บุ๊กสโตร์ – ชวนมา Read Alert! อ่านเอาเรื่อง

“สำนักพิมพ์มติชน” เปิดประตูรอผู้อ่านสู่ www.matichonbook.com กับเทศกาลช็อปหนังสือออนไลน์ ยามที่ต้องอยู่ไกลกันไว้เพื่อปลอดภัยจากเชื้อโรค ย่อโลกมาใกล้ให้คลิกเลือกทันที

โดยเฉพาะนาทีนี้ที่หนังสือหลายเล่มจะเบิกเนตรให้ตาสว่างจากความลวงที่หมักหมมอยู่ จากความเท็จที่บางมือจงใจบิดเบือนไว้ ให้ความรู้เป็นแสงส่องสู้ความมืดบอด

พบหนังสือครอบคลุมทั้งแนวการเมือง ประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม บันเทิงคดี และหนังสือสร้างพลังใจ ทุกเล่มลดราคาพิเศษจริงกับแคมเปญ “Matichon Read Alert! อ่านเอาเรื่อง” ถึง 5 พ.ค.นี้ ตลอด 24 ชั่วโมง

“ปลดแอกชาติ จากศักดินา-(ราชา)ชาตินิยม” ฐนพงศ์ ลือขจรชัย ฉายประวัติศาสตร์การต่อสู้แย่งชิงความหมายของคำว่า “ชาติ” ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 จนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะระหว่างกษัตริย์และประชาชน ที่ยาวนานมานับตั้งแต่หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 อันบอกแก่เราว่า ชาติ ที่เคยเชื่อว่าหมายถึงประชาชน แท้จริงแล้ว ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมากลับถูกผสมเนียนแนบกับกษัตริย์ รวมถึงการยื้อแย่งชาติและสถาปนาความหมายของชาติจากกษัตริย์ และการยุดแย่งชาติคืนของประชาชน

ผู้เขียนเผยไว้ว่า “สำหรับ “ชาติ” ในความรับรู้ของคนแต่ละยุคแตกต่างกันไหม คำตอบคือ แตกต่างกันแน่นอน ถ้าก่อนยุครัชกาลที่ 5 เวลาเราพูดถึง “ชาติ” เราจะไปโยงกับการเวียนว่ายตายเกิด เช่น ชาติคน ชาติหมา ชาติแมว ฯลฯ พอถึงยุครัชกาลที่ 5 คำว่า “ชาติ” ถูกใช้ในความหมายแทนคำว่า ประเทศ หรือ รัฐ เท่านั้น

คำว่า “ชาติ” ถ้าเป็นรัชกาลที่ 6 พูดนั้นหมายถึง “กษัตริย์” แต่ในยุคเดียวกันถ้า กบฏ ร.ศ.130 พูด นั้นหมายถึง “ราษฎร” เช่น รัชกาลที่ 6 บอกว่า ใครจงจักภักดีต่อกษัตริย์ผู้นั้นจงรักภักดีต่อชาติ แต่กบฎ ร.ศ.130 กลับบอกว่า เราควรภักดีต่อชาติ ไม่ควรภักดีต่อคนเพียงคนเดียว ดังนั้นคำว่า “ชาติ” ที่ปรากฏทั้ง 2 แห่งมันคนละความหมายจนถึงขั้นตรงข้ามกันเลยก็ได้

แต่ “ชาติ” ในยุค 14 ตุลาฯ หมายถึงทั้งกษัตริย์และประชาชนที่ได้พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน แต่ “ชาติ” ในยุคพลเอกเปรม สถานะของกษัตริย์ได้สูงขึ้นเหนือชาติ จนเป็นผู้ปกปักรักษาชาติอีกที หากย้อนมองในปัจจุบันโดยเฉพาะในกลุ่มคนที่ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้อง แน่นอนว่า “ชาติ” ของพวกเขาหมายถึงประชาชน”

ฐนพงศ์ระบุว่า “หนังสือเล่มนี้อยากฝากถึงคน 2 กลุ่มใหญ่ๆ 1. คือ น้องๆ ที่ออกมาม็อบ อยากให้อ่านเพื่อให้เห็นว่า ทำไมผู้ใหญ่เขาถึงคิดไม่เหมือนพวกเรา เขาเติบโตมาในช่วงเวลาแบบไหน ทำไมสถาบันกษัตริย์ถึงเป็นที่พึ่งที่สำคัญของพวกเขา แล้วทำไมพวกเขาถึงออกมาประท้วงต่อต้านรัฐบาลไทยรักไทยลากยาวมาถึงยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์

และ 2. ฝากถึงผู้ใหญ่ อ่านเพื่อให้เข้าใจว่าในช่วงเวลาที่พวกคุณเติบโตมามันอยู่โลกที่มีข้อมูลด้านเดียวอย่างไร ทำไมเด็กๆ ที่อ่านข้อมูลอีกด้านถึงออกมาต่อต้านสิ่งที่พวกคุณเคารพรัก แล้วลองย้อนมองดูในเหตุการณ์ต่างๆ ตอนที่คุณยังเป็นเด็ก ไม่ว่าจะ 14 ตุลาฯ หรือ พฤษภา 35 ตอนนั้นคุณต่อสู้เพื่ออะไร ตอนนั้นคุณเถียงผู้ใหญ่ว่าอะไร คุณโดนรัฐบาลดิสเครดิตอย่างไร มันต่างจากที่คุณวิจารณ์เด็กๆ ในตอนนี้รึเปล่า”

“หลังบ้านคณะราษฎร” ผลงาน ชานันท์ ยอดหงษ์ คืนพื้นที่ให้ “ผู้หญิง” กองหนุนทรงพลังที่ซ่อนบทบาทอยู่หลังฉากความสำเร็จของผู้ชาย ในฐานะ “หลังบ้าน”

ในหน้าประวัติศาสตร์การปฏิวัติ 2475 ตามความรับรู้ทั่วไป บทบาทคณะราษฎรที่เป็น ผู้ชาย ได้รับการบันทึกซ้ำแล้วซ้ำเล่าในฐานะ ผู้ก่อการล้มสมบูรณาญาสิทธิราชย์จนนำไปสู่ระบอบประชาธิป ไตย แต่นั่นเป็นเพียงบทบาท “หน้าฉาก” ที่สถิตในภาพจำการปฏิวัติ 2475 เท่านั้น แต่ในความเป็นจริง การเคลื่อนไหวของคณะราษฎรที่เป็นทั้ง “ผู้ชาย” และ “สามี” จะไม่สำเร็จเลย หากไร้ซึ่งการหนุนช่วยจาก “ผู้หญิง” ที่เป็น “ภรรยา”

หนังสือเล่มนี้คืนพื้นที่ให้ภรรยาคณะราษฎรได้ประกาศตัวตนในการปฏิวัติ 2475 เพื่อพิสูจน์ว่า หลังบ้าน ที่คณะราษฎรอาศัยหลับนอนร่วมชายคานั้น สัมพันธ์กับการปฏิวัติ การสร้างชาติ และการสร้างประชาธิปไตยมิอาจแยกออกจากกันได้

“ในฐานะภรรยาสมาชิกคณะราษฎร พวกเธอมีส่วนร่วมและเป็นแรงงานให้กับปฏิวัติสยาม ที่ขบวนการปฏิวัติไม่ได้เกิดเพียงย่ำรุ่งของวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 หากแต่กินระยะเวลาตลอดการดำรงอยู่ของรัฐบาลสมาชิกคณะราษฎร พวกเธอดูแลความเป็นอยู่ คอยอำนวยความสะดวกสามีผู้เป็นนักปฏิวัติ ช่วยเหลือ ต่อรอง และประคับประคองในยามวิกฤตการเมือง บทบาทหน้าที่ทั้งหมดนี้ ปฏิบัติโดยไม่มีค่าจ้าง ไม่มีตำแหน่งแห่งที่สาธารณะ หรือเป็นทางการ และปฏิบัติการจากพื้นที่บ้านซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนตัว หรือที่ต่อมา เรียกว่า หลังบ้าน”

ชานันท์กล่าวด้วยว่า “หลังบ้านคณะราษฎร” ไม่ได้ต้องการเพิ่มประชากรหญิงเข้าไปในประวัติศาสตร์ปฏิวัติสยามเท่านั้น หากแต่ต้องการศึกษาตัวตนและการเคลื่อนไหวของผู้หญิงเพื่อการปฏิวัติสยามและคณะราษฎร ในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมือง พ.ศ. 2475-2500 โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้หญิงที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับคณะราษฎร ไม่ว่าพวกเธอจะมีอุดมการณ์ปฏิวัติเหมือนสามี หรือจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตามว่ากำลังอุทิศตัวเพื่อการปฏิวัติ 2475 และคณะราษฎร ไม่ใช่แค่ทำหน้าที่ภรรยาสนับสนุนสามีเท่านั้น”

…ในโอกาส 11 ปี เหตุการณ์ทางการเมืองเมษา-พฤษภา ปี 53 ชวนหวนอ่าน “น้องมาร์คเห็นคนตาย” จากคอลัมนิสต์เจ้าของนามปากกา คนมองหนัง ที่บันทึกถึงเหตุการณ์ดังกล่าว โดยอธิบายว่าหนังสือเล่มนี้เป็นนิยายและเรื่องเล่าจากตีนเขาแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ในฐานะกึ่งบทภาพยนตร์และบันทึก โดยมี น้องมาร์ค เป็นตัวละครสมมติ

น้องมาร์คเป็นเด็กจากครอบครัวชนชั้นกลางที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจาก คุณอานายกฯ ผู้มีชื่อเล่นพ้องกัน พฤติกรรมของน้องมาร์คดูเหมือนจะพุ่งเป้าเล่นงานชนชั้นกลางกรุงเทพฯเป็นหลัก หรืออย่างน้อยก็ใช้คนกลุ่มนี้เป็น ลูกขาว ไปกระทบชิ่งยังจุดหมายปลายทางอื่นๆ

หากพิจารณาให้ดีจะเห็นว่า น้องมาร์ค ก็คือลูกหลานชนชั้นกลางเมืองหลวง การดำรงอยู่และการวิพากษ์ผ่านลีลาอันยียวนหรือขบถต่ออำนาจของน้องมาร์ค อาจเป็นการแสดงถึงความไม่ได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชนชั้นกลางกรุงเทพฯ อีกนัยหนึ่ง และการที่หนังสือเล่มนี้ยังมีบทความและบทบันทึกจากผู้เขียน ทำให้นักอ่านมองเห็นเรื่องราวที่ไม่ได้สะท้อนผ่านสายตาจากแว่นเพียงกรอบเดียวด้วยเช่นกัน อันแสดงถึงความซับซ้อน หลากหลายของเรื่องราวที่เกิดขึ้นที่ไม่อาจตัดสินได้จากมุมมองใดเพียงด้านเดียว

“จากปีศาจสู่เชื้อโรค” โดย ชาติชาย มุกสง ว่าด้วยประวัติศาสตร์การแพทย์กับโรคระบาดในสังคมไทยที่ในอดีตโน้น โรคระบาดคือภัยจากปีศาจร้ายที่เกรี้ยวกราด คำอธิบายทางการแพทย์แผนไทยเชื่อกันว่าโรคห่า (โรคที่คนตายเป็นจำนวนมาก) เกิดจากปีศาจทำของเข้า กระทั่งการเปิดรับการแพทย์แผนตะวันตก จากโรคห่าของปีศาจได้กลายเป็นโรคที่มาจากการหมักหมมของสิ่งปฏิกูล จนทำให้เกิดอายพิศม์ (ไอพิษ) ลอยมาในอากาศ ใครถูกอายพิศม์เข้าก็ติดโรคได้ ตราบจนมีการค้นพบเชื้อโรค ผู้ร้ายอายพิศม์จึงค่อยๆ เปลี่ยนเป็นเชื้อโรคตัวจิ๋วที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า

การเปลี่ยนแปลงความรู้ด้านการแพทย์ของรัฐไทยสอดคล้องกับปรับตัวบทบาทของรัฐ จากรัฐจารีตที่ไม่เคยสนใจไยดีพลเมือง มาเป็นรัฐเวชกรรมที่ต้องเข้าควบคุมกำกับเรือนร่างของพลเมืองให้มีสุขภาพดีอยู่เสมอ ผ่านการสาธารณสุข การแพทย์ และการรณรงค์เรื่องสุขภาพ

หนังสือเล่มนี้ฉายภาพประวัติศาสตร์ความคิด ความรู้ทางการแพทย์ในสังคมไทยที่ปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัยเพื่อรับมือกับภัยร้ายของโรคระบาด อันจะเป็นบทเรียนที่ดีในยามนี้ที่ทุกคนต้องเผชิญภัย

มาอ่านเอาเรื่องให้ตื่นรู้กันเถอะ

ผู้สื่อข่าวหรรษา

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน