐประหาร มาด้วยภารกิจอะไร มาด้วยสามารถด้านไหน แน่นอนไม่มีใครรู้หรอกว่าจะต้องมาเกิดโรคร้ายแรงขนาดหนักเช่นนี้!!
อีกทั้งที่หนักยิ่งกว่าโควิด ก็คือเศรษฐกิจที่จะทรุดหนักไปยาวนาน
ธุรกิจการค้าและปากท้องประชาชนในข้างหน้า ต้องใช้รัฐบาลที่มีความสามารถเก่งกาจอย่างยิ่งในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจ
ตอนยึดอำนาจปี 2557 คิดเอาไว้เรื่องหนึ่ง ตอนจะสืบต่อในปี 2562 ก็คิดเอาไว้อีกอย่างหนึ่ง
ด้วยสภาพรัฐบาลที่มาเช่นนี้ เราจึงไม่มีมือบริหารด้านเศรษฐกิจฉกาจฉกรรจ์และเป็นคนรุ่นใหม่คิดไกลอยู่ในทีมงานเลย
เพราะภารกิจของกลุ่มที่เข้ามามีอำนาจในวันนี้ ไม่ได้มีความพร้อมกับวิกฤตการณ์ระดับโลกเช่นนี้เลย
แล้วเอาเข้าจริงๆ เหตุการณ์บ้านเมืองเราในปี 2549 ตามซ้ำด้วยปี 2557 นั้น
ทั่วโลกก็มองบ้านเมืองเราอย่างเศร้าใจ
อารมณ์ใกล้เคียงกันกับที่มองเหตุการณ์ในพม่าวันนี้
ในปี 49 และ 57 ทั่วโลกก็ห่วงใยว่าอนาคตของบ้านเมืองที่แก้ปัญหาอย่างล้าหลัง ว่าจะยิ่งถอยหลังไปเช่นไร!!