มองรัฐประหารเมียนมา – เหตุการณ์และความเคลื่อนไหวในเมียนมาหลังการรัฐประหารของกองทัพยังคงเป็นที่สนใจของคนรักประชาธิปไตยทั่วโลก รวมถึงคนไทยในฐานะชาติเพื่อนบ้าน และผู้ผ่านประสบการณ์รัฐประหารมาเช่นกัน
เพื่อให้เข้าใจความเป็นมาเป็นไปในเหตุการณ์นี้ คณะรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และศูนย์วิจัยดิเรก ชัยนาม ร่วมกับสำนักพิมพ์มติชน จัดเสวนา “รัฐประหารเมียนมา : กองทัพ การเลือกตั้ง และจุดจบของการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตย? วันอังคารที่ 9 กุมภาพันธ์ 2564 เวลา 13.00-16.00 น. ที่ห้อง ร.102 (ห้องเสน่ห์ จามริก) คณะรัฐศาสตร์มธ. ท่าพระจันทร์

วิทยากรประกอบด้วย ผศ.ดร.นฤมล ทับจุมพล คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผศ.ลลิตา หาญวงษ์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผศ.ดร.ม.ล.พินิตพันธุ์ บริพัตร คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี นักวิจัยอิสระ ดำเนินรายการโดย ผศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
เนื้อหาเต็มไปด้วยประเด็นที่น่าสนใจ สรุปหัวข้อเด่นๆ ได้แก่ พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของเมียนมา บทบาทกองทัพใน เมียนมา นโยบายการต่างประเทศของเมียนมา และภาคประชาสังคมของเมียนมา

รัฐประหารน้อยแต่นาน
ผศ.ลลิตา หาญวงษ์ กล่าวถึงพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของเมียนมาว่า ปัญหาหลักของเมียนมา มักจะเกี่ยวกับกิจการภายในของประเทศ โดยเป็นเรื่องของชนกลุ่มน้อย ซึ่งเป็นผลพวงจากยุคที่เมียนมาเป็นอาณานิคมของอังกฤษ เพราะในช่วงดังกล่าวอังกฤษมักให้แต่ละพื้นที่ปกครองตนเอง อย่างไรก็ตาม หลังจากมีการรวมศูนย์อำนาจ จึงทำให้ชนกลุ่มใหญ่ในเมียนมาได้อำนาจมากกว่าชนกลุ่มอื่น จนไม่เหลือที่ยืนให้กับชนกลุ่มน้อย จนทำให้ต่อมาจึงเกิดข้อตกลงปางโหลง เพื่อสร้างสันติภาพขึ้น
ข้อตกลงปางโหลง เป็นความตกลงระหว่างชนชาติพม่า ไทใหญ่ ฉิ่น และคะฉิ่น เพื่อจัดตั้งสหภาพพม่า อย่างไรก็ตาม ยังมีชนกลุ่มน้อยอีกจำนวนมากที่ไม่ได้ถูกรวมเป็นส่วนหนึ่งของเมียนมาในข้อตกลงปางโหลง กระนั้นในข้อตกลงปางโหลงก็ได้ระบุไว้ว่า ชนกลุ่มน้อยมีสิทธิ์แยกตัวหลังอังกฤษส่งมอบเอกราช 10 ปีเป็นต้นไป
อย่างไรก็ตาม กองทัพเมียนมาในช่วงเวลานั้น มีอุดมการณ์ชาตินิยม จึงไม่อนุญาตให้ชนกลุ่มน้อยแยกตัวออกเป็นอิสระ ตามข้อตกลงปางโหลง ต่อมาได้เกิดรัฐประหารในเมียนมา โดยกองทัพเมียนมาได้อ้างเหตุผลว่า รัฐบาลพลเรือนไม่สามารถควบคุมความเป็นเอกภาพของประเทศไว้ได้ และกองทัพเมียนมาพยายามยกพุทธศาสนามาเป็นหนึ่งในเครื่องมือของการสร้าง จุดร่วมของคนในชาติ
การทำรัฐประหารของเมียนมา แม้จะไม่เกิดขึ้นบ่อยนัก ทว่าแต่ละครั้งก็กินระยะเวลาที่ยาวนานจนทำให้อุดมการณ์ชาตินิยมของกองทัพเมียนมาไม่เคยเสื่อมคลายไป ทั้งนี้กลุ่มชนชั้นสูงในเมียนมาก็ยังเป็นเครือข่ายขนาดเล็ก จึงทำให้เกิดฉันทามติขึ้นในหมู่ชนชั้นสูง และสามารถรักษาอำนาจเอาไว้ได้ยาวนาน

การรัฐประหารแต่ละครั้งของเมียนมานับตั้งแต่อดีต แสดงให้เห็นว่ากองทัพเมียนมาไม่มีความลังเลที่จะใช้ความรุนแรงต่อประชาชน และทำให้เกิดการเสียชีวิตและสูญหายจำนวนมาก ทุกครั้งที่มีการสลายการชุมนุม แต่ชาวเมียนมาทุกช่วงวัยก็ยังออกมาเรียกร้องประชาธิปไตยเป็นจำนวนมาก และกรณีปัญหาชน กลุ่มน้อยแทบไม่ส่งผลกระทบต่อคะแนนความนิยมในตัวของ นางออง ซาน ซู จี
เนื่องจากคนรุ่นเก่าที่เคยต่อสู้ในอดีตนั้น เชื่อมั่นในตัวนางออง ซานอย่างยิ่ง ขณะที่ชาวเมียนมารุ่นใหม่ก็ต้องการผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งอย่างถูกต้อง หลายฝ่าย แม้แต่ฝ่ายข้าราชการหรือตำรวจจำนวนหนึ่งก็ ต่อต้านการรัฐประหาร ทั้งยังมีชาวโรฮิงยาจำนวนมากที่ชูสามนิ้วต่อต้านรัฐประหาร
เพราะคนเหล่านี้เชื่อว่า อย่างน้อยๆ รัฐบาลพลเรือนย่อมดีกว่าการปกครองของกองทัพเมียนมา

กองทัพเมียนมาไม่มีราชาชาตินิยม
สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี กล่าวถึงประเด็นบทบาทกองทัพในเมียนมาว่า การที่จะเข้าใจเมียนมา ต้องเข้าใจกองทัพเมียนมา และการที่จะเข้าใจต้องทำความเข้าใจผ่านอุดมการณ์และพันธกิจหลักของกองทัพเมียนมา ซึ่งได้แก่ ความเป็นชาตินิยม ทหารนิยม ความเป็นเอกภาพของสหภาพเมียนมา ความสมานฉันท์ของชาติ และ การรักษาบูรณภาพแห่งดินแดน ขณะที่อุดมการณ์และพันธกิจของกองทัพไทย ได้แก่ ราชาชาตินิยม ความเป็นไทย และสถาบันพระมหากษัตริย์
เมื่อกล่าวถึง หน้าที่ของกองทัพในเมียนมา ก็มีหน้าที่ป้องกันประเทศ และปกครองประเทศ ขณะที่กองทัพไทย กองทัพมี หน้าที่ป้องกันประเทศ ปกป้องสถาบันกษัตริย์ รักษาความมั่นคงภายในประเทศ และช่วยเหลือรัฐบาลในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน
ส่วนภัยคุกคามของเมียนมาเกิดจากกลุ่มน้อย ซึ่งอยู่ทางฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออกของเมียนมา แต่กองทัพเมียนมารับมือกับปัญหาชนกลุ่มน้อยใน มอญ ไทใหญ่ ฯลฯ ได้ดีกว่าการรับมือชนกลุ่มน้อยฝั่งตะวันตก ซึ่งเป็นชาวโรฮิงยา
ศาสนาเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ชาวเมียนมามองว่า ชาว โรฮิงยานั้นเป็นสิ่งแปลกปลอมของประเทศ จนต้องเรียกว่า “ชาวเบงกาลี” ซึ่งประเด็นของชาวโรฮิงยาทำให้เมียนมาต้องไปต่อสู้เรื่องดังกล่าวถึงศาลโลก ขณะที่ภัยคุกคามของไทยนั้น ไม่ได้มีภัยจากภายนอกหรือคนนอกมากนัก หลายครั้งไทยจึงต้องพยายามสร้างศัตรูภายในขึ้นมาเพื่อปลุกความรักชาตินั่นเอง
ส่วนบทบาททางการเมือง กองทัพเมียนมามีอำนาจในการปกครองประเทศมาโดยตลอด โดยจะได้รับหน้าที่ในกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของประเทศทั้งหมด ขณะที่กองทัพไทยไม่สามารถอยู่เบื้องหน้าได้ จึงต้องพยายามหาความชอบธรรมในการเข้ามาบริหารประเทศอยู่เสมอ จึงมีความเชื่อมโยงกับสถาบันกษัตริย์ ซึ่งถือเป็นผู้ที่อยู่บนสุดของห่วงโซ่ทางการเมือง เพื่อให้กองทัพมีอำนาจในการต่อต้านรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งที่ถูกต้องตามกฎหมาย
ขณะที่เมียนมาไม่มีสถาบันกษัตริย์ ฝ่ายต่างๆ ในเมียนมาจึงยึดมั่นในรัฐธรรมนูญ และไม่มีการเปลี่ยนรัฐธรรมนูญบ่อย ปัจจุบันเมียนมามีรัฐธรรมนูญเพียง 4 ฉบับ

คว่ำบาตรเป็นวิธีไม่ได้ผล
ผศ.ดร.ม.ล.พินิตพันธุ์ บริพัตร มีข้อเสนอว่า กองทัพเมียนมาไม่เคยประนี ประนอมกับประชาชน และในอดีต เมียนมามักไม่ค่อยให้ความสนใจภาพลักษณ์ของประเทศ ดังนั้นการลงโทษจากนานาชาติอาจจะไม่ได้ผลต่อการตัดสินใจของกองทัพเมียนมามากนัก
การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจจึงอาจไม่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อการเมืองเมียนมาในระยะเวลาอันสั้น แต่ผลกระทบที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลง น่าจะขึ้นอยู่กับชาวเมียนมาในประเทศเอง เนื่องจากเมียนมาไม่ได้ให้ผลประโยชน์แก่ชาติตะวันตกมากนัก และเมียนมาก็ไม่ได้อยู่ในความสนใจของประเทศมหาอำนาจ อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตว่า สหรัฐมักให้ความช่วยเหลือด้านการเงินแก่เมียนมา จึงหมายความว่า การรัฐประหารอาจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เมียนมาถูกลดความช่วยเหลือลงทั้งในด้านองค์ความรู้และเงินช่วยเหลือ
ทั้งนี้ จากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ เมียนมาถูกรายล้อมจากประเทศที่เคารพระเบียบของกลุ่มประเทศอาเซียนที่ยึดหลักไม่แทรกแซงกิจการภายในของประเทศสมาชิก จึงมีการลงทุนในประเทศสมาชิกจะเป็นรัฐบาลพลเรือนหรือรัฐบาลทหาร

ทั้งนี้เมียนมาพยายามจะยืนหยัดด้วยตนเอง และไม่พยายามเข้าหาจีน จึงพยายามอย่างยิ่งที่จะเปิดประเทศและนำประเทศเข้าเป็นสมาชิกของอาเซียน เพื่อสร้างเสถียรภาพของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในทวีปเอเชีย จึงคาดว่า พม่าไม่น่าจะอยากอยู่ภายใต้อำนาจของจีน
ด้าน ผศ.ดร.นฤมล ทับจุมพล เห็นว่า รูปแบบการลงทุนของเมียนมาได้เปลี่ยนไปอย่างมากจากในอดีต ในยุคที่กองทัพเมียนมาปกครอง มักจะใช้แนวทางลงทุนสูง แต่มีกลุ่มธุรกิจน้อยราย เพื่อทำให้สามารถจัดการลงทุนในประเทศได้โดยง่าย ขณะที่ในสมัยพรรค NLD กลับเน้นการลงทุนแบบโรงงาน และกระจายเป็นธุรกิจรายย่อยแทน

ทั้งนี้ ในพื้นที่บริเวณของชาติพันธุ์ มักเป็นบริเวณที่มีทรัพยากรธรรมชาติเป็นจำนวนมาก และพรรค NLD ได้อนุญาตให้ผู้ว่าการมลรัฐ ตัดสินใจทางเศรษฐกิจในพื้นที่ของตนได้ ในแง่นี้แล้ว ทำให้ประเทศที่จะมาลงทุนเป็นอันดับต้นๆ อย่างจีน น่าจะพอใจกับนโยบายของพรรค NLD ของนางออง ซาน ซู จีมากกว่านโยบายของกองทัพเมียนมา
โอกาสใช้ความรุนแรงมีสูง
ทางด้านฝั่งประชาสังคม จะพบว่านักเคลื่อนไหวจำนวนมากทำงานเป็นนักการเมืองไปด้วย และไม่มีการแยกว่าตนเองเป็นนักการเมืองหรือนักเคลื่อนไหว เมื่อเกิดรัฐประหารขึ้น คนเหล่านี้จึงพยายามหาแนวทางตามรัฐธรรมนูญ ในการเข้ารับตำแหน่ง เช่น มีการสาบานตนออนไลน์ หรือ สาบานตนที่ริมถนน เพื่อแจ้งแก่สหภาพรัฐสภา
ส่วนฝั่งประชาชนก็มีการเปิดสุนทรพจน์ของ นาย มิงโกนาย ซึ่งเป็นนักเคลื่อนไหวคนสำคัญของเหตุการณ์ 8888 เมื่อ 33 ปีก่อน กล่าวถึงแนวทางในการทำอารยะขัดขืน และพยายาม เชื่อมโยงพลังของคนรุ่น 1988 (พ.ศ.2531) สู่คนรุ่นใหม่ ว่า อย่ายอมรับการรัฐประหาร ต้องคว่ำบาตรกองทัพ ใช้แนวทางรณรงค์ในหลายภาษาเพื่อกดดันจากภายนอกให้กองทัพเกิดความอับอาย รวมถึงการตีหม้อประท้วง หรือการประกาศลาออกของผู้มี ชื่อเสียง เป็นต้น

ส่วนฝั่งกองทัพก็พยายามใช้แนวทางม็อบชนม็อบและให้ตำรวจเป็นผู้สลายการชุมนุมหรือปราบจลาจลแทนการลงมือด้วยตนเอง และกองทัพเมียนมาน่าจะไม่ลังเลในการใช้ความรุนแรงเพื่อปราบฝ่ายประชาธิปไตย และที่ผ่านมา เมื่อมีรัฐประหารก็มักจะยึดอำนาจเป็นเวลาที่ยาวนาน
จึงคาดว่า กองทัพเมียนมาน่าจะอยู่ในอำนาจต่อไปอีกเป็นระยะเวลาหลายปี โดยอาจไม่ได้สนใจต่อแรงกดดันจากภายนอกประเทศ