ส่งออกโตเกิน10%-อานิสงส์โลกฟื้นตัวศูนย์วิจัยกรุงไทยหั่นจีดีพีไทยเหลือ 0.5-1.3% จากปัญหา โควิดยังลุกลามหนัก คาดกระทบเศรษฐกิจถึงก.ย. จากเดิม คาดว่าเดือนส.ค.จะค่อยๆ ฟื้นตัว แนะไตรมาส 4 เพิ่มแผน กระตุ้นทั้งคนละครึ่ง เราชนะ และเที่ยวด้วยกัน ส่วนส่งออก คาดปีนี้โตเกิน 10% เพราะต่างประเทศฟื้นกันเกือบหมดแล้ว

นายพชรพจน์ นันทรามาศ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ศูนย์วิจัย กรุงไทย คอมพาส ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่าปรับคาดการณ์เศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ปี 2564 จะเติบโตลดลงเหลือ 0.5-1.3% จากเมื่อเดือนพ.ค.ที่คาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ระดับ 0.8-1.6% เป็นผลจากตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19 สูงกว่าที่ธนาคารประมาณการไว้มากพอสมควร

จึงมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจค่อนข้างรุนแรงกว่าที่คาดการณ์ และคาดว่าการระบาดระลอกนี้น่าจะมีผลกระทบอย่างมากต่อเศรษฐกิจไปถึงเดือนก.ย.เป็นอย่างต่ำ จากเดิมที่คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะเริ่มกลับมาฟื้นตัวได้ดีในเดือนส.ค. และคาดหวังว่าในเดือนต.ค.ปีนี้เศรษฐกิจไทยน่าจะกลับมาฟื้นตัวได้

การคาดการณ์จีดีพีดังกล่าว อยู่บนสมมติฐานว่าภาครัฐต้องใส่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมเข้าในช่วงหลังจากนี้ เนื่องจากมาตรการที่มีอยู่ในปัจจุบันยังไม่เพียงพอ เพราะผลกระทบต่อเศรษฐกิจสูงกว่าที่คาดไว้ค่อนข้างมาก เพียงแต่อาจต้องรอให้สถานการณ์โควิดดีขึ้น หรือช่วงไตรมาส 4 ที่คาดหวังว่าภาครัฐจะมีมาตรการสนับสนุนให้ประชาชนออกมาจับจ่ายใช้สอย

ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มเงินมาตรการคนละครึ่งจาก 3,000 บาท เป็น 6,000 บาท มาตรการเราชนะ ที่จะช่วยให้เกิดบรรยากาศของการจับจ่ายใช้สอย รวมถึงมาตรการเราเที่ยวด้วยกัน ที่ได้รับความนิยมมากในปีที่แล้ว

ถ้าเป็นไปตามที่ธนาคารคาดการณ์ โดยประมาณเดือนก.ย.นี้สามารถควบคุมการระบาดของโควิด-19 ได้ และในเดือนต.ค.เริ่มเปิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้ ก็คาดว่าหลายๆ มาตรการของภาครัฐจะต้องเริ่มนำมาใช้ เพื่อให้เศรษฐกิจขับเคลื่อนต่อไปได้ในไตรมาส 4

ขณะที่ประเมินภาคการส่งออกไทยในปีนี้กลับมาฟื้นตัวได้ดีอย่างแข็งแกร่ง ทำให้ธนาคารอยู่ระหว่างพิจารณาปรับประมาณการภาคการส่งออกของไทยในปีนี้อาจจะเติบโตได้มากกว่า 10% เนื่องจากเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวแล้ว ส่วนในปี 2565 ประเมินการส่งออกไทย ยังเติบโตต่อเนื่องที่ 7-8%

นายพชรพจน์กล่าวถึงเพดานหนี้สาธารณะของไทยที่ระดับใกล้ 60% ในปัจจุบัน ว่ายังไม่น่ากังวลเพราะต่ำกว่าหลายประเทศที่อยู่ในระดับเดียวกัน และต่ำกว่ามากเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว

และด้วยสถานการณ์ปัจจุบัน ประเทศไทยมีความจำเป็นที่จะต้องใช้มาตรการทางการคลัง โดยให้ภาครัฐ เข้ามาพยุงเศรษฐกิจเพิ่ม มากขึ้น

อย่างไรก็ดี ภาครัฐต้องมีแผนบริหารจัดการหนี้สาธารณะในระยะยาว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างประเทศ ในการลงทุนพันธบัตรรัฐบาลของไทยในอนาคต

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน