บุ๊กสโตร์ นอกจากภูมิใจเสนอผลงานเอี่ยมอ่อง อาทิตย์นี้ “สำนักพิมพ์มติชน” www.matichonbook.com ชวนอ่าน “ปราสาทเขมรในไทย” พาปังไปกับ MV ร้อนแรงของศิลปินสาวน้อยไทยที่ยิ่งกว่าดังไกลระดับโลก “ลิซ่า แบล็กพิงก์” กับฉากเต้นอยู่หน้าฉากหลังที่ละม้ายคล้ายคลึงกับปราสาทหินพนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์ บ้านเกิดของเธอ โอกาสนี้จึงเรียนชวนรู้จักเรื่องราวของปราสาทเขมรในไทยผ่านหนังสือ 3 เล่มดัง “ลพบุรีหลังวัฒนธรรมเขมร” โดย ศ.ดร.ศักดิ์ชัย สายสิงห์ ฉายภาพพื้นที่ลพบุรีที่แต่เดิมจะมีอิทธิพลของวัฒนธรรมขอมอยู่มาก แต่หลังจากวัฒนธรรมขอมหมดไปในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 18 ถึงพุทธศตวรรษที่ 19 หรือที่เรียกกันว่าอาณาจักรละโว้ ก็เป็นช่วงเวลาที่ลพบุรีมีการพัฒนารูปแบบศิลปกรรมเป็นของตนเอง อาจกล่าวได้ว่า พัฒนาก “ปราสาทขอม” สู่ “ปรางค์ไทย” ผู้เขียน อ.ศักดิ์ชัย ได้วิเคราะห์หลักฐานทางศิลปกรรมที่เมืองลพบุรีระหว่างช่วงระยะเวลาพุทธศตวรรษที่ 18-23 ทำให้ทราบได้ว่าช่วงสมัยต้นอยุธยา ทั้งงานช่างและกลุ่มคน น่าจะได้รับอิทธิพลและมีที่มาจากลพบุรีเป็นหลัก ที่สำคัญ “อาจเป็นคำตอบอีกคำถามหนึ่งเรื่องที่มาของสมเด็จพระเจ้าอู่ทอง ผู้สถาปนากรุงศรีอยุธยาเสด็จมาจากไหน” ศิลปกรรมที่ปรากฏอยู่ภายในเล่ม ไม่เพียงครอบคลุมงานช่างลพบุรีครบถ้วนทั้งด้านงานสถาปัตยกรรม ประติมากรรม ยังครอบคลุมไปถึงช่วงสมัยอยุธยาตอนปลาย “ศิลปะเขมร” โดย ผศ.ดร.รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง และ รศ.ดร.ศานติ ภักดีคำ ว่าด้วยเรื่องราวประวัติศาสตร์และศิลปกรรมเขมร คำว่า เขมร เป็นมากกว่าชื่ออาณาจักรโบราณของกัมพูชา แต่คือขุมทรัพย์แห่งศิลปะอันล้ำค่าที่มีอิทธิพลต่อไทยและวัฒนธรรมในแถบอาเซียน ศิลปะเขมร สามารถแบ่งยุคสมัยหลักๆ ออกเป็น สมัยก่อนเมืองพระนคร สมัยเมืองพระนคร และสมัยหลังพระนคร แต่ละยุคสมัยมีเอกลักษณ์ที่เหมือนและแตกต่างกัน โดยได้รับแรงบันดาลใจจากหลากศาสนา ทั้งพราหมณ์-ฮินดู และศาสนาพุทธ โดยเฉพาะสมัยหลังพระนครที่สะท้อนถึงอิทธิพลจากศิลปะไทยเข้าไปมาก ส่วนสำคัญประการหนึ่งคือ ศิลปกรรมของเขมรได้ส่งอิทธิพลเข้ามาสู่ดินแดนไทย อันเป็นความสัมพันธ์ด้านวัฒนธรรมที่สามารถพบได้ทั่วไปของประเทศในแถบอาเซียน “นครวัดทัศนะสยาม” รศ.ดร.ศานติ ภักดีคำ รวบรวมหลักฐานความรู้ ความเข้าใจนครวัดของชาวสยามมาร้อยเรียงเป็นหนังสือเพื่อบอกเล่าความเปลี่ยนแปลงองค์ความรู้ของชาวสยามที่มีต่อนครวัดที่ปรับเปลี่ยนผันแปรไปตามบริบทของยุคสมัย ก่อนหน้าการค้นพบบนครวัดของฝรั่งเศส ความรู้เกี่ยวกับ นครวัดของคนท้องถิ่นนั้นก็มีอยู่แล้ว เพียงแต่อยู่ในรูปแบบของตำนาน ความทรงจำ และพงศาวดาร ซึ่งคงมิต้องพูดถึงชาวกัมพูชาเจ้าของดินแดน นับแต่เฉพาะชาวสยาม ก็มีความทรงจำต่อเมืองนครวัดหลากหลายและยาวนาน หากย้อนเวลากลับไป เราจะพบว่าหลักฐานทางประวัติศาสตร์นับตั้งแต่สมัยก่อนสุโขทัย-รัตนโกสินทร์ ระบุถึงความรู้ของชาวสยามที่มีต่อนครวัดไว้จำนวนมาก และไม่ใช่แค่ในระดับชนชั้นสูงเท่านั้นที่รู้จักนครวัดและสั่งให้สร้างวัด-วังเลียนแบบ แต่ชาวบ้านร้านตลาด- พระสงฆ์องค์เจ้าต่างก็รู้จักนครวัดเช่นกัน และคนเหล่านี้ต่างเคยเดินทางไปเมืองนครวัดด้วยกันทั้งนั้น จึงไม่ใช่เลยที่นครวัดจะเป็นเมืองที่ถูกทิ้งร้างและแวดล้อมไปด้วยชนป่าเถื่อนอย่างที่คนฝรั่งเศส อ็องรี มูโอต์ บอกเล่าเอาไว้ เพราะที่แท้เรื่องราวของนครวัดยังคงไหลเวียนอยู่ในความทรงจำของคนท้องถิ่นมาตลอดสายธารของประวัติศาสตร์ เพียงแต่ไม่ใช่ในแบบที่คนปัจจุบันเข้าใจ “หนังสือเล่มนี้เป็นความพยายามที่จะเสนอเรื่องราวของ นครวัด-นครธม ตามการรับรู้ของไทยในแต่ละห้วงเวลา เพราะ นครวัด-นครธม ไม่เคยหายไปไหน และอยู่ในการรับรู้ของคนไทยตลอดมา” …กล่าวสำหรับ อ็องรี มูโอต์ รู้จักเขาได้ผ่านหนังสือ “บันทึกการเดินทางของอ็องรี มูโอต์” บันทึกส่วนตัวว่าด้วยการผจญภัยและประสบการณ์แปลกใหม่ยามอยู่ไกลบ้านไกลเมือง เป็นตัวอย่าง “หลักฐานชั้นต้น” ชิ้นสำคัญ ของงานเขียนในยุคอาณานิคมจากมุมมองของเจ้าอาณานิคม แง่มุมของคนหนุ่มที่มีความโรแมนติกอยู่ใน ตัว มองโลกลึกซึ้งคมคาย แต่ก็ช่างติไม่แพ้กัน และด้วยเหตุที่มูโอต์ไม่ใช่นายทหารหรือเจ้าหน้าที่ปกครองของรัฐ จึงกล่าวได้ว่าบันทึกของเขาเป็นไปด้วยความสนใจใคร่รู้โดยแท้ ไม่ใช่เพื่อดูต้นทางหรือลาดเลาในการเข้ายึดครองพื้นที่ บุคลิกของอ็องรี มูโอต์มีความโดดเด่นน่าสนใจเป็นทุนเดิม เพราะเขามีความรู้ความสามารถด้านภาษาและนิรุกติศาสตร์ บวกกับความสนใจใคร่รู้เรื่องธรรมชาติวิทยา ภูมิศาสตร์ และวัฒนธรรม ทำให้บันทึกการเดินทางของเขากลายเป็นงานเขียนที่มีชีวิตชีวาไม่ธรรมดา สยามสมัยรัชกาลที่ 4 ในบันทึกของมูโอต์นั้น เรียกได้ว่าเป็น “พระเอก” ของเล่ม ผู้อ่านสมัยนี้จึงได้รับข้อมูลภาพสะท้อนที่เป็นจริงของบ้านเมืองเราในหลายๆ ภูมิภาคเมื่อร้อยกว่าปีก่อน ตลอดจนความคิดเห็นต่อสังคม วิถีชีวิตท้องถิ่น และความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับรัฐในสมัยนั้น ส่วน “ปราสาทนครวัด” ก็สร้างชื่อเสียงให้มูโอต์ในโลกตะวันตกจากการทำหน้าที่กระบอกเสียงบอกเล่าถึงการมีอยู่ของซากปรักหักพังในดินแดนกัมพูชา และพรรณนาความยิ่งใหญ่อลังการของศาสนสถานแห่งนี้ออกมาด้วยตัวอักษรและภาพสเกตช์รายละเอียดตระการตา จนหลายคนเข้าใจผิดไปว่า นายฝรั่งรายนี้คือผู้ค้นพบนครวัด ปิดท้ายด้วยเมืองลาว ดินแดนสุขสงบงดงามสุดปลายเส้นทางมรณะที่เรียกขานกันว่า ป่าดงพญาไฟ จุดหมายในการเดินทางเที่ยวหลังซึ่งเต็มไปด้วยความลำบากแสนสาหัส แต่มูโอต์ก็ไปถึงหลวงพระบางได้ในที่สุด น่าเศร้าที่เป็นจุดหมายปลายทางสุดท้าย เขาจบชีวิตที่นั่นในวัย 35 ปี …แล้วก็ถึงเล่มใหม่…“วินาทีไร้น้ำหนัก” นวนิยายเรื่องแรกของ วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ อดีตบรรณาธิการนิตยสารและคอลัมนิสต์ เคยมีผลงานหนังสือรวมบทความและผลงานแปล “วินาทีไร้น้ำหนัก” นำเสนอให้เห็นถึงคุณค่าของตนเองและผู้อื่นท่ามกลางเป้าหมายชีวิต ความสุข ความทรงจำที่แตกต่างกันไป ผู้เขียนก่อร่างชีวิตรูปแบบต่างๆ สื่อสารผ่านมนุษย์เงินเดือน พนักงานเสิร์ฟอาหาร สถาปนิก คนขับรถรับจ้าง พนักงานแคชเชียร์ นักเรียน นักศึกษา ไปจนถึงหมาจรจัด ตั้งแต่ระดับตัวตน คนรอบข้าง และผู้ร่วมอาศัยบนโลก โดยหลายชีวิตได้เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันในอุบัติเหตุครั้งใหญ่ เกิดการเชื่อมประสาน และส่งผลกระทบต่อกัน “ศิลปวัฒนธรรม” ฉบับเดือนกันยายน 2564 เชิญติดตามเรื่องคุก เรื่องตะราง และราชทัณฑ์ของไทย ผลงานค้นคว้าของ ศรัญญู เทพสงเคราะห์ ผ่านบทความ “กำเนิดคุกสมัยใหม่แบบอาณานิคมและการปฏิรูปราชทัณฑ์ในกรุงเทพฯ” กว่าที่จะเป็นคุกอย่างเช่นทุกวันนี้ เป็นอย่างไร ทั้งในบันทึกของไทยและโดยชาวต่างชาติที่กล่าวไว้ตรงกันว่า คุกสยามสมัยก่อนสกปรกเต็มไปด้วยสิ่งปฏิกูล กลางวันนักโทษถูกทางการใช้แรงงานทำงานหนัก ตกค่ำถูกร้อยรวมด้วยโซ่ นอนเรียงกันแออัด ก่อนจะเริ่มมีการปฏิรูปหลังรัชกาลที่ 5 เสด็จฯ สิงคโปร์, ชวา และอินเดีย แล้วพัฒนาคุกสมัยใหม่ และการปฏิรูปราชทัณฑ์ในกรุงเทพฯ ฉบับเดียวกันนี้ยังมีบทความน่าสนใจ อาทิ วัดป่าฝ้าย ปากน้ำประสบ ค่ายใหญ่เนเมียวสีหบดี, จากนโปเลียน มาเป็น “พระบรมรูปทรงม้า” เมืองเขมร, ชีวิตพิสดาร “อาจารย์เซ่ง” หมอดูเลื่องชื่อสมัยรัชกาลที่ 4, ตำนานพระแก้วมรกต จากเอกสารล้านนาสู่รัตนโกสินทร์ เป็นต้น อ่านให้เพลิดเพลินได้เลย

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน