เผยผลสำรวจความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเดือนเม.ย. พบว่า คนไทยผวาโควิดระลอก 3 ไม่มั่นใจเศรษฐกิจ หวั่นรายได้ในอนาคตลดลง ฉุดดัชนีความเชื่อมั่นแทบทุกตัวดิ่งเหว ต่ำสุดในรอบ 22 ปี แนะรัฐเร่งเพิ่มเงินอัดฉีดชี้ 2.4 แสนล้านบาทน้อย เกินไป

นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์ พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวถึงผลของการสำรวจความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเดือนเม.ย. 2564 ว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคปรับตัวลดลงทุกรายการ ประกอบด้วย ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางานทำโดยรวม และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ระดับ 40.3 42.9 และ 54.7 ตามลำดับ

ปรับตัวลดลงทุกรายการเมื่อเทียบกับดัชนีในเดือนมี.ค.ที่อยู่ในระดับ 42.5 45.3 และ 57.7 แสดงว่าผู้บริโภคยังไม่มีความมั่นใจเกี่ยวกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ โอกาสในการหางานทำ และรายได้ในอนาคตอย่างมาก เพราะมีความกังวลในวิกฤตโควิด-19 รอบใหม่ ซึ่งจะทำให้รายได้ในอนาคตของผู้บริโภคลดลงในที่สุด

นอกจากนี้ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคปรับตัวลดลงจากระดับ 48.5 เป็น 46.0 ถือว่าอยู่ในระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบ 271 เดือน หรือ 22 ปี 7 เดือนนับตั้งแต่ทำการสำรวจ

“จากสถานการณ์ต่างๆ เห็นได้ว่าคนไทยมีความเปราะบางในทุกด้าน ดังนั้นมีโอกาสสูงที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนพ.ค. จะปรับตัวลดลงต่อเนื่องหากสถานการณ์โควิดยังไม่ดีขึ้นตราบใดที่การฉีดวัคซีนยังไม่ทั่วถึง และความเสียหายต่อเศรษฐกิจไทยน่าจะถึง 4-6 แสนล้านบาท แต่ขณะนี้ยังคาดว่าจะยังอยู่ที่ 3-4.5 แสนล้านบาท โดยมองว่าในปีนี้จีดีพียังจะขยายตัว 0.0-1.5%”

ส่วนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในปัจจุบันปรับตัวลดลงจากระดับ 32.9 มาอยู่ที่ 31.2 ซึ่งอยู่ในระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบ 264 เดือนหรือ 22 ปี นับตั้งแต่เดือนพ.ค. 2542 เป็นต้นมา แสดงว่าภาวะเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันแย่มากในมุมมองของผู้บริโภค และดัชนีความเชื่อมั่นในอนาคตก็ปรับตัวลดลงจากระดับ 55.8 มาอยู่ที่ระดับ 52.9 ซึ่งอยู่ในระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบ 271 เดือนหรือ 22 ปี 7 เดือน

นายธนวรรธน์กล่าวอีกว่า รัฐบาลควรอัดฉีดเม็ดเงินผ่านมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจให้มากขึ้น เพราะมองว่า 2.4 แสนล้านบาทนั้นน้อยเกินไป ทำให้จีดีพีไตรมาสสองขยายตัวต่ำลงจากเดิมที่จะขยายได้ 8-9% เหลือ 3-5% จากผลกระทบทางเศรษฐกิจที่อยู่ราว 3 แสนล้านบาท

จึงเห็นว่าควรอัดฉีดเม็ดเงินลงไปอีกไม่ต่ำกว่า 2-3 แสนล้านบาท และเร่งใช้มาตรการคนละครึ่งในไตรมาสที่ 2 นี้ และเพิ่มวงเงินจาก 3 พันล้านบาทเป็น 6 พันล้านบาท บวกกับมาตรการอื่นๆ ก็จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ เพื่อให้จีดีพีขยายตัวได้ในกรอบ 2.5-3%

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน