บทบาท การเมือง – สถานการณ์ในวันที่ 4 กับสถานการณ์ในวันที่ 7 กันยายน แตกต่างกัน
ไม่ว่าจะมองจากด้านของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ว่าจะมองจากด้านของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ไม่ว่าจะมองจากด้านของ พล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา
หรือมองจากด้านของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า
ในวันที่ 4 กันยายน สังคมเห็นภาพ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยกกำปั้นขึ้นสูงเด่น ในวันที่ 7 กันยายน สังคมเห็นภาพ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แสดงอาการมึนตึง
มึนตึงเมื่อเห็น ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า
ทุกสถานการณ์ล้วนไม่สะท้อน “อนาคต” อันสดใสของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า
บทสรุปของ “นักวิชาการ” ทางด้านการทหาร บทสรุปจากความจัดเจนของบรรดา “นักวิเคราะห์” ในทางการเมือง การทหารตรงกัน
“เงาหัว” ของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ไม่เหลืออีกแล้ว
พลันที่การผนวกตัวรวมพลังจาก “3 ป.” พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้ทรงอำนาจ
มีเหลือที่จะมี “ทาง” ให้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ได้ “เดิน”
มีความจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับ “ความเห็น” จาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ
พลันที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ตอบคำถามจากนักข่าวที่ว่า ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ยังคงเป็นเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐอยู่หรือไม่
โดยเปลี่ยนจาก “ไม่รู้ ไม่รู้” มาเป็น “ไม่มี”
เท่านั้นแหละ วิถีทางการเมืองของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ก็เพิ่มความสลับซับซ้อนขึ้นมาโดยอัตโนมัติจากการค้ำยันของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ
เท่ากับยังมี “เส้นทาง” เหลือให้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า อยู่
ยังไม่มีใครมั่นใจได้ว่า “เงาหัว” ของ ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า จะชัดหรือเจือจาง
เวลาจากวันที่ 4 กันยายนอาจเร็วเกินไปแม้จะมีการเรียกตัว นายสันติ พร้อมพัฒน์ และ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน เข้าไปหารืออย่างเป็นการจำเพาะ
เพราะยังมี “บารมี” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ คุ้มครอง