เชื่อมั่นบริโภคไทยวิกฤต
พ.ค.ต่ำสุดรอบ22ปีเหตุวัคซีนมาช้า
มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคพ.ค. 46.0 ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบ 22 ปี 8 เนื่องจากผู้บริโภคกังวลรัฐบาลฉีดวัคซีนโควิด-19 ช้า ห่วงปัญหาการเมืองไม่นิ่ง คาดมิ.ย.ปรับตัวดีขึ้นหลังปูพรมเร่งฉีดทั่วประเทศ
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลสำรวจความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเดือนพ.ค.ว่า อยู่ที่ 44.7 จากเดือน เม.ย.ที่อยู่ระดับ 46.0 ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบ 22 ปี 8 เดือน นับตั้งแต่เริ่มสำรวจเป็นต้นมา
ดัชนีความเชื่อมั่นทุกตัวปรับตัวลดลง โดยความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจโดยรวม อยู่ที่ 38.9 จาก 40.3 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางานทำ อยู่ที่ 41.3 จาก 42.9 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ 53.9 จาก 54.7
เนื่องจากผู้บริโภคกังวลต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิดในประเทศรอบที่ 3 กังวลสถานการณ์ทางการเมืองที่มีเสถียรภาพน้อยลง และการฉีดวัคซีนให้กับประชาชนที่ล่าช้า ส่งผลให้ผู้บริโภครู้สึกว่าเศรษฐกิจไทยยังไม่ฟื้นและขาดแรงกระตุ้นในการฟื้นตัว แม้ว่ามาตรการการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยเฉพาะโครงการ “เราชนะ” และอื่นๆ จะช่วยกระตุ้นกำลังซื้อให้ดีขึ้นในระดับหนึ่งแล้ว
“ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ถือเป็นเรื่องปกติ เพราะเดือนเม.ย.และพ.ค.มีอัตราการติดเชื้อสูง ทำให้ผู้บริโภคกังวล ซื้อสินค้าน้อยลง การท่องเที่ยวชะงัก การจับจ่ายใช้สอยชะลอตัว ส่งผลต่อความเชื่อมั่น”
นอกจากนี้ยังมีปัจจัยที่บั่นทอนความเชื่อมั่นผู้บริโภคในระยะปานกลาง คือ สถานการณ์การเมืองภายในประเทศที่ไม่นิ่ง จากการอภิปรายในวาระต่างๆ อาจจะส่งผลต่อเสถียรภาพทางการเมืองได้ การยุบสภา หรือมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง
นายธนวรรธน์กล่าวอีกว่าคาดว่าในเดือนมิ.ย.ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจะดีขึ้น หลังจากปูพรมฉีดวัคซีนทั่วประเทศ แม้วัคซีนอาจจะมีจำนวนไม่เพียงพอกับความต้องการ และมีแผนการฉีดวัคซีนที่เป็นรูปธรรม และมีวัคซีนยี่ห้ออื่นๆ เข้ามาในประเทศมากขึ้นเพิ่มเติมจากที่มีอยู่ในปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม ต้องติดตามของการฉีดวัคซีนทั่วประเทศในเดือนมิ.ย.เป็นต้นไป การแพร่กระจายของโควิดรอบที่ 3 ว่าจะลดลงหรือไม่ และรัฐบาลจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในอนาคตมากน้อยเพียงใด จะมีผลต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในอนาคตได้ และทำให้เศรษฐกิจไทยในปีนี้ขยายตัวใกล้เคียง 2% ได้