โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ – โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หรือเรียกกันแบบน่ารักๆ ว่า ‘โรคที่มากับความรัก’ ที่หลายท่านสงสัยแต่ไม่กล้าพูดถึง
สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทยจึงนำมาไขข้อข้องใจและทำความรู้จักกันในแต่ละโรค ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกันและเป็นเรื่องที่น่าแปลกว่าในช่วงรอบปีที่ผ่านมาทำไมโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หลายๆ โรคกลับมาระบาดอีกครั้ง

พญ.รสพร กิตติเยาวมาลย์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย กล่าวว่า โรคเหล่านี้สามารถที่จะติดต่อจากคนหนึ่งสู่อีกคนหนึ่งโดยการมีเพศสัมพันธ์ บางโรคอาจติดต่อกันโดยการสัมผัสหรือถ่ายทอดสู่ลูกขณะอยู่ในครรภ์ ได้แก่ ซิฟิลิส หนองใน แผลริมอ่อน เริมอวัยวะเพศ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีบางโรคที่สามารถติดต่อทางการสัมผัสได้ เช่น หูดหงอนไก่ หูดข้าวสุก เริม หิด โลน ซึ่งในบางโรคอาจแสดงอาการหรือไม่แสดงอาการก็ได้ เรามารู้จักโรคเหล่านี้กันดีกว่า
พญ.รสพรกล่าวต่อว่า ในปัจจุบันสถานการณ์โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในประเทศไทยมีแนวโน้มสูงขึ้น จากข้อมูลของกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค พบว่ามีผู้ป่วยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ประกอบไปด้วย 5 โรคหลัก (ซิฟิลิส หนองใน หนองในเทียม แผลริมอ่อน และฝีมะม่วง/กามโรคต่อมน้ำเหลือง) มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โดยมีอัตราป่วยเพิ่มขึ้นจาก 23.0 ต่อประชากรแสนคน ในปีงบประมาณ 2558 เป็น 33.8 ต่อประชากรแสนคน ในปีงบประมาณ 2562 โดยพบว่าโรคหนองในมีอัตราป่วยสูงสุด รองลงมาคือ ซิฟิลิส หนองในเทียม แผลริมอ่อน และฝีมะม่วง/กามโรคต่อมน้ำเหลือง ตามลำดับ ซึ่งพบอัตราป่วยมากที่สุดในกลุ่มอายุ 15-24 ปี

โรคหนองในเกิดจากเชื้อแบคทีเรียชื่อ Neisseria gonorrhoeae มีระยะฟักตัว 1-14 วัน และมักทำให้เกิดอาการในช่วง 2-5 วัน ในผู้ป่วยชายจะมีอาการปัสสาวะแสบขัด และมีหนองไหลจากท่อปัสสาวะ และอาจเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น อัณฑะอักเสบ และทำให้เป็นหมันได้ ผู้ชายอาจไม่แสดงอาการได้ร้อยละ 10 ส่วนในผู้หญิงอาจมีตกขาวมีกลิ่นเหม็น ปัสสาวะแสบขัด ปวดท้องน้อย และอาจเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น อุ้งเชิงกรานอักเสบ จนอาจทำให้เกิดการตั้งครรภ์นอกมดลูกหรืออาจเป็นหมันได้ ผู้หญิงประมาณร้อยละ 70 อาจไม่มีอาการผิดปกติ ทั้ง ชายและหญิงอาจติดเชื้อที่ลำคอได้ หากมีการร่วมเพศทางปาก (Oral sex) และการติดเชื้อทางทวารหนักมักไม่มีอาการ ส่วนโรคหนองในเทียมเกิดจากเชื้อได้หลายชนิด แต่ส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งอาการจะน้อยกว่าโรคหนองใน และทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้ เช่นเดียวกับโรคหนองใน
โรคซิฟิลิส เกิดจากเชื้อแบคทีเรียชื่อ Treponema pallidum มีระยะฟักตัวประมาณ 10-90 วัน ผู้ป่วยอาจมีอาการได้หลายอย่างตามระยะของโรค เช่น แผลริมแข็งที่อวัยวะเพศหรือทวารหนัก มีผื่นตามลำตัว ฝ่ามือ ฝ่าเท้า ผมร่วง คิ้วร่วง แต่ในผู้ป่วยที่เป็นโรคซิฟิลิสระยะแฝงจะไม่แสดงอาการ ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษา โรคอาจลุกลามทำลายอวัยวะสำคัญ เช่น หัวใจ สมอง กระดูก ทำให้พิการและเสียชีวิตได้
ปัจจัยเสี่ยงสำคัญของการติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์คือ การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย หรือถุงยางอนามัยแตก รั่ว หลุด คู่เพศสัมพันธ์เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หรือการที่มีคู่เพศสัมพันธ์มากกว่า 1 คนก็ทำให้ความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้นเช่นเดียวกัน
ดังนั้น การป้องกันไม่ให้ติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์สามารถทำได้ง่ายๆ โดยการใช้ถุงยางอนามัยอย่างถูกต้องทุกช่องทางที่ใช้ในการมีเพศสัมพันธ์ เนื่องจากสามารถติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ทุกช่องทาง และหากใช้สารหล่อลื่นควรใช้สารหล่อลื่นชนิดที่มีน้ำหรือซิลิโคนเป็นส่วนผสม เนื่องจากการใช้สารหล่อลื่นที่มีส่วนประกอบอื่นๆ อาจทำให้ถุงยางอนามัยฉีกขาดได้ง่าย

สำหรับการป้องกันโรคเอดส์ (เอชไอวี) มีการรับประทานยาต้านไวรัสเอชไอวี (ยาเพร็พ) เพื่อเป็นการป้องกันการติดเชื้อก่อนการสัมผัสเชื้อเอชไอวี (Pre-Exposure Prophylaxis หรือ PrEP) การใช้ยาเพร็พ (PrEP) ยังคงต้องใช้ร่วมกับการใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์ เนื่องจากยาเพร็พ (PrEP) ไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ ได้ ประโยชน์ของการใช้ถุงยางอนามัยนอกจากจะป้องกันโรคได้แล้ว ยังสามารถป้องกัน การท้องไม่พร้อมได้อีกด้วย