วันนี้ครบรอบ 11 ปี เหตุการณ์การขอคืนพื้นที่ หรือสลายการชุมนุมของเสื้อแดง เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553
เป็นการใช้กำลังสลายการชุมนุมโดยเจ้าหน้าที่รัฐ ภายใต้การบัญชาการของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน มีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง เป็นผู้อำนวยการ
คนส่วนใหญ่ อาจลืมเลือนเหตุการณ์และรายละเอียดต่างๆ แล้ว คนรุ่นใหม่ที่เติบโตมา อาจจะยังไม่ซึมซับถึงความรุนแรงต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างโหดร้ายและต่อเนื่อง
บางคนอาจจำได้เพียงรางเลือน ตอนมีบิ๊กคลีนนิ่ง เดย์ ตึกถูกเผา หรืออาจจำแค่วาทกรรม “เผาบ้านเผาเมือง” ซึ่งพูดกันทั่วโดยไม่ทราบข้อเท็จจริงอย่างละเอียด
เหตุการณ์วันที่ 10 เมษายน จุดเริ่มต้นคือการชุมนุมประท้วงของคนเสื้อแดง ที่เรียกร้องให้ ยุบสภา เริ่มตั้งแต่ 12 มีนาคมและจบลงในวันที่ 19 พฤษภาคมปีเดียวกัน
หลังแนวร่วมประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (นปช.) ชุมนุมได้เกือบเดือน จนถึงวันที่ 10 เมษายน เป็นวันแรกที่มีการบาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก หลังรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตัดสินใจให้ใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุม
อ้างเป็นการ “ขอคืนพื้นที่” จากผู้ชุมนุมที่ปักหลักที่สะพานผ่านฟ้าลีลาศ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย จุดที่ปะทะและเสียชีวิตจำนวนมาก ได้แก่ ถนนดินสอและแยกคอกวัว
ประชาชนถูกยิงด้วยกระสุนความเร็วสูงเสียชีวิตหลายราย ขณะที่ทหารก็ถูกคนร้ายปาระเบิดมือใส่จนเสียชีวิต 5 ราย ในจำนวนนั้นมีระดับพันเอกรวมอยู่ด้วย
ส่วนประชาชนที่ร่วมชุมนุมเสียชีวิต 20 ราย
หลังจากนั้น ยังคงมีการชุมนุมต่อเนื่อง การสลายการชุมนุมก็เต็มไปด้วยความรุนแรง ยิ่งขึ้นเรื่อยๆ เฉพาะช่วงวันที่ 13-19 พ.ค.มีประชาชนเสียชีวิตเกือบ 70 ราย
หากรวมทั้งเหตุการณ์ 10 เมษายน และช่วง 13-19 พฤษภาคม 2553 ซึ่งมีการ “ขอคืนพื้นที่-กระชับพื้นที่” ก็มีผู้เสียชีวิตถึง 99 ศพ บาดเจ็บมากว่า 2,000 คน
แม้ว่าหลังจากนี้ จะมีการไต่สวนการตาย ซึ่งส่วนหนึ่งศาลได้ชี้ว่า มาจากอาวุธปืนความเร็วสูง ที่เกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติการ แต่คดีทั้งหลายก็ยังไม่ได้นำขึ้นฟ้องร้องต่อศาลเพื่อพิสูจน์ความยุติธรรม
วิญญาณ 99 ศพ ยังไม่ได้รับความเป็นธรรม