7ปีรักลงตัวมองตารู้ใจ‘หมาก’‘คิม’ยก‘สองเสน่หา’มาสเตอร์พีซ – ยกให้เป็นผลงานมาสเตอร์พีซ กับการรับบทแฝด ‘เดือนหยาด-พิลาสลักษณ์’ ในละคร “สองเสน่หา” ทาง ช่อง 3 ที่ประกบคู่พระเอกตี๋ ‘เจมส์ มาร์’ สำหรับนางเอกสาว ‘คิม’ คิมเบอร์ลี่ แอน เทียมศิริ เจ้าแม่ละครรีเมก

เกาะติดข่าว กดติดตาม ข่าวสด

วันนี้เจ้าตัวเปิดโอกาสให้พูดคุย ล้วงลึกทั้งผลงาน การแสดง รวมถึงเรื่องหัวใจที่สุกงอมกับแฟนหนุ่ม ‘หมาก’ ปริญ สุภารัตน์

เล่นบทฝาแฝดครั้งแรก คาแร็กเตอร์แตกต่างกันสุดขั้ว?

คิม – “ต่างกันสุดขั้วจริงๆ ยากตั้งแต่ตอนทำการบ้านตีความแล้ว ปกติเราชินที่จะทำแค่ตัวเดียว พอมีสองตัวต้องเก็บ รายละเอียดให้ครบ จะทำยังไงให้สองตัวแตกต่างกัน เลยคุยกับอานะ (ชนะ คราประยูร ผู้กำกับฯ)

อานะบอกว่าเอาเป็นเสียงมั้ย เพราะตัวเดือนหยาดจะดุ มีความร้าย ไม่ได้เป็นคนพูดเยอะ ชอบข่มคนอื่นก็จะต้องเสียงใหญ่ เดือนหยาดเลยจะใช้เป็นเสียงต่ำ เสื้อผ้าหน้าผมก็ไม่เหมือนกัน เดือนหยาดผมม้วน แต่งตัวสีแซ่บๆส่วนตัวพิลาสลักษณ์ใสๆ จะพูดเสียงแง้วๆ แบบคิมนี่แหละค่ะ แต่งตัวเป็นนู้ดเนเชอรัล

คิมว่าเรื่องเสื้อผ้าหน้าผมช่วยได้ระดับหนึ่งมากๆ และมีเรื่องดีเทลที่ไปเรียนการแสดงมาเพิ่ม เพื่อหา แบ๊กกราวด์ของเขาว่าบางทีในเรื่องมันอาจจะไม่ได้เล่าหมดว่าปมของเขาทั้งคู่คืออะไร ก็เลยต้องทำการบ้านเยอะมากเลยค่ะ”

สวิตช์สลับกันไปมา มีติดคาแร็กเตอร์อะไรกลับไปบ้าง ไหม?

คิม – “ติดนะคะ แต่ติดในกองถ่าย ไม่ได้เอากลับบ้านเลย จะมีเหวี่ยงนิดหน่อยในกองถ่าย อันนั้นคือเห็นได้ชัดมากเพราะเราอยู่ในองค์เขา เสื้อผ้าหน้าผมทุกอย่างมันครบแล้วก็เลยติดนิสัยออกมาออโต้เอง พอเรารู้ตัวก็เพลาๆ ลง (หัวเราะ) ซึ่งคนในกองสัมผัสได้ พอเล่นเป็นเดือนหยาดคนจะไม่ค่อยกล้ามาเล่นด้วย”

เจมส์ มาร์ พระเอกที่เล่นกับเราเจอเอฟเฟ็กต์อะไรจากที่เราเล่นเป็นแฝดบ้าง?

คิม – “คิมว่าเจมส์โดนเยอะสุดนะถ้าพูดถึงการหลุดเหวี่ยงในกองถ่าย (หัวเราะ) สมมติว่าเบรกไม่ตรงเวลา เราก็จะหงุดหงิดแล้วเพราะเราหิว ใช้พลังงานตั้งแต่เช้า ก็จะไปบ่นๆ กับเจมส์ ซึ่งเขาก็จะสั่งอาหารอร่อยๆ มาให้ เขารู้ใจ ก็จะบอกใจเย็นๆ เที่ยงนี้ยูอยากกินอะไร เดี๋ยวไอเลี้ยง เขาจะป๋ามาก สั่งของอร่อยมาให้กินตลอด เอาใจเรา จะชมเราตลอดว่าฉากนี้ดีมาก เป็นเหมือนอีกหนึ่งกำลังใจ พอได้เล่นด้วยกันก็เหมือนมีเพื่อนคอย เติมพลังให้”

พอเล่นบทแฝดแล้วให้ความรู้สึกเหมือนตัวเองเป็น ไบโพลาร์เลยไหม?

คิม – “เป็นอย่างนั้นเลยค่ะ (หัวเราะ) คือมันสวิตช์แบบหนึ่งวันถ่ายต้องเปลี่ยนลุกส์ 5-6 รอบ และไม่ใช่เปลี่ยนแค่ลุกส์ มันต้องจำมาร์กกิ้ง จำคาแร็กเตอร์ บางทีคุยกับตัวเองต้องใช้จินตนาการเยอะมาก”

เข็ดกับบทแฝดไปเลยไหม?

คิม – “เข็ดค่ะ ไม่เอาแล้ว (หัวเราะ) พอแล้ว นับถือพี่แอน ทองประสม มากเลย เพราะพี่แอนเล่นแฝด 2 เรื่อง พี่แอนไม่เข็ดอ่ะ ยังคุยกับพี่แอนเลยว่าทำได้ยังไง”

 

ได้เล่นกับ เจมส์ มาร์ อีกครั้ง แตกต่างจากเรื่องที่แล้ว “เพียงชายคนนี้ไม่ใช่ผู้วิเศษ” ไปเลยไหม?

คิม – “แตกต่างเลยค่ะ เรื่องนี้เจมส์โตขึ้น มีประสบการณ์ เยอะขึ้น มาเล่นเรื่องนี้บทก็ต้องโตขึ้นไปอีกเลเวลหนึ่ง เพราะ เรื่องนี้เขาเคยผ่านชีวิตคู่ เคยแต่งงานมาแล้ว มันต้องเล่นยังไงให้เขาโตกว่าเรา แต่ด้วยความที่เราสนิทกันเล่นด้วยกันมันก็ง่ายนะคะ ไม่ต้องทำการบ้านมากเท่ากับเล่นกับพระเอกใหม่ เรารู้จังหวะกันแล้วว่าเขาจะมาแบบไหน

จากละครเพียงชายฯ เราสนิทกัน อยู่แก๊งเดียวกัน ไปทานข้าว ไปทำกิจกรรม ไปเที่ยวด้วยกัน มันก็เลย ง่ายเลยค่ะถ้าจะเล่นเลิฟซีน เพราะเราสนิทกัน แล้วเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เลิฟซีนเยอะที่สุด นอกจากเลิฟซีนกับเจมส์ ก็ยังมีเลิฟซีนกับพี่กบ (ทรงสิทธิ์) พี่กอล์ฟ (พิชญะ) เราไม่เคย ร่วมงานกันมาก่อนด้วยก็ต้องมาเลิฟซีนด้วยกัน ยากเหมือนกัน แต่ผ่านมันมาได้ก็ถือว่าโอเคแล้วค่ะ”

บทบาทท้าทายขนาดนี้ มีฉากไหน ที่ยากสำหรับเรา?

คิม – “ปกติในฐานะนักแสดง บทละครหนึ่งเรื่องเราจะรู้ว่ามันจะมีจุดพีกตรงไหนบ้างแล้วเราก็จะเตรียมตัวว่าเราจะพีกตรงไหนก็จะเก็บแรงทำ การบ้านเพื่อฉากนั้น แต่เรื่องนี้ไม่เหมือนกันเพราะมันพีกในพีกในพีกในพีก มันก็เลยแบบเราคิดว่าเราเล่นที่สุดแล้วในเรื่องนี้ แต่มันมีสุดกว่านี้อีก เราเลยต้องทำการบ้านเยอะมากๆ มันพีกขึ้นเรื่อยๆ เลยค่ะ

ยกตัวอย่างฉากที่ว่าพีกแล้วเขวี้ยงโทรศัพท์แล้วก็กรี๊ดจิกกำแพงมันมีมากกว่านั้น เขาเป็นคนที่เก็บกด มีปัญหาและไม่รู้จะแก้ยังไง คน แบบนี้จริงๆ ต้องไปบำบัด (หัวเราะ)”

ได้ฉายา เป็นนางเอกเจ้าแม่ละครรีเมกไปแล้ว?

คิม – “หลายเรื่องมาก สามหนุ่มเนื้อทอง ปัญญาชนก้นครัว ดั่งดวงหฤทัย คมแฝก แรงปรารถนา สองเสน่หา เยอะมาก เอาจริงๆเราไม่รู้ว่าเราถูกตั้งเป็นฉายาเจ้าแม่ละครรีเมกตั้งแต่ เมื่อไหร่ เพิ่งมาสังเกตเมื่อปีนี้เองที่มีคนเอามารวมว่า คิมเล่นรีเมกกี่เรื่อง เราไม่ได้รู้สึกว่าเราเล่นรีเมกเยอะ เพราะแต่ละเรื่องที่เราเล่นรีเมก เราไม่เคยดูด้วยค่ะ ก็เลยไม่ได้รู้สึกอะไร”

เรื่องหน้าล่ะเป็นยังไง?

คิม – “เรื่องหน้าไม่ใช่รีเมกแน่นอน บอกแค่นี้ (หัวเราะ) เป็นแนวคอมเมดี้ เป็นทางถนัดค่ะ”

ถนัดคอมเมดี้มากกว่า แต่ดราม่าเราก็ทำได้ดีเหมือนกัน?

คิม – “ดราม่ามันใช้พลังงานคนละแบบ คอมเมดี้ใช้พลังงานจังหวะ มันจะมีจังหวะของมัน แต่ดราม่ามันเหมือน จะต้องดึงพลังงานมาจากข้อเท้าขึ้นมา เลยค่ะ มันเครียดขึ้นไปในสมองเลย รู้สึกเหมือนเส้นเลือดในสมองจะแตก แต่พอทำออกมาได้คิมก็ฟิน แต่ว่าผลลัพธ์และความรู้สึกมันก็ต่างกัน”

ได้เห็นฟีดแบ็กจากแฟนๆ กับ ผลงานเรื่องนี้ของเรา เป็นอย่างไรบ้าง?

คิม – “ทุกคนก็ชมนะคะว่าสวย (หัวเราะ) ชมเดือนหยาดสวย ไม่ค่อยชมว่าพิสวย อาจเพราะเดือนแต่งหน้ามีสีสันมากกว่า แต่ที่รู้สึกแฮปปี้มากๆ ฟีดแบ็กเรื่องที่คนชมเรื่องการแสดงว่ามันพีกมาก เล่นดี ไม่เคยเห็นคิมเล่นแบบนี้ ดีใจมากและหายเหนื่อยเลยค่ะ และเรื่องนี้น่าจะเป็นมาสเตอร์พีซในเรื่องความเข้มข้น เรื่องความโรคจิตสำหรับคิมนะ”

หมาก (ปริญ) หวานใจ เขาก็ชมนะว่าเราสวยทุกฉากเลย?

คิม – “ใช่ค่ะ ไม่ได้ชมว่าเราเก่ง แต่ชมว่าสวย (หัวเราะ) คือเขาก็มีชมบ้างแหละว่าเก่ง คงให้กำลังใจ เรื่องแฝดเขาก็ตะลึงว่าเรา เล่นได้ยังไง เล่นกับกรีนสกรีนเล่นกับตัวเอง ทำไมถึงเนียนขนาดนี้ ส่วนนี้ก็ต้องชมฝ่ายซีจีมากๆ เลย และฝ่ายคนที่วางมาร์กเป๊ะมาก”

เห็นเพิ่งไปแคมปิ้งกันมา เป็นยังไงบ้าง?

คิม – “ใช่ค่ะ เพิ่งกลับมา เรียกว่าเป็นทริปตามใจพี่หมากเพราะเขาอยากไปแคมปิ้ง อยากไปใช้ ชีวิตดิบๆ และอยากกลับป่า เขาชอบป่ามากๆ และ อีกอย่างหนึ่งที่เขาฟินคือ เขาได้ลองรถ คือเขาซื้อรถมาเพื่อจะลุยเลย โฟร์วีลส์ไดรฟ์ ซึ่งเขาก็ได้ลองสมใจ เพราะเรามีการไปขับกันแบบออฟโรดทางขรุขระมากมีขึ้นเขาลงเขา เขาก็แฮปปี้มาก ยิ้มตลอดทางเลยค่ะ”

คู่รักเที่ยวสายลุยธรรมชาติ ตอนแรกดูไม่ออกเลยว่าคิมจะลุยได้ เราชอบลุยอยู่แล้วไหม?

คิม – “คิมก็ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะลุยได้ ถามว่า ชอบมั้ย ก็ชอบนะคะ ชอบที่จะนั่งรถ ไปเจอวิวสวยๆแต่เดินป่าอาจจะยังไม่ค่อยชอบ (หัวเราะ) มันเจ็บเท้า มีล่าสุดเขาพาไปขึ้นเขาที่กระบี่ ต้องเดินขึ้นประมาณ 2 ช.ม. และเดินลงอีก 2 ช.ม. ยังไม่ได้กินข้าวเลย คือไปแต่เช้าเลย ทั้งหิวทั้งไม่ได้เข้าห้องน้ำ ไม่คิดว่า ทางจะลำบากขนาดนั้น ทริปนั้นฮาร์ดคอร์ สุดแล้ว แต่พอเจอวิวสวยๆ มันก็หายเหนื่อย เจอทะเลหมอกมันสวยจริงๆ มันเป็นฟีลลิ่งที่ดี แต่ทางมันไม่โอเค”

แต่ก็ยังไปอยู่เรื่อยๆ เขาพาเราออกทริปตลอด?

คิม – “คือคิมเป็นคนลืมง่าย และเชื่อคนง่ายด้วย เขาจะชอบบอกว่ามันนิดเดียว มันไม่มีอะไรแบบลำบากขนาดนั้นแล้ว แต่ทุกที่ที่ไปคือลำบากต่างกันหมด เราก็จะถูกหลอกตลอด”

เขาเป็นผู้ชายสายลุยขนาดนี้ มีมุม โรแมนติกบ้างไหม?

คิม – “มีค่ะ เอาจริงๆ เพิ่งจะมามี 2-3 ปีหลังนี้เอง เหมือนเขาเริ่มรู้ว่าผู้หญิงต้องการอะไร รู้ว่าเราเป็นคนยังไงแล้ว เริ่มสนิทกันมากขึ้นและช่วงโควิดได้มีเวลาอยู่ด้วยกันมากขึ้นด้วยค่ะ ก็เป็นช่วง 7 ปีพอดีเลย ซึ่งทุกคนก็จะเข้าใจว่ามันเป็นอาถรรพ์หรือเปล่า แต่สำหรับคิมรู้สึกว่ามันเป็นปีที่ดีมากๆ ลงตัวมากๆ ทำความรู้จักกันได้แบบ 100 เปอร์เซ็นต์ คือคุยกันแล้วมอง ตากันก็แบบรู้แล้วว่าอีกคนคิดอะไร”

รักลงตัวรู้จักกันร้อยเปอร์เซ็นต์ขนาดนี้แล้ว จะแต่งเมื่อไหร่?

คิม – “อันนี้ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ (หัวเราะ) ยังก่อนค่ะ เพราะเรายังต้องทำงาน เก็บตังค์อีกสักพักหนึ่ง”

วางแผนชีวิตคู่เรื่องแต่งงานไว้ยังไง?

คิม – “ตอนเด็กๆ คิดวาดฝันอยากจะมีลูกอยากท้องตอนอายุ 30 แต่งงานแล้ว แต่พอมาถึงตอนนี้รู้สึกว่ามันถึงแล้วเหรอ เรายังไม่พร้อมขนาดนั้น ยังมีอะไรคารา คาซังเยอะมากด้วยความที่มีโควิด-19 เข้ามาด้วยมันเลยทำให้ปีที่แล้วคือยังไม่ได้ทำอะไรเลย ปีนี้คืออะไรเราก็ยังไม่ได้ทำ มันก็เลยหายไปเลย รู้สึกว่าต้องเติมเต็มช่วงที่เราโสดวัยรุ่นอยู่และยังมีแรงที่จะทำงานอยู่ให้มันเต็มที่ก่อนค่ะ”

เรื่องแต่งงานในอนาคต อีกไม่นานใช่ไหม?

คิม – “ ก็ต้องรอจังหวะของมัน เดี๋ยวมันก็ลงล็อกเองค่ะ”

เคยคุยกันเรื่องนี้คร่าวๆ ไหม?

คิม – “ก็มีคุยนะ พอเห็นมาร์กี้ (ราศรี) มีลูกแฝด เราก็เลยรู้เลยว่าเราจะไม่มีแฝด เราฟันธงว่าเราคงจะมีแค่คนเดียว ลูกแฝดมันมีข้อดีตรงที่ไม่ต้องท้องหลายรอบ ทีเดียวไปเลย แต่ว่าไม่ไหวจริงๆ ค่ะ”

วีรนุช จันทำ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน