อินเดียติด‘ราดำ’พุ่งซ้ำเติมโควิด – วันที่ 23 พ.ค. บีบีซีรายงานกระแสหวาดผวาซ้ำเติมวิกฤตโรคโควิด-19 ในอินเดีย ซึ่งมียอดป่วยสะสมเพิ่มเป็น 26.53 ล้านคน หลังพบผู้ติดเชื้อใหม่ในช่วง 24 ชั่วโมงเมื่อวันที่ 22 พ.ค. อีก 243,777 คน และเสียชีวิตเกือบ 3 แสนราย ขณะที่ภาวะติดเชื้อรามิวคอร์ไมโคซิส หรือเชื้อราดำในผู้ป่วยโควิด-19 ทั่วประเทศเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 8,800 คน โดยกว่าครึ่งหนึ่งเป็นผู้ติดเชื้อในรัฐคุชราตและรัฐมหาราษฏระ อีก 15 รัฐที่มีรายงานเจอผู้ป่วยติดเชื้อราดำระหว่าง 800-900 คน และ 29 รัฐประกาศให้ภาวะติดเชื้อราดำเป็นโรคระบาดแล้ว

นายแพทย์วีพี ปันดีย์ ผู้อำนวยการแผนกอายุรกรรม โรงพยาบาลมหาราชายัชวันทราโอ ในเมืองอินเทาร์ รัฐมัธยประเทศ เผยว่าโรงพยาบาลต้องจัดสรรห้องพักคนไข้เพิ่มเป็น 11 ห้อง และเตียงรวม 200 เตียงสำหรับรักษาผู้ติดเชื้อราดำ “เราเคยเจอแค่คนหรือสองคนเท่านั้นที่ ติดเชื้อราดำ” นพ.ปันดีย์กล่าวและว่าในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมามีผู้ป่วยติดเชื้อราดำเฉพาะในเมืองอินเทาร์ 400 คน ซึ่งแพทย์ต้องเร่งรักษาเพราะหากปล่อยไว้นานหรือรักษาไม่ถูกวิธี ผู้ป่วยโควิด-19 ที่มีอาการร่วมของภาวะติดเชื้อราดำจะมีอัตราเสี่ยงเสียชีวิตถึงร้อยละ 94

ขณะเดียวกันเกิดกระแสวิจารณ์รัฐบาลอินเดียอีกระลอก ภายหลังออกคำสั่งให้เว็บไซต์ เครือข่ายสังคมออนไลน์ลบข้อมูลที่กล่าวถึงโควิด-19 สายพันธุ์อินเดีย โดยกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศชี้แจงว่าการที่องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุเชื้อกลายพันธุ์ในชื่อ บี.1.617 และการอ้างอิงใดๆ ถึงอินเดียนั้นเป็นข้อมูลเท็จ ถือเป็นอีกความเคลื่อนไหวของทางการอินเดีย ที่ทำให้ประชาชนและโซเชี่ยลมีเดียในอินเดียไม่พอใจต่อเนื่องจากกรณีออกคำสั่งให้ทวิตเตอร์ลบข้อความตำหนิรัฐบาลต่อการรับมือกับไวรัสมรณะเมื่อเดือนเม.ย.

รายงานระบุว่า กระทรวงอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีสารสนเทศอินเดียแจ้งข้อแนะนำไปยังบริษัทเครือข่ายสังคมออนไลน์เมื่อวันที่ 21 พ.ค. โดยไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณะ แต่สำนักข่าวหลายแห่งได้รับข้อมูลเกี่ยวกับเอกสารดังกล่าว เพรสทรัสต์ออฟอินเดียระบุว่า แพลตฟอร์มสังคมออนไลน์ถูกขอร้องให้ลบข้อความทั้งหมดที่มีชื่อ อ้างถึง หรือกล่าวเป็นนัยเกี่ยวกับ “สายพันธุ์อินเดีย”

ด้านเอเอฟพีรายงานจากเอกสารทางการเช่นกันว่า “เราได้ทราบว่ามีการเผยแพร่ข้อความเท็จทางออนไลน์ซึ่งบ่งชี้ว่าโคโรนาไวรัสสายพันธุ์อินเดียกำลังแพร่กระจายไปทั่วประเทศ นี่เป็นข้อมูลเท็จโดยสิ้นเชิง” และว่าองค์การอนามัยโลกไม่ได้เชื่อมโยงสายพันธุ์อินเดียกับโคโรนาไวรัสบี.1.617 ทั้งที่ในความจริงองค์การอนามัยโลกระบุว่าสายพันธุ์บี.1.617 ถูกพบครั้งแรกในอินเดียจากตัวอย่างเชื้อเมื่อเดือน ต.ค.2563 และเริ่มระบาดหนักเมื่อเดือน เม.ย.2564

วันเดียวกัน กระทรวงสาธารณสุขอังกฤษเปิดเผยผลศึกษาวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของบริษัทไฟเซอร์และแอสตร้าเซนเนก้า พบว่ามีประสิทธิภาพสูงในการต้านเชื้อสายพันธุ์อินเดียหลังได้รับวัคซีนครบสองโดส โดยมีระดับการป้องกันโควิดสายพันธุ์อินเดียเทียบเท่ากับการป้องกันสายพันธุ์เคนต์หรือบี.1.1.7 ในสหราชอาณาจักร ส่วนการฉีดวัคซีน 1 โดสพบว่าสามารถต้านโควิดสายพันธุ์อินเดียได้ร้อยละ 33 หลังรับวัคซีนไปแล้ว 3 สัปดาห์

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน