เรื่องวัสสการพราหมณ์เข้าเฝ้า (ตอน 1) – วัสสการพราหมณ์กราบทูลพระพุทธเจ้าว่า พระเจ้าอยู่หัวแห่งเมืองราชคฤห์ (อชาตศัตรู เวเทหิบุตร) ฝากถวายบังคมด้วยเศียรเกล้าแล้ววัสสการพราหมณ์ได้กราบทูลพระพุทธองค์ว่า พระเจ้าอชาตศัตรูกษัตริย์แห่งมคธรัฐโจมตีแคว้นวัชชีอย่างไรก็ไม่สามารถจะตีแตกได้แคว้นวัชชีของกษัตริย์ลิจฉวีเข้มแข็งเหลือเกิน

พระพุทธเจ้ามิได้ตรัสกับวัสสการพราหมณ์ ทรงหันไปตรัสกับพระอานนท์พุทธอุปัฏฐากซึ่งนั่งถวายงานพัดอยู่ข้างๆ ตรัสถาม พระอานนท์ว่า เคยได้ยินไหมว่ากษัตริย์ลิจฉวีมีคุณสมบัติ 7 ประการอันเป็นทางทำให้มีแต่ความเจริญไม่มีเสื่อม ทรงถามทีละข้อๆ พระอานนท์กราบทูลว่า เคยได้ยิน

คุณสมบัติ 7 ประการ หรือ อปริหานิยธรรม 7 ประการที่เหล่ากษัตริย์ลิจฉวีประพฤติอยู่เป็นประจำได้นำมาลงไว้แล้ว

วัสสการพราหมณ์เป็นคนฉลาด พอได้ฟังอย่างนี้แล้วก็ได้คิดว่าที่พวกกษัตริย์ลิจฉวีเข้มแข็ง ข้าศึกศัตรูไม่สามารถเอาชนะได้เพราะมีความสมัครสมานสามัคคีกัน ทางเดียวที่จะตีแตกได้ ต้องหาทางทำลายความสามัคคีของเหล่ากษัตริย์ลิจฉวี

ข้อนี้เป็นความฉลาดของวัสสการพราหมณ์เอง มิใช่พระพุทธเจ้าท่านชี้แนะแต่ประการใด จะหาว่าพระองค์ทรงบอกใบ้หรือชี้แนะให้กษัตริย์ สองเมืองรบรากันไม่ถูกต้องแน่นอนเพราะพระพุทธจริยาวัตรของพระองค์ทรงเต็มเปี่ยมด้วยมหากรุณามุ่งให้สรรพสัตว์รักใคร่ปรองดองกันฉันญาติพี่น้อง ส่วนใคร่ฟังเทศน์ฟังธรรมจากพระองค์แล้วจะนำไปคิดไปใช้ในแง่ลบแง่เบียดเบียนคนอื่น เป็นความผิดของผู้นั้นเอง

หลังจากวัสสการพราหมณ์จากไปแล้ว พระพุทธเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาแล้วทรงแสดงอปริหานิยธรรม (หลักแห่งความไม่เสื่อม) สำหรับพระภิกษุไว้ 6 นัย ในที่นี้จะขอนำมาให้รับทราบไว้ 2 นัย คือ

เสฐียรพงษ์ วรรณปก

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน