มาอ่านให้ลืมตรรกะพันลึก “สวดมนต์ทุกวัน ดังนั้น จะไม่ทำอะไรที่ผิด” กันเถอะ สำนักพิมพ์มติชน www.matichonbook.com ภูมิใจเสนอผลงานอันสะท้อนภาวะ ‘ผู้นำ’ พร้อมหนังสือแนวถนัด ซิกเนเจอร์มติชน ประวัติศาสตร์ ศิลปะ วัฒนธรรม

เล่มใหม่…“ฝรั่งรุกพระนั่งเกล้าฯ การทูตสยามคราวจักรวรรดินิยมบุกอุษาคเนย์” โดย ศ.ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์ และ วิกัลย์ พงศ์พนิตานนท์ ที่บ่งชัดว่า เกมการต่างประเทศยุคจักรวรรดินิยม มีเพียงการทูตอันชาญฉลาดเท่านั้นที่จะรักษาอธิปไตยไว้ได้
ประวัติศาสตร์สมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว หาใช่เป็นเพียงยุคสมัยของการค้า การพระศาสนา หรือการรักษาความมั่นคงภายในประเทศ รัชสมัยของพระองค์ยังเป็นยุคที่สยามต้องเผชิญกับภัยคุกคามครั้งใหญ่จากจักรวรรดินิยมอังกฤษ มหาอำนาจตะวันตกชาติแรกที่ขยายแสนยานุภาพเข้ามายังภาคพื้นทวีปอุษาคเนย์ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ซึ่งมิได้เพียงมุ่งครองเส้นทางการค้าเท่านั้น ทว่ายังหมายครอบครองดินแดนอันอุดมไปด้วยทรัพยากรพร้อมแรงงานจำนวนมหาศาล
เพื่อให้ได้มาซึ่งความต้องการของตน จักรวรรดินิยมอังกฤษจึงบุกดินแดนอุษาคเนย์ด้วยนโยบายเรือปืน ราชอาณาจักร อังวะต้องเผชิญกับสงครามครั้งใหญ่ที่สร้างความสั่นคลอนอย่างใหญ่หลวง ส่วนราชอาณาจักรสยามที่มีพรมแดนติดกันนั้น พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงกระทำทุกวิถีทางเพื่อรักษาไว้ซึ่งอำนาจอธิปไตย ไม่ว่าจะด้วยการข่าวที่แม่นยำ ประสบการณ์สั่งสมยาวนาน และพระอัจฉริยภาพด้านการต่างประเทศ
“ฝรั่งรุกพระนั่งเกล้าฯ การทูตสยามคราวจักรวรรดินิยมบุก อุษาคเนย์” ฉายภาพประวัติศาสตร์สมัยพระบาทสมเด็จ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวในอีกมุมมองหนึ่งที่ไม่ใช่ยุค Old Siam แต่เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญที่สยามได้ก้าวขึ้นมามีบทบาทต่อรองกับมหาอำนาจตะวันตก
…รัชสมัยเดียวกันนั้น ยังมี “ขุนพลแก้วคู่พระทัย-เจ้าพระยาบดินทร์เดชา (สิงห์ สิงหเสนี)” ศานติ ภักดีคำ ร้อยเรียงประวัติและวีรกรรมของผู้ซึ่งสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ทรงเรียกว่า “พี่บดินทร์” ออกมาเป็นหนังสือชื่อ “เจ้าพระยาบดินทร์เดชา (สิงห์ สิงหเสนี) สมุหนายก แม่ทัพใหญ่ผู้สำเร็จราชการในสงครามอานามสยามยุทธ์”
เรื่องของปรินายก หรือขุนพลแก้ว ในรัชกาลที่ 3 ที่เป็นแม่ทัพปราบเวียงจันทน์ จำปาศักดิ์ และเป็นแม่ทัพใหญ่ผู้สำเร็จราชการถืออาญาสิทธิ์ในสงครามอานามสยามยุทธ์ กว่า 15 ปี ขับไล่ทัพเวียดนามออกจากกัมพูชา สถาปนานักองค์ด้วงเป็นปฐมกษัตริย์กัมพูชา สืบราชวงศ์มาจนปัจจุบัน เมื่อถึงอสัญกรรม ปฐมกษัตริย์จึงทรงสร้างศาลและรูปเหมือนของเจ้าพระยาไว้ที่เมืองอุดงค์มีชัย ก่อนถอดแบบมาไว้ที่วัดจักรวรรดิราชาวาส
นับเป็นหนังสือสำคัญอีกเล่ม เพื่อรู้จักอีกหนึ่งบรรพชนที่ธำรงพระบรมเดชานุภาพของพระมหากษัตริย์ไว้อย่างเต็มกำลังสามารถ

…แต่ก่อนจะถึงสงครามอานามสยามยุทธ์อันลือลั่น ขอชวนอ่าน “รุกตะวันออก : ความสัมพันธ์ สยาม-เวียดนาม ก่อนอานามสยามยุทธ” ผลงาน สุเจน กรรพฤทธิ์ ว่าด้วยการเมืองในบุรพทิศ และการเปลี่ยนแปลงอำนาจในแผ่นดินสยาม
อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างสยามกับเวียดนามในช่วงธนบุรี-ต้นรัตนโกสินทร์ ช่วงเวลาก่อนเกิดสงครามอานามสยามยุทธ์ ซึ่งจะทำให้เห็นบริบทความสัมพันธ์และที่มาที่ไปของสงครามระหว่างสยามและเวียดนาม โดยใช้หลักฐานชั้นต้นเวียดนามที่จะช่วยเปิดมุมมองทางประวัติศาสตร์ใหม่ๆ ซึ่งไม่ได้ต้องการจะอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างสยามกับเวียดนามก่อนสงครามอานามสยามยุทธ์เท่านั้น แต่ต้องการปรับมุมมองทางประวัติศาสตร์ไทย จากที่แต่เดิมประวัติศาสตร์ในช่วงเวลาธนบุรี-ต้นรัตนโกสินทร์ มักถูกมุ่งเน้นอธิบายไปที่ความสัมพันธ์ระหว่างสยามกับพม่าเป็นหลัก
แต่สยามให้ความสำคัญกับดินแดนด้านตะวันออกของสยาม คือ กัมพูชาและลาวมากกว่า เพราะดินแดนเหล่านี้คือปริมณฑลอำนาจ (mandala) ของกษัตริย์สยามมาตั้งแต่สมัยอยุธยา ดังนั้นการเข้าควบคุมรัฐต่างๆ ในดินแดนดังกล่าวจึงเป็นภาระหน้าที่อันสำคัญของกษัตริย์สยามตลอดมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยธนบุรีและรัตนโกสินทร์ ที่กษัตริย์มองว่าตนเองเป็นผู้สืบทอดสถานะความเป็นอยุธยา
เป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่ในเวียดนามเกิดสภาวะ “ว่างระเบียบ” อำนาจไม่ได้รวมศูนย์อยู่ที่จักรพรรดิราชวงศ์เล แต่ตกอยู่ในมืออ๋องตระกูลจิ่งห์และอ๋องตระกูลเหงวียน โดยเฉพาะอ๋องตระกูลเหงวียนที่ปกครองเวียดนามทางใต้ได้เริ่มขยายอิทธิพลเข้ามาในกัมพูชา โดยเข้าแทรกแซงการเมืองภายในกัมพูชาและพยายามสถาปนาเจ้านายกัมพูชาที่ตนเองสนับสนุน
เมื่อนโยบายรุกตะวันออกปะทะกับการขยายอิทธิพลลงใต้ของอ๋องตระกูลเหงวียน นี่จึงเป็นที่มาของความสัมพันธ์อันสลับซับซ้อนของสยาม-เวียดนาม ก่อนอานามสยามยุทธ โดยมีตัวละครสำคัญที่ขับเคลื่อนความเป็นไปของประวัติศาสตร์ คือ สมเด็จพระเจ้า ตากสิน, รัชกาลที่ 1 และองเชียงสือ
“หนังสือเล่มนี้มิได้มุ่งหาผู้ร้ายที่เข้ามาทำลายกรุงศรีอยุธยา ไม่ได้มองหาศัตรูในอดีตของรัฐชาติไทย แต่จุดหมายหลักคือการเข้าใจสถานการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในอดีตด้วยหลักฐานจากหลากหลายแหล่ง…กองทัพสยามในอดีต (ที่แทบไม่เกี่ยวกับระบบของโลกยุคปัจจุบัน) เคยยกไปตีอาณาจักรล้านช้าง (ลาว) กัมพูชา โจมตีเมืองท่าอย่างฮาเตียน และทำศึกยาวนานกับเวียดนามนับสิบปี ซึ่งถ้าหากเราถือคติเอารัฐชาติปัจจุบันไปปนกับรัฐในอดีตจนเกิดความโกรธแค้นพม่าที่มาเผากรุงศรีอยุธยา เช่นนี้แล้วเพื่อนบ้านทางทิศตะวันออกก็ต้องมีสิทธิ์ที่จะมองเราด้วยสายตาแบบเดียวกันกับที่เรามองพม่า”

…ยังมีอีกเล่มเรื่องไทยกับเพื่อนบ้าน “นาคยุดครุฑ : ‘ลาว’ การเมืองในประวัติศาสตร์นิพนธ์ไทย” โดย กัมพล จำปาพันธ์
นาค เป็นสัตว์ในตำนานความเชื่อของคนลุ่มแม่น้ำโขง ส่วน ครุฑ เป็นสัญลักษณ์อำนาจชั้นสูงของสยามประเทศที่พัฒนามาจากชุมชนโบราณริมแม่น้ำเจ้าพระยา และสำหรับไทยเรามักคุ้นกับคำ ครุฑยุดนาค ที่อธิบายความสัมพันธ์ในเชิงสัญลักษณ์ระหว่างลาวกับไทยในมิติทางประวัติศาสตร์ได้ชัด
การเปลี่ยนให้ “นาค” มา “ยุด” “ครุฑ” จึงมีนัยความหมายเท่ากับความพยายามจะเปลี่ยนความสัมพันธ์ให้กลายเป็นเท่าเทียม
หนังสือเล่มนี้เล่าประวัติศาสตร์การเมืองของลาว พาเราไปรู้จักเพื่อนบ้านที่สะท้อนถึงสยามประเทศ ความสัมพันธ์ทั้งมิติประวัติศาสตร์และสังคมวัฒนธรรม เพื่อความเข้าใจว่าทำไม ลาว-ไทย ถึงเท่าเทียมกัน
ที่มาของชื่อ นาคยุดครุฑ ผู้เขียนอธิบายไว้ว่า “การเป็นนักต่อสู้ นักแสวงหา นักผจญภัยที่ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตาและระบบที่เป็นอยู่ นับเป็นจิตวิญญาณเบื้องหลังบุคลิกลักษณะของคนลาว ‘นาค’ ที่อาจหาญต่อสู้กับศัตรูคู่อาฆาตที่มีมาตั้งแต่ชาติปางก่อน จนสามารถ ‘ยุด’ (ครุฑ) ได้ในบางครั้งบางคราว จากเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ที่เราได้เรียนได้รับรู้กันมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเจ้าอนุวงศ์ เรื่องของกบฏไพร่ต่างๆ ในอีสานและล้านช้าง การ ‘ยุด’ ของ ‘นาค’ ต่อ ‘ครุฑ’ จึงมีนัยความหมายเท่ากับเป็นความพยายามที่จะปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์ จากสถานะที่ด้อยกว่ามาเป็นเท่าเทียมกัน…คิดว่าสิ่งนี้คือสาระสำคัญในประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างลาวกับไทย”
…“การเมืองเรื่องพระพุทธรูป” โดย วิราวรรณ นฤปิติ มองอำนาจการเมือง ผ่านการอัญเชิญพระพุทธรูปในช่วงสมัยรัชกาลที่ 1-5 ความศักดิ์สิทธิ์ของพระพุทธรูปจึงสามารถแปรเปลี่ยนเป็นอำนาจทางการเมืองได้
ในอดีต แต่ละเมืองจะมีพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ประจำเมืองแทบทั้งสิ้น ซึ่งนอกจากจะเป็นวัตถุเคารพบูชาแล้ว ยังจะเป็นสิ่งสะท้อนอำนาจบารมีของเจ้าเมือง หรือเจ้าแคว้นรัฐเช่นเดียวกันการสถาปนาแรกสร้างกรุงเทพฯ อันเป็นช่วงเวลาในการรวบรวมบ้านเมืองให้เป็นหนึ่งเดียวกัน หนึ่งในกลวิธีในการสร้างอำนาจของกษัตริย์คือ การรวบรวมพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์จากท้องถิ่นเข้าสู่กรุงเทพฯ เพื่อสถาปนาอำนาจที่กรุงเทพฯ มีเหนือหัวเมืองทั้งปวงยุคสมัยต่อมาพระพุทธรูปถูกใช้เป็นเครื่องมือในอำนาจทางการเมืองอย่างต่อเนื่องเรื่อยมาสมเช่นคำกล่าวที่ว่า ศาสนาไม่เคยแยกออกจากการเมือง
“การเก็บรวบรวมและอัญเชิญพระพุทธรูปจากหัวเมืองต่างๆ มายังกรุงเทพฯ ตั้งแต่สมัยสร้างกรุงเทพฯ จนถึงสมัยรัชกาลที่ 5 ที่นอกเหนือจากเหตุผลทางด้านศาสนาแล้ว ยังมีอุดมคติทาง การเมืองแฝงอยู่อย่างแยกไม่ออก โดยเฉพาะเรื่องการแสดงสถานะทางการเมืองที่เหนือกว่าของชนชั้นนำสมัยสร้างกรุงเทพฯ ต่อหัวเมืองที่อยู่ในการปกครอง”
ออนไลน์ไปเลือกหามาอ่านเอาเรื่องเอารสได้เลยที่ www.matichonbook.com
ผู้สื่อข่าวหรรษา