ร้านอาหารเว้นผ่อนครึ่งปี
ออมสินอุ้มลูกหนี้ไม่ต้องจ่ายต้น-ดอก

ออมสินเคาะลูกหนี้ร้านอาหารไม่ต้องส่งค่างวดทั้งต้น-ดอกนาน 6 เดือน หวังบรรเทาความเดือดร้อนจากมาตรการรัฐ ส่วนโรงแรม รีสอร์ต เกสต์เฮาส์ ที่ได้สิทธิ์ไปก่อนหน้านี้และกำลังจะหมดเขต ให้ทำเรื่องต่ออายุไม่ต้องส่งค่างวดได้ถึงสิ้นปีเช่นกัน ขณะที่เกษตรกรแห่นำไม้ยืนต้นมายื่นกู้เงิน

นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่มีแนวโน้มทวีความรุนแรง ทำให้รัฐบาลและกระทรวงการคลังมอบนโยบายให้ธนาคารออมสิน ขยายความช่วยเหลือแก่ผู้ประกอบกิจการร้านอาหารที่ได้รับผลกระทบ

ธนาคารจึงปรับเกณฑ์มาตรการยกเว้นการชำระเงินต้นและดอกเบี้ย เงินงวดเป็นศูนย์ ตลอด 6 เดือน เปิดให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่เป็นลูกหนี้สินเชื่อธุรกิจนำเงินกู้ไปประกอบกิจการร้านอาหาร สามารถขอเข้าร่วมมาตรการนี้ได้ด้วย จากเดิมที่ให้สิทธิ์เฉพาะธุรกิจโรงแรม รีสอร์ต เกสต์เฮาส์ และเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์

ผู้ประกอบกิจการร้านอาหารและเครื่องดื่ม ที่เป็นลูกหนี้สินเชื่อธุรกิจธนาคารออมสิน วงเงินสินเชื่อรวมไม่เกิน 250 ล้านบาท และมีหนี้ค้างชำระไม่เกิน 90 วัน ขอเข้าร่วมมาตรการ เพื่อรับสิทธิ์ยกเว้นการชำระเงินต้นและดอกเบี้ย มีผลตั้งแต่งวดเดือนกรกฎาคม-เดือนธันวาคม 2564

แจ้งความประสงค์เข้าร่วมมาตรการได้ตั้งแต่บัดนี้ที่สาขาธนาคารออมสิน หรือศูนย์สินเชื่อธุรกิจลูกค้าเอสเอ็มอี ที่ได้ติดต่อขอสินเชื่อไว้ หมดเขตแจ้งความประสงค์วันที่ 23 กรกฎาคม 2564

ที่ผ่านมาธนาคารได้จัดทำมาตรการยกเว้นการชำระเงินต้นและดอกเบี้ยให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีโรงแรมรีสอร์ต เกสต์เฮาส์ และเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ไปแล้วในช่วงก่อนหน้านี้ ซึ่งจะหมดเขตให้แจ้งความประสงค์เข้าร่วมมาตรการในวันที่ 23 กรกฎาคม 2564 เช่นเดียวกัน โดยธนาคารมีเป้าหมายเพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายแก่ผู้ประกอบการ

ด้านนายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตั้งแต่กฎกระทรวงกำหนดให้ทรัพย์สินอื่นเป็นหลักประกันทางธุรกิจ พ.ศ.2561 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 5 พ.ย. 2561 ที่ผ่านมา กำหนดให้ไม้ยืนต้นเป็นทรัพย์สินที่สามารถนำมาใช้เป็นหลักประกันเพื่อขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินได้

ถึงปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2564) มีสถาบันการเงินและผู้ประกอบธุรกิจให้สินเชื่อรายย่อยอเนกประสงค์ (พิโกไฟแนนซ์) รับไม้ยืนต้นเป็นหลักประกันทางธุรกิจแล้วจำนวน 119,498 ต้น มูลค่าสินเชื่อรวมกว่า 134 ล้านบาท โดยเป็นธุรกิจพิโกไฟแนนซ์ จำนวน 96,277 ต้น มูลค่าสินเชื่อ 4.03 ล้านบาท

ต้นไม้ที่นำมาใช้เป็นหลักประกันทางธุรกิจส่วนใหญ่ ได้แก่ ยาง ยางพารา สัก เป็นต้น และในส่วนของสถาบันการเงินอื่น จำนวน 23,221 ต้น มูลค่าสินเชื่อกว่า 130 ล้านบาท ต้นไม้ที่นำมาใช้เป็นหลักประกันทางธุรกิจ ได้แก่ สัก มะขาม มะกอกป่า เป็นต้น

นอกจากนี้ช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทั้ง 3 ระลอก (1 มี.ค. 2563-30 มิ.ย. 2564) มีเกษตรกรนำไม้ยืนต้นมาใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน จำนวน 25,720 ต้น มูลค่าสินเชื่อ 4.11 ล้านบาท กู้เงินกับผู้ประกอบธุรกิจให้สินเชื่อรายย่อยอเนกประสงค์ และ ธ.ก.ส. ซึ่งช่วยให้เกษตรกรโดยเฉพาะในส่วนภูมิภาคมีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายและสะดวกอย่างแท้จริง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน