สอท.ชูเปิดประเทศ-พักหนี้กลุ่มท่องเที่ยว
เว้นดอก6เดือน-เติมสภาพคล่อง

สภาอุตฯ เผยผลสำรวจกลุ่มผู้บริหาร ส่วนใหญ่เห็นด้วยเปิดประเทศคลายล็อกดาวน์ พร้อมเสนอแนะรัฐช่วยผู้ประกอบการพักหนี้ หยุดคิดดอกเบี้ยธุรกิจท่องเที่ยวและอุตสาหกรรม ที่เกี่ยวเนื่อง 6 เดือน เผยกลุ่มผู้บริหารเร่งใช้เทคโนโลยีมาปรับใช้ในธุรกิจ ให้เข้ากับพฤติกรรมผู้บริโภคช่วงโควิด

นายวิรัตน์ เอื้อนฤมิต รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวถึงผลสำรวจผู้บริหารส.อ.ท. 150 ท่าน ครอบคลุมผู้บริหารจาก 45 กลุ่มอุตสาหกรรม และ 76 สภาอุตสาหกรรมจังหวัด ในเดือนก.ย.2564 หัวข้อ “ภาคอุตสาหกรรมพร้อมเปิดประเทศแล้วหรือยัง?” พบว่าผู้บริหาร ส.อ.ท. ส่วนใหญ่ 78% เห็นด้วยกับแผนการเปิดประเทศและการผ่อนคลายล็อกดาวน์ อีก 22% ไม่เห็นด้วย

โดย 73.3% ขอให้ภาครัฐดำเนินนโยบายที่มีการผ่อนคลายกิจกรรมทางธุรกิจมากขึ้น และบังคับใช้มาตรการควบคุมโรคเท่าที่จำเป็น เพื่อให้เศรษฐกิจเดินต่อไปได้ มี 14% ขอให้รัฐเข้มงวดในการบังคับใช้มาตรการควบคุมโรคทุกช่องทาง และ 12.7% ขอให้เร่งเปิดประเทศ โดยให้ความสำคัญด้านการฟื้นฟูเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ 44.7% เห็นว่าแนวทางการเปิดประเทศที่ให้อยู่ในพื้นที่แซนด์บ็อกซ์ 14 วัน หากไม่พบเชื้อหลัง 14 วัน สามารถเดินทางได้ทั่วประเทศมีความเหมาะสมกับสถานการณ์ในปัจจุบัน อีก 26% เห็นว่าควรเปิดให้เดินทางได้ทั่วประเทศ ในรูปแบบการจับคู่ระหว่างประเทศ โดยไม่ต้องกักตัว 16.7% ให้เปิดเฉพาะพื้นที่แซนด์บ็อกซ์เท่านั้น ห้ามออกนอกพื้นที่ และ 12.6% ให้เปิดเดินทางได้ทั่วประเทศ แต่ต้องผ่านการกักตัวในสถานที่กักตัว 14 วัน

ขณะเดียวกันหลังเปิดประเทศ 76% ยังเสนอให้ภาครัฐช่วยเหลือ ผู้ประกอบการพักชำระหนี้ และหยุดคิดดอกเบี้ยสำหรับธุรกิจท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องเป็นระยะเวลา 6 เดือน เพื่อเสริมสภาพคล่องให้แก่ภาคเอกชน

อีก 74% ให้ร่นระยะเวลาเคอร์ฟิว ผ่อนผันให้ธุรกิจร้านอาหาร และธุรกิจบันเทิงเปิดให้บริการได้ ส่วน 54% ขอให้รัฐออกมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยว สนับสนุนการจัดงานแสดงนิทรรศการ-การประชุมในประเทศ และ 50.7% ขอให้ลดค่าน้ำ ค่าไฟ อุดหนุนค่าเช่าให้แก่ผู้ประกอบการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง

นายวิรัตน์กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ผู้บริหารที่เป็นสมาชิกของส.อ.ท. 73.3% ปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจให้เข้ากับพฤติกรรมผู้บริโภค ที่เปลี่ยนแปลง เพื่อเตรียมความพร้อมในการเปิดประเทศ อีก 71.3% นำเทคโนโลยีและดิจิตอลมาปรับใช้ในการดำเนินธุรกิจ

ส่วน 66% พัฒนาสินค้าและบริการที่ให้ความสำคัญด้านสุขอนามัย และการรับรองมาตรฐานด้านสุขอนามัย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค และ 57.3% ปฏิบัติตามมาตรการควบคุมพื้นที่ในโรงงานอุตสาหกรรมเพื่อลดความเสี่ยง

อย่างไรก็ตาม 86% เห็นว่าภาครัฐดำเนินการเปิดประเทศได้ภายใต้เงื่อนไขที่มีอัตราการฉีดวัคซีน 2 เข็ม ให้แก่ประชาชน ไม่ต่ำกว่า 70% อีก 66.7% เห็นควรให้คัดกรอง ตรวจติดตามผู้เดินทางเข้าประเทศ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน