คอลัมน์ วิเคราะห์การเมือง

บทเรียน โควิด – กรณีของอภิมหา“เรือนจำ คลัสเตอร์”ทำให้ภาพการแพร่ระบาดของ“โควิด”มีความชัด ความจริงในสายตาของสังคมก็มีความชัดเจนตั้งแต่การแพร่ระบาดรอบ 1 เมื่อเดือนมีนาคม 2563 รอบ 2 เมื่อเดือนธันวาคม 2563 และรอบ 3 เมื่อเดือนเมษายน 2564 แล้ว ว่าสืบเนื่องมาจาก“ปัจจัย” อะไร เพียงแต่เมื่อเกิด “คลองเตย คลัสเตอร์” และตามมาติดๆโดยอภิมหา“เรือนจำ คลัสเตอร์”ทุกคนก็ประสานเสียงร้อง“อ๋อ”อย่างพร้อมเพรียงกัน

จากนราธิวาส ชุมพร กระทั่งยันเชียงใหม่

ถามว่าเรือนจำที่กระจายกันอยู่กว่า 140 แห่งทั่วประเทศอยู่ในความรับผิดชอบของใคร ตอบได้เลยว่า อยู่ในความรับผิดชอบของกรมราชทัณฑ์อันเป็นส่วนราชการในกระทรวงยุติธรรม ในโครงสร้างใหญ่แห่งรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เหมือนกับ“สนามมวยลุมพินี” ที่อยู่ในมือของ “กองทัพบก” ทั้งเรือนจำทุกแห่งไม่ว่าจะเป็นชุมพร ไม่ว่าจะเป็นเชียงใหม่ ไม่ว่าจะเป็นคลองเปรม เป็นความรับผิดชอบอย่างเบ็ดเสร็จโดยกรมราชทัณฑ์

จะควบคุมได้ จะควบคุมไม่ได้ก็เป็นของ “กรมราชทัณฑ์”

จากกรณีของกรมราชทัณฑ์ จึงโยงไปยังผลงานของ“ศบค.”ภายใต้สถานการณ์ “ฉุกเฉิน” ถามว่านับแต่มีการแพร่ระบาดรอบที่ 1 เมื่อเดือนมีนาคม 2563 กระทั่งเกิดอภิมหา“เรือนจำ คลัสเตอร์” ประเทศไทยอยู่ภายใต้การกำกับและรับผิดชอบโดยใคร ตอบได้เลยว่าโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้อำนวย การศบค. ในมือของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มี พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินอยู่ในมืออย่างเต็มพิกัด ไม่มีใครไหนอื่นเข้าไปแทรกแซง

กระทั่งอำนาจ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ก็ถูก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยึดไป

หากเรือนจำคือความรับผิดชอบของกรมราชทัณฑ์ แล้วทั่วประเทศจะเป็นของใคร ไม่ว่าจะเป็นคนที่ตาย ไม่ว่าจะเป็นคนที่เข้าห้อง ไอซียู ไม่ว่าจะเป็นคนที่รอเข้าโรงพยาบาล ไม่ว่าจะเป็นคนที่รอการฉีดวัคซีน ไม่ว่าจะที่นราธิวาส ไม่ว่าจะที่คลองเตย

ชีวิตล้วนอยู่ในกำมือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน