ฝุ่นละอองพิษที่ไม่คิดแก้
ค่าสูงสุดวัดล่าสุดอยู่ที่ 194 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) ที่แม่ฮ่องสอน สำหรับพื้นที่อื่นๆ ได้แก่ กทม.และปริมณฑล ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง พบว่าอยู่ในระดับปานกลาง
นอกจากนี้ รายงานการเฝ้าระวังผลกระทบต่อสุขภาพใน 17 จังหวัดภาคเหนือ ระหว่างวันที่ 1 ม.ค.-7 มี.ค. 2564 พบว่า มีผู้ป่วยที่เข้ามารับบริการที่สถานพยาบาลมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น
มีจำนวนสะสมถึง 255,077 รายแล้ว
ผู้ป่วยที่ได้รับผลกระทบ เป็นกลุ่มโรคระบบทางเดินหายใจมากที่สุด รองลงมาคือกลุ่มโรคผิวหนังอักเสบ กลุ่มโรคตาอักเสบ และกลุ่มโรคหัวใจหลอดเลือด และสมองอุดตันขาดเลือด
จากการเฝ้าระวังอาการตนเองของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากฝุ่นละออง ที่กรมอนามัยดำเนินการระหว่างวันที่ 1-8 มี.ค. 2564 ช่วงที่ฝุ่นละอองขนาดเล็กในพื้นที่ภาคเหนือมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น
ในภาพรวมมีอาการถึง 39.49% ส่วนใหญ่มีอาการแสบจมูก 19.32% คัดจมูก มีน้ำมูก 18.90% และอาการระคายเคืองตา 15.54% โดยกลุ่มอายุ 45-54 ปี เป็นกลุ่มที่มีอาการมากที่สุด
เป็นข้อมูลที่ไม่อาจมองข้าม
ขณะที่ศูนย์แก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ (ศกพ.) กรมควบคุมมลพิษ นอกจากรายงานผลคุณภาพอากาศแล้ว ก็ได้แต่ออกมาแจ้งเตือนให้เฝ้าระวังสุขภาพ ลดเวลาการทำกิจกรรมกลางแจ้ง หรือใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเอง หากมีความจำเป็น
ส่วนผู้ที่ต้องดูแลสุขภาพเป็นพิเศษ ควรลดระยะเวลาการทำกิจกรรมกลางแจ้ง หรือใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเองหากมีความจำเป็น ถ้ามีอาการทางสุขภาพ ควรปรึกษาแพทย์
อย่างไรก็ตาม การแก้ไขและควบคุมฝุ่นละอองขนาดเล็กมากส่งผลกระทบต่อสุขภาพนั้น มีการวางแผนตั้งแต่ระดับนโยบาย แต่พอถึงระดับปฏิบัติกลับไม่มีบูรณาการที่ดี จนดูเหมือนต่างฝ่ายต่างทำ
ทั้งที่ปัญหาเช่นนี้เกิดขึ้นทุกปีต่อเนื่องกัน และวิธีการแก้ปัญหาก็เป็นแบบเดิมๆ ทุกปี