อ่าน‘ศาสนาต้อง(ไม่)ห้ามเรื่องการเมือง?’
บุ๊กสโตร์

“อาตมาพยายามจะยืนยันสิทธิว่า พระเณรในฐานะปัจเจกชน ควรมีเสรีภาพที่จะแสดงความคิดเห็นในทางการเมืองตามกรอบของพระธรรมวินัยได้ ไปกันได้กับหลักธรรมของพระพุทธเจ้า ยึดสันติอหิงสา เป็นธรรมและอยู่ข้างคนที่ถูกกดขี่ ในทางกลับกันในทางมายาคติ อาตมามองว่า การที่พระสงฆ์นิ่งเงียบ และอยู่กับฝ่ายของคนที่มีอำนาจ อันนี้ต่างหาก แสดงว่าคณะสงฆ์ไม่ได้อยู่ในฐานะที่เป็นผู้นำเลย”

คือถ้อยแถลงของ พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ 1 ใน 2 พส. รูปดังแห่งยุคสมัย ว่าด้วยประเด็นพระเณรกับการเมือง (เรื่องร้อน ที่กำลังลวกบางคนทุรนทุราย) “สำนักพิมพ์มติชน” www. matichonbook.com นำเสนอมาคู่กับหนังสือเล่มใหม่ ภูมิใจชวนอ่าน

ถอดด้ามเลยนะ … “ภารตะ-สยาม ศาสนาต้อง (ไม่) ห้ามเรื่องการเมือง?” คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง พาแหวกม่านการเมืองร่วมสมัยในพรมแดนของความเชื่อ เปิดมุมมองใหม่ปมศาสนากับการเมือง ทั้งเรื่องราวพุทธ พราหมณ์ ไสยศาสตร์ จนถึงข้อเสนอปฏิรูปศาสนาไปพร้อมกับการเมือง ด้วยความมุ่งหวัง ศาสนาดำรงอยู่ต่อไปในโลกสมัยใหม่

ความสัมพันธ์ระหว่างศาสนากับการเมือง มักถูกมองว่าไม่เกี่ยวข้องกันเสมอมา ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว หากนิยามว่าการเมืองคือ “อำนาจนานาชนิดในการจัดสรรแบ่งปันทรัพยากร” แล้ว ศาสนาเองก็ไม่อาจปลอดพ้นไปจากการเมืองได้ ลำดับชั้นวรรณะและอำนาจต่างๆ ที่แฝงฝังซ่อนเร้นอยูในวงการศาสนา ต่างก็เป็นสิ่งยืนยันความเป็นการเมืองในศาสนาเอง

ย้ำชัดๆ จาก วิจักขณ์ พานิช ที่กล่าวไว้ตอนหนึ่งในคำนิยม “…ศาสนาในสังคมไทยเป็นการเมืองเสียยิ่งกว่าการเมือง อีนุงตุงนังกับชีวิตใกล้ตัวเราอย่างแยกไม่ออก…ศาสนาไม่ใสๆ อย่างที่เราคิด ไม่เพียว ไม่แท้ ไม่ได้มุ่งสู่การหลุดพ้นอะไรเลย แต่ ‘การเมือง’ ที่บ่อยครั้งศาสนาและศาสนิกชนปฏิเสธที่จะเข้าไปสัมพันธ์ด้วย กลับมีอิทธิพลต่อศาสนาอย่างยิ่งยวด ศาสนาไทยเป็นการเมืองที่สุด ฝักใฝ่อำนาจที่สุด ฉ้อฉลตรวจสอบไม่ได้ที่สุด และกำลังนำพาตัวมันเองและประเทศไปสู่หายนะอย่างร้ายแรงที่สุด

หนังสือเล่มนี้นำเสนอมุมมองต่อประเด็นศาสนากับการเมืองด้วยท่าทีสนใจใคร่รู้ ชวนตั้งคำถามต่อเหตุการณ์ต่างๆ ในฐานะปรากฏการณ์ที่เราสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมและทำความเข้าใจ อย่างน้อยก็ในระดับจิตสำนึก ในทางตะวันตกเรียกสิ่งนี้ว่า political awareness หรือการตระหนักรู้ทางการเมือง”

…มาอ่านการเมืองในช่วงเวลาครบ 15 ปี ทหารยึดอำนาจจากรัฐบาลที่มาตามระบอบประชาธิปไตย 19 กันยายน 2549 เหตุการณ์ที่หนังสือ “ประวัติศาสตร์ไทยร่วมสมัย” ชี้ไว้ว่า จากไทม์ไลน์ที่ต่อเนื่องยาวนาน จะเห็นได้ว่ารัฐประหาร 2549 และผลพวงหลังจากนั้นสร้างความเสียหายมหาศาลแก่ประเพณีประชาธิปไตยที่ได้ก่อสร้างสร้างขึ้นมาในช่วง 30 ปีที่แล้ว และยังคงส่งผลกระทบต่อการเมืองไทยร่วมสมัยจนทุกวันนี้

สำนักพิมพ์มติชนจัดสำรับหนังสือชุด “15 ปี รัฐประหาร เราควรอ่านอะไรเพื่อไปต่อ” ไว้ ณ ที่นี้ ก่อนจะ“ไปต่อ”ด้วยกัน

“ประวัติศาสตร์ไทยร่วมสมัย (A History of Thailand)” โดยนักวิชาการประวัติศาสตร์คริส เบเคอร์ และผาสุก พงษ์ไพจิตร นักเศรษฐศาสตร์การเมือง ที่มีผลงานเขียนและแปลร่วมกันหลายเล่มทั้งที่เป็นภาษาอังกฤษและภาษาไทยเผยแพร่สู่ วงกว้างทั้งในและต่างประเทศ ก่อนที่หนังสือเล่มนี้จะมาอยู่ในมือผู้อ่านคนไทย ก็ผ่านสายตาชาวต่างชาติมาแล้วในฉบับภาษาอังกฤษที่จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ และ ใช้เรียนกันในวิชาประวัติศาสตร์การเมืองของเอเชียตามมหา วิทยาลัยหลายแห่งในต่างประเทศ พร้อมคำนิยมจากสื่อต่างๆ

หนังสือกะเทาะเปลือกประเทศไทยรอบด้านจากอดีตจนถึงปัจจุบันเล่มนี้ สนพ.มติชนยกให้เป็นหนังสือแห่งปี และหวังที่จะเห็นหนังสือเล่มนี้อยู่ในมือนักอ่านคนไทยมากที่สุด นั่นเพราะตระหนักถึงพลังของการอ่าน และเชื่อมั่น คนที่ได้รับข้อมูลข่าวสารหลากหลาย ย่อมจะเข้าใจเรื่องราวต่างๆ และวิเคราะห์สถานการณ์ได้ดีกว่า

“When We Vote : พลวัตการเลือกตั้งและประชาธิปไตยในอาเซียน” ประจักษ์ ก้องกีรติ นำไปรู้จักโลกประชาธิปไตยใน 3 ประเทศกลุ่มอาเซียน มาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ที่ล้วนประสบกับการเปลี่ยนขั้วอำนาจการบริหารประเทศและสถานการณ์การเมืองในยุคใหม่

ขณะที่การเมืองการเลือกตั้งของไทยก้าวถอยหลังและชะงักงันเพราะการครองอำนาจของเผด็จการ การเมืองการเลือกตั้งใน 3 ประเทศนั้นนับว่าน่าจับตามองที่สุดในอุษาคเนย์ เพราะความเปลี่ยนแปลงอย่างสูงในเงื่อนไขที่ต่างกัน ราวกับจะยืนยันให้เห็นความเป็นไปได้และคลื่นของความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่ทำให้การเลือกตั้งมิได้หยุดนิ่งและถูกผูกขาดโดยชนชั้นนำกลุ่มเดิมจำนวนน้อยอีกต่อไป

ร่วมวงสนทนากับแนวทางการศึกษาแบบสถาบันนิยม ทฤษฎีการสร้างประชาธิปไตย การเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตย ตามเข้าไปสำรวจความเป็นจริงในพื้นที่ ฟังข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์ ตัวเลขสถิติ และกลับเข้าสู่การถกเถียงถึงโอกาส ความหวัง ความฝัน และความจริง จากการศึกษาเปรียบเทียบความเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับการเลือกตั้งในประเทศเพื่อนบ้าน

แล้วย้อนกลับมาเปรียบเทียบและทบทวนสถานการณ์การเมืองการเลือกตั้งของไทย–ประเทศซึ่งตั้งไข่และล้มลุกคลุกคลานมากว่า 88 ปี ในการสร้างกระบวนการเลือกตั้งที่มีคุณภาพและประชาธิปไตยที่ยั่งยืน

“สงครามเย็น (ใน)ระหว่าง โบว์ขาว” ผลงาน กนกรัตน์ เลิศชูสกุล ผู้ลงพื้นที่ไปสำรวจปรากฏการณ์ทางการเมืองครั้งสำคัญของไทยในปี 2563 ทำความเข้าใจรายละเอียดอันซับซ้อนในความขัดแย้ง และฟัง “เสียง” อันหลากหลาย ภายใต้ความเคลื่อนไหวทางการเมืองในปีที่ผ่านมา

อ่านมุมมอง โลกทัศน์ ตัวตน ของคนต่างรุ่น ต่างวัย ต่างวัฒนธรรม ต่างอุดมการณ์ทางการเมือง ระหว่าง “คนรุ่นสงครามเย็น” “คนรุ่น (ใน) ระหว่าง” และ “คนรุ่นโบว์ขาว” คน 3 เจเนอเรชั่นที่ล้วนมีบทบาทสำคัญในปรากฏการณ์ทางการเมืองสำคัญของไทยเมื่อปี พ.ศ. 2563 ผู้เขียนเข้าไปร่วมสังเกต สนทนา เก็บสถิติ และทำความเข้าใจความแตกต่างของพวกเขาจากพื้นที่การชุมนุมจริง และฉายภาพเบื้องหลังความแตกต่างทางการเมืองของคน 3 วัย 3 เจนเนอเรชั่นด้วยความเข้าใจ

เพื่อชี้ชวนให้หาทางออกร่วมกันว่า ท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนไปไม่หยุดยั้ง เราจะก้าวข้ามความขัดแย้งและอยู่ร่วมกันอย่างไร

“เผด็จการวิทยา” พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ พาไปรู้ทันวัฒนธรรมอำนาจนิยมที่อยู่กับสังคมในทุกยุคสมัย ศึกษาว่าเหตุใดระบอบเผด็จการจึงเติบโตและเกาะกินระบอบการเมืองทุกรูปแบบได้อย่างชาญฉลาด สามารถปรับตัวเข้ากับยุคสมัยได้อย่างไม่น่าเชื่อ แม้จะถูกท้าทายจากผู้คนที่เชิดชูสิทธิเสรีภาพตามระบอบประชาธิปไตย แต่สุดท้ายระบอบเผด็จการภายใต้รูปลักษณ์ต่างๆ ก็ยังคงอยู่อย่างไม่อาจคาดคำนวณได้ว่าจะจบสิ้งลงเมื่อใด

ทั้งหมดนี้เพื่อชี้ให้เห็นว่า ความเจริญก้าวหน้าของสังคมไม่ได้หมายมุ่งไปสู่ระบอบประชาธิปไตยเพียงเท่านั้น แต่จงระวังการปรากฏตัวของเผด็จการในยุคสมัยใหม่ เพราะถึงอย่างไร ไม่ว่าระบอบเผด็จการจะอยู่ในรูปลักษณ์ไหน ย่อมถือเป็นความคิดและการกระทำที่สังคมโลกไม่อาจยอมรับได้

หนังสือเหมาะสำหรับนักประชาธิปไตยไทยผู้สนใจเรื่องอำนาจนิยม ขณะเดียวกัน สำหรับบางคนที่นิยมชมชอบระบอบอำนาจนิยมและเป็นนักเผด็จการ หรือจะเป็นกองเชียร์เผด็จการ ก็ควรอ่านด้วย เพื่อความเข้าใจในสิ่งที่เป็นตัวตนของพวกท่านทั้งหลาย มิฉะนั้นฝ่ายขวาไทยจะเป็นเพียงพวกหลับหูหลับตาเชียร์เผด็จการอย่างหาสาระไม่ได้

“ประวัติศาสตร์สำเหนียก” โดย ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์ พาตื่นรู้ประวัติศาสตร์-อำนาจรัฐ และบุคลาธิษฐานวิพากษ์ จากการผูกขาดการประดิษฐ์สร้างประวัติศาสตร์ของอำนาจรัฐซึ่งแอบแฝงด้วยผลประโยชน์ทางด้านทัศนคติทางการเมืองการปกครองมาโดยตลอด อันเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างอำนาจความชอบธรรมให้มั่นคง มาถึงยุคปัจจุบันที่มีการค้นคว้าแนวคิดทางประวัติศาสตร์อันหลากหลาย เราจึงควรที่จะเริ่มสำเหนียก หรือตื่นรู้ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ให้มากขึ้น

การสำเหนียกประวัติศาสตร์ในเล่มนี้มีทั้งด้านประวัติศาสตร์นิพนธ์ประวัติศาสตร์อาเซียนในแบบเรียน รวมไปถึงการวิพากษ์บุคลาธิษฐาน ที่เกิดขึ้นน้อยมาก อันถือได้ว่าเป็นการเปิดหู เปิดตา เปิดปากให้กับการรับรู้ประวัติศาสตร์อีกด้านในสังคมไทย

สำเหนียกไว้ อย่าให้คนช่างบิดเบือนมาสร้างเรื่องลวงเอาได้ (อีก)

ผู้สื่อข่าวหรรษา

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน