เวิลด์แบงก์ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปีนี้ขยายตัวเหลือ 3.4% เดิมคาดไว้ 4% เพราะรายได้จากการท่องเที่ยวยังไม่กลับมา แม้จะมีวัคซีนและเปิดประเทศ แต่คนยังกังวลเรื่องการติดเชื้อจึงยังไม่เดินทาง ขณะเดียวกันโควิด-19 ทำคนไทยจนเพิ่มขึ้น 1 ล้านคน
นายเกียรติพงศ์ อริยปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสประจำประเทศไทย ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) เปิดเผยว่า ประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยล่าสุดได้ปรับประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยปี 2564 อยู่ที่ 3.4% ลดลงจากเดิมคาดไว้โตได้ 4%
คาดว่าจะกลับมาฟื้นตัวได้เต็มศักยภาพเหมือนช่วงก่อนเกิดสถานการณ์โควิด-19 ในปี 2565 ในอัตราการเติบโตที่ 4.7% ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการเรื่องวัคซีนที่มีแผนกระจายฉีดให้ประชาชน 50-60% ของประเทศภายในปีนี้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อภาคการท่องเที่ยวได้
ขณะที่แม้จะมีการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางกลับเข้ามาทันที เพราะคนยังกังวลเรื่องการติดเชื้อที่มีผลต่อการตัดสินใจไม่เดินทาง ทำให้รายได้จากการท่องเที่ยวที่คาดว่าจะกลับเข้ามาเป็นความเสี่ยงขาลงต่อเศรษฐกิจปีนี้ เป็นปัจจัยที่ต้องติดตามโดยเบื้องต้นเวิลด์แบงก์ประเมินว่าปี 2564 จะมี นักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไทยประมาณ 4-5 ล้านคน เทียบกับช่วงก่อนเกิดโควิด-19 มีประมาณ 40 ล้านคน
นอกจากนี้หลังจากเกิดโควิด-19 ยังพบว่าความเหลื่อมล้ำและความยากจนในไทยเพิ่มขึ้นประมาณ 1 ล้านคนจากประมาณการเดิม ดังนั้นระบบสวัสดิการของรัฐบาลต้องให้ความช่วยเหลือที่เชื่อมโยงและครอบคลุมทั่วถึง พร้อมติดตามประเมินผลให้เห็นเป็นรูปธรรมชัดเจน เช่น กลุ่มแรงงานที่ตกงานควรได้รับการฝึกอบรมทักษะด้านเทคโนโลยีและดิจิตอล ช่วยเพิ่มโอกาสหางานต่อไปได้ เป็นต้น
สำหรับมาตรการช่วยเหลือธุรกิจผ่านมาตรการซอฟต์โลนและโกดังพักหนี้ มองว่ายังเป็นนโยบายที่สำคัญต่อภาคธุรกิจทั้งรายเล็กและรายใหญ่ที่ยังมีความสามารถ แต่ขาดสภาพคล่องให้ฟื้นตัว ช่วยประคับประคองเศรษฐกิจได้ระดับหนึ่ง แต่การเบิกจ่ายงบประมาณซอฟต์โลนที่ค่อนข้างน้อยยังเป็นอุปสรรคต่อโครงการ
“งบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจของไทยอยู่ที่ 6% ของจีดีพี ซึ่งถือว่าค่อนข้างใหญ่เมื่อเทียบกับประเทศอื่น สะท้อนว่าไทยมีพื้นที่ทางการคลังให้ความช่วยเหลือสูง เห็นได้จากระดับหนี้สาธารณะก็ยังไม่สูงเกินไป แต่ความเสี่ยงหลักอยู่ที่การใช้ที่อาจไม่เป็นไปตามเป้าหมายมากกว่า”
นายเกียรติพงศ์กล่าวว่า เวิลด์แบงก์มีข้อเสนอแนะให้รัฐมองหาโอกาสในการขยายฐานภาษีในแต่ละกลุ่มให้เหมาะสมมากขึ้น เช่น ภาษีที่ดินและภาษีมรดกที่ยังเก็บได้ค่อนข้างต่ำ จากปัจจุบันไทยมีระดับการเก็บภาษีต่อจีดีพีลดลงจากก่อนเกิดโควิด-19 อยู่ที่ 17% ให้สอดคล้องกับเป้าหมายลดความเหลื่อมล้ำในสังคม