โฆษณา วัฒนธรรม การศึกษา(66) – ในการเสนอผลงานจำนวน 14 ชิ้นอันเกิดขึ้นท่ามกลางการเคลื่อนไหวชาวนา เหมาเสนอคำถามสมมติว่าตั้งโรงเรียนธรรมศาสตร์และการเมืองขึ้นสักหมื่นแห่งจะสามารถให้การศึกษาทางการเมืองอย่างทั่วถึง
แก่ชายหญิงและผู้เฒ่าผู้เยาว์ในชนบทอันทุรกันดารด้วยเวลาอันสั้นเช่นนี้
เหมือนดั่งการให้การศึกษาทางการเมืองที่สมาคมชาวนาได้ทำกันอยู่ในขณะนี้ได้ หรือไม่ จากนั้นเหมาก็ให้คำตอบอย่างชัดถ้อยชัดคำว่า ข้าพเจ้าคิดว่าคงไม่ได้
จากนั้นจึงแจกแจงเหตุผลให้เห็นเป็นลำดับ
คำขวัญทางการเมืองโค่นจักรพรรดินิยม โค่นขุนศึก โค่นข้าราชการฉ้อราษฎร์ บังหลวง โค่นเจ้าถิ่นและผู้ดีเลวร้าย เหล่านี้บินแพร่ไปโดยไม่ต้องติดปีกแท้ๆ บินแพร่เข้าไปในหมู่หนุ่มสาว ชายฉกรรจ์ผู้เฒ่า ผู้เยาว์และหญิงในชนบทอันนับไม่ถ้วน
จนกระทั่งซึมเข้าไปในสมองของพวกเขา แล้วหลั่งไหลจากสมองออกมาทางปากของพวกเขา เช่นมีเด็กเล่นกันอยู่กลุ่มหนึ่ง ถ้าท่านเห็นเด็กคนหนึ่งทำท่าขมึงตา กระทืบเท้าและชูกำปั้นแสดงว่าโกรธเด็กอีกคน
ทันใดนั้นท่านก็จะได้ยินเสียงแหลมเปล่งออกมาว่า “โค่นจักรพรรดินิยม”
ในย่านเซียงถาน เวลาพวกเด็กเลี้ยงควายเกิดตีกันขึ้นคนหนึ่งจะเป็นถางเซิงจื้อ อีกคนหนึ่งจะเป็นเย่ไคซิน ประเดี๋ยวคนหนึ่งแพ้ อีกคนก็ไล่ตามไป คนที่ไล่เป็นถางเซิงจื้อ คนที่ถูกไล่เป็นเย่ไคซิน
เพลง “โค่นมหาอำนาจจักรพรรดินิยม” นั้นแน่ละเด็กในเมืองร้องได้ทุกคน เด็กชนบทที่ร้องก็มีมาก
พินัยกรรมของท่านซุนยัตเซ็นนั้นชาวนาในชนบทบางคนก็ท่องกันได้เหมือนกัน พวกเขาเก็บเอาศัพท์ต่างๆ เช่น เสรีภาพ เสมอภาค ลัทธิไตรราษฎร์ และ “สนธิสัญญา ไม่เสมอภาค”
จากในพินัยกรรมนั้นมาใช้กันอย่างฝืนๆ ในชีวิตประจำวันของพวกเขา
มีกระทาชายคนหนึ่งท่าทางคล้ายผู้ดี เจอชาวนาคนหนึ่งเข้าบนทางถนน ผู้ดีนั้นวางท่าไม่ยอมหลีกทางให้ ชาวนาผู้นั้นก็พูดอย่างโมโหว่า
“ไอ้เจ้าถิ่นผู้ดีเลวร้าย รู้จักลัทธิไตรราษฎร์ไหมวะ”
ชาวสวนผักที่ชานเมืองฉางซาเวลาเข้ามาขายผักในเมืองมักถูกตำรวจรังแกเสมอ เดี๋ยวนี้ชาวนาพบอาวุธเข้าแล้ว อาวุธนั้นคือลัทธิไตรราษฎร์ พอตำรวจทุบตีด่าว่าชาวสวนผู้ขายผัก
ชาวสวนผักก็จะยกเอาลัทธิไตรราษฎร์มาโต้ทันที ตำรวจก็เงียบไป
บทสรุปของเหมา ที่การโฆษณาทางการเมืองแพร่หลายไปทั่วชนบทนั้นเป็นความดีความชอบของพรรคคอมมิวนิสต์และสมาคมชาวนาทั้งสิ้น คำขวัญโฆษณา รูปภาพและปาฐกถาง่ายๆ
ทำให้ชาวนาแต่ละคนดูคล้ายกับว่าเคยผ่านโรงเรียนการเมืองกันมาพักหนึ่งทีเดียว
จากรายงานของสหายที่ทำงานในชนบทแสดงว่า ในคราวชุมนุมมวลชนครั้งใหญ่ 3 ครั้ง คือการเดินขบวนสำแดงกำลังคัดค้านอังกฤษ งานระลึกการปฏิวัติเดือนตุลาคม
และงานฉลองชัยปราบขุนศึกภาคเหนือนั้น
การโฆษณาทางการเมืองทำได้อย่างแพร่หลายมากทีเดียว ในท้องที่ที่มีสมาคมชาวนาได้โฆษณาทางการเมืองอย่างทั่วถึงในงานชุมนุมเหล่านี้ทำให้สะเทือนไปทั่วทั้งชนบท
จะต้องใช้โอกาสต่างๆทำให้เนื้อหาในคำขวัญค่อยๆสมบูรณ์และความหมายแจ่มชัดขึ้น นั่นคือผลงานดีเด่นทางด้านการโฆษณา ขณะเดียวกัน เมื่อกล่าวถึงผลงานอันเกี่ยวกับการเคลื่อนไหววัฒนธรรมเหมาก็ลงลึกไปในรายละเอียดสำคัญ
อันสะท้อนให้เห็นความแตกต่างทางด้านวัฒนธรรมที่ดำรงอยู่
แต่ไหนแต่ไรมา ในประเทศจีนมีแต่เจ้าที่ดินเท่านั้นที่ได้รับการศึกษาทางวัฒนธรรม ส่วนชาวนาไม่ได้รับการ ศึกษาทางวัฒนธรรม แต่ทว่าวัฒนธรรมที่เจ้าที่ดินศึกษามานั้นชาวนาเป็นผู้สร้างขึ้น
เพราะว่าสิ่งที่สร้างขึ้นเป็นวัฒนธรรมที่เจ้าที่ดินศึกษามานั้นมิใช่สิ่งอื่นใด
หากเป็นหยดเลือดและหยาดเหงื่อที่ปล้นไปจากเรือนร่างของชาวนานั่นเอง ในประเทศจีนมีประชากรร้อยละ 90 ไม่ได้รับการศึกษาทางวัฒนธรรม
ในจำนวนนี้ส่วนใหญ่ที่สุดเป็นชาวนา
ในชนบท พออิทธิพลเจ้าที่ดินล้มครืนลง การเคลื่อนไหววัฒนธรรมของชาวนาก็ เริ่มขึ้น ดูเถิด ชาวนาเกลียดชังโรงเรียนตลอดมา แต่เดี๋ยวนี้กลับอุตส่าห์พยายามตั้งโรงเรียนกลางคืนนั้น
“โรงเรียนแบบนอก”นั้นชาวนารู้สึกขัดนัยน์ตาอยู่ตลอดมา”