แบงก์ชาติจี้รัฐรื้อเครื่องยนต์เศรษฐกิจ
เวียดนามแซงลงทุน-ส่งออก
ธนาคารแห่งประเทศไทยห่วงเศรษฐกิจไทยหลังโควิด เติบโตลดลงต่อเนื่อง เฉลี่ยไม่เกิน 3% แนะรัฐบาลเร่งปรับปรุงเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยให้ทันสมัย ระบุ 5 ปีที่ผ่านมา แพ้เวียดนามราบคาบ ทั้งภาคการส่งออกและภาคการลงุทนจากต่างชาติ
นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “Looking Beyond Covid-19 : โจทย์ที่ท้าทายของเศรษฐกิจไทยหลังยุคโควิด-19” ว่า 40 ปีผ่านมา โครงสร้างเศรษฐกิจไทยก็ยังคล้ายๆ เดิม พึ่งพาการส่งออกยานยนต์ ปิโตรเลียมและปิโตรเคมี อิเล็กทรอนิกส์ และการท่องเที่ยว ขณะที่บริบทของโลกกลับเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ทำให้เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจของไทยไม่แข็งแรงเหมือนเดิม
เห็นได้จากการส่งออกที่ปัจจุบันเวียดนามแซงไทยไปแล้ว โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา อัตราการขยายตัวสูงกว่าไทย 6 เท่า การส่งออกของภาคอุตสาหกรรมไทย 60% ยังอยู่ในอุตสาหกรรมโลกเก่า ขณะที่มูลค่าหลักทรัพย์ หรือ market capitalization ในปัจจุบัน สะท้อนว่าธุรกิจในภาคอุตสาหกรรมเกือบ 30% ยังอยู่ในหมวดพลังงาน เกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร
ขณะที่การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เวียดนามแซงหน้าไทยไปแล้วเช่นกันตั้งแต่ปี 2557 และในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา FDI ของเวียดนามสูงกว่าไทยเกือบ 2 เท่า เนื่องจากต้นทุนและคุณภาพแรงงานน้อยกว่า รวมถึงสิทธิประโยชน์ทางการค้า
ส่วนภาคการท่องเที่ยวมีโอกาสต้องใช้เวลานานกว่านักท่องเที่ยวต่างชาติจะกลับมาที่ 40 ล้านคน เพราะนักท่องเที่ยวหลังโควิดจะเน้นเรื่องสุขอนามัย เที่ยวกลุ่มเล็ก การจะหวังพึ่งรายได้การท่องเที่ยวที่มาจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่สูงย่อมเป็นไปได้ยาก
ล่าสุดจากการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันภาคการ ท่องเที่ยวของ World Economic Forum ด้านสิ่งแวดล้อม ไทยอยู่ในอันดับที่ 130 จาก 140 ซึ่งสะท้อนผลกระทบที่ชัดเจนจากรูปแบบการท่องเที่ยวเดิมๆ ในช่วงที่ผ่านมา หากรัฐบาลไม่เร่งยกระดับเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจ เศรษฐกิจไทยจะโตชะลอลงเรื่อยๆ เหลือเพียงปีละ 3% และถ้ามองไปใน 10-20 ปีข้างหน้า
นายเศรษฐพุฒิกล่าวอีกว่า ภาครัฐบาลต้องปรับสู่โหมด facilitator ปล่อยให้กลไกตลาดทำงานเอง เพื่อสร้างระบบนิเวศ หรือ ecosystem ที่สนับสนุนและผลักดันให้ภาคธุรกิจปรับตัว และเศรษฐกิจโตอย่างเข้มแข็ง ด้วยการวางทิศทางนโยบายให้ชัดเจน และมีกลไกสนับสนุน โดยเฉพาะการปรับตัวเข้าสู่กระแสดิจิทัลและความยั่งยืนที่อาจต้องเพิ่มแรงจูงใจให้เร่งทำ
เร่งวางรากฐานเพื่อสนับสนุนภาคธุรกิจและประชาชน เช่น การปรับกฎระเบียบต่างๆ การเร่งยกระดับโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ อาทิ ระบบคมนาคม digital infrastructure และระบบการศึกษา รวมถึงเร่งขยายนโยบายการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ เช่น FTA เพื่อเพิ่มความน่าสนใจของไทยให้กับบริษัทข้ามชาติ (MNCs) และสามารถขยายตลาดส่งออกของเราได้