อีกครั้งกับ‘ซูซูกิ เซเลริโอ’ – แม้ปีที่แล้ว ‘ซูซูกิ เซเลริโอ’ คอมแพ็ก อีโค คาร์ จะกวาดยอดขายถล่มทลาย ชนิดไม่มีใครคาดคิดมาก่อน ด้วยตัวเลขสวยหรู 4,351 คัน เติบโตขึ้น 295%

เป็นเพราะพฤติกรรมนักเลงรถเมืองไทย วันนี้ได้เปลี่ยนไปมาก ซื้อรถยนต์แบบพอดีตัว ไม่เผื่อเหลือเผื่อขาดเหมือนในอดีต ขณะที่ราคาค่ายซูซูกิ จัดมาแบบเร้าใจสุด เริ่มต้น 382,000 บาท ไปสุดที่ตัวท็อป 437,000 บาท

ส่งผลให้กลายเป็นรถยนต์มาตรฐานญี่ปุ่น ที่ให้ความคุ้มค่าอย่างมาก หลายคนเลยอดใจไว้ ไม่ไหว

แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีนักเลง รถบางกลุ่ม มีความสงสัยในการใช้งานของเจ้าซูซูกิ เซเลริโอ ที่ใช้เครื่องยนต์ 1.0 ลิตร 68 แรงม้า แรงบิด 90 นิวตัน-เมตร เกียร์อัตโนมัติ CVT แถมบอดี้ค่อนข้างเล็ก

เพื่อสร้างความกระจ่างถึงการใช้งานของเจ้าเซเลริโอ ที่หลากหลายรูปแบบ ว่าแล้ว ‘วัลลภ ตรีฤกษ์งาม’ กรรมการบริหารด้านการขาย และ การตลาด ซูซูกิ มอเตอร์ ประเทศไทย จัดทริปทดสอบ “SUZUKI CELERIO 1999 No Boundary Journey” 4 ทริป 4 รูปแบบการใช้งาน

ภารกิจแรกเป็นการบรรทุกสัมภาระ ด้วยห้องโดยสารขนาดใหญ่และขยายได้จากการพับเบาะนั่งแถวสองแบบ 60:40 กับเส้นทางกรุงเทพฯ-จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่ง ‘ข่าวสด ยานยนต์’ ได้ร่วมในทริปนี้

นัดเจอกันแต่เช้าโรงแรมใหญ่ใจกลางเมืองย่านสาทร ซูซูกิ เซเลริโอ ตัวท็อปจอดรอพร้อมอยู่แล้ว รับกุญแจรีโมตในตัวกดครั้งเดียวปลดล็อกประตูเฉพาะฝั่งคนขับ ถ้าจะเปิดประตูทุกบาน ต้องกดซ้ำอีกครั้ง เพิ่มความปลอดภัย

ดีไซน์หลังคาที่สูงโปร่งกว่ารถเก๋งทั่วไปหลายรุ่น ทำให้ไม่รู้สึกอึดอัด และทำให้กระจกหน้ามีขนาดใหญ่ขึ้น เพิ่มทัศนวิสัยการขับขี่

อุปกรณ์ต่างๆ ถูกจัดวางอย่างเรียบง่าย เครื่องเสียงแบบ 2 DIN มีช่องเสียบ USB ถัดลงมาเป็นปุ่มควบคุมแอร์แบบแมนวล

เบาะนั่งและแผงประตูลายจุด จะเรียกว่าเชย หรือ เรโทร แล้วแต่จะมองกัน

กระจกมองข้างปรับไฟฟ้า ปุ่มปรับอยู่ที่แผงประตู ง่ายและสะดวกในการปรับแต่ง

พร้อมออกเดินทางผู้โดยสาร 3 คน กระเป๋าเป้สำหรับเดินทาง 2 วัน 1 คืน 3 ใบ และยังมีสัมภาระสมมติเต็มทั้งที่เก็บสัมภาระท้ายรถ และเบาะนั่งแถวสอง

สตาร์ตเครื่องยนต์รู้สึกสะดุดหูกับเสียงที่ค่อนข้างดัง แต่ไม่ได้มีปัญหาแต่อย่างใดและเป็นแบบนี้ในทุกครั้งที่ สตาร์ตเครื่องยนต์ แสดงว่านี่คือหนึ่งในบุคลิกของรถคันนี้

มาตรวัดสองวงแสดงความเร็วและรอบเครื่องยนต์ ซึ่งถือว่าดีเพราะวันนี้รถเก๋งหลายรุ่นไม่มีรอบเครื่องยนต์ให้ดูแล้ว

จอแสดงข้อมูลระยะทาง อัตราสิ้นเปลือง และระยะทางที่วิ่งได้จากน้ำมันที่เหลืออยู่

ดึงคันเกียร์มาที่ตำแหน่ง D ค่อยๆ ออกตัว เครื่องยนต์ทำงาน ราบเรียบ ตัวรถเคลื่อนตัวไหลไปข้างหน้าอย่างนุ่มนวล และรวดเร็วพอประมาณ

รวมถึงเสียงเครื่องยนต์ที่ไม่ได้รุนแรงเหมือนอย่างที่คิด

ขึ้นทางด่วนมุ่งหน้าถ.พระราม 2 มีจุดทดสอบสมรรถนะของเครื่องยนต์คือสะพานพระราม 9 ที่สูงชัน เป็นเดสซิเนชั่นปราบเซียนมาแล้วหลายคัน

แต่กับเซเลริโอคันนี้ ส่งกำลังกันมาตั้งแต่ตีนสะพาน ตัวรถไต่ทางชันต่อเนื่องจนไปยันอยู่กับรถที่ขับช้าด้านหน้า เกือบยอดสุดของสะพาน

ถือว่างานนี้ผ่านแต่ต้องรีดกำลังเครื่องยนต์ค่อนข้างมากอยู่สักหน่อยแค่นั้นเอง

ขาลงไม่อยากเหยียบเบรกบ่อย กดปุ่มที่หัวเกียร์ เข้าโอเวอร์ไดรฟ์ โดยมีตัว S เล็กขึ้นมาข้างๆ ตัว D ที่หน้าปัด ลักษณะเหมือนการ เชนจ์เกียร์ลง 1 ตำแหน่ง

แต่ถ้ายังรู้สึกว่าตัวรถยังลงแรงไป สามารถดึงคันเกียร์ไปตำแหน่ง L เพื่อให้เกียร์ใช้งานอยู่ที่เกียร์ต่ำ

ออกนอกเมือง ไล่ความเร็วขึ้นเรื่อยๆ แต่เมื่อเกิน 110 ก.ม.ต่อช.ม. เสียงเครื่องยนต์เริ่มดังขึ้นชัดเจน รวมถึงเสียงลมที่แทรกเข้ามาเป็น ระยะๆ

ช่วงความเร็วเกิน 130 ก.ม.ไปแล้ว หากต้องการไปต่อใช้เวลารอหน่อยไปจนสุดที่ 150 ก.ม.ต่อช.ม. แบบชนิดช่วงล่างมีอาการหวิวให้ได้รับรู้ กับต้องประคองพวงมาลัยให้แน่นมือขึ้น

ขณะที่ช่วงเข้าโค้งบนความเร็วที่เหมาะสม แทบไม่ต้องแตะเบรก แต่ถ้าเข้าโค้งแรงหน่อยมีอาการท้ายบานเล็กๆ ให้ได้รู้สึกอยู่แวบหนึ่ง แล้วระบบตัวช่วยต่างๆ จะเข้ามาแก้ไขอาการ

ช่วงล่างด้านหน้าแม็กเฟอร์สันสตรัต พร้อมคอยล์สปริง ด้านหลังทอร์ชั่นบีม พร้อมคอยล์สปริง ไม่แข็งจนรู้สึกกระด้าง ขนาดผ่านคอสะพาน บนความเร็วพอสมควร ลองไม่แตะเบรกดู ไม่ได้มีอาการลอยตัว หรือตกลงมากระเด้งกระดอนแต่อย่างใด

‘ซูซูกิ เซเลริโอ’ เป็นรถเล็กราคาสุดคุ้มที่ใช้งานได้จริงทั้งในเมืองและนอกเมือง

กิตติพงศ์ ศรีเจริญ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน