พระสารีบุตรยืนยันความเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า – “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ไม่มีญาณเพื่อกำหนดรู้ซึ่งใจในพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งในอดีต อนาคต และปัจจุบัน แต่ว่าข้าพระองค์รู้แนวธรรม ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ปัจจันตนครของพระราชามีประตูมั่นคง มีกำแพงและเสาระเนียดมั่นคง มีประตูช่องเดียวคนเฝ้าประตูพระนครนั้น เป็นคนฉลาดเฉียบแหลมมีปัญญา ห้ามคนที่ไม่รู้จัก ปล่อยคนที่รู้จักให้เข้าไปได้ เขาเดินตรวจดูหนทางตามลำดับโดยรอบพระนครนั้น ไม่เห็นที่หัวประจบแห่งกำแพงหรือช่องกำแพงโดยที่สุดแม้เพียงแมวลอดออกได้ เขาพึงมีความรู้สึกว่าสัตว์ที่ตัวโตทุกชนิดจะเข้าออกนครนี้ ย่อมเข้าออกโดยประตูนี้ แม้ฉันใด แนวแห่งธรรมฉันนั้นเหมือนกัน
ข้าพระองค์รู้ว่า พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ได้มีแล้วในอดีตกาลทุกพระองค์ ทรงละนิวรณ์ทั้ง 5 ซึ่งเป็นเครื่องเศร้าหมองแห่งจิต กระทำปัญญาให้ทุรพล มีพระทัยตั้งมั่นดีแล้วในสติปัฏฐาน 4 ทรงเจริญโพชฌงค์ 7 ตามความเป็นจริงตรัสรู้ พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว
แม้พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าที่จักมีในอนาคตกาลทุกพระองค์ จักทรงละนิวรณ์ 5 ซึ่งเป็นเครื่องเศร้าหมองแห่งจิต กระทำปัญญาให้ทุรพล มีพระทัยตั้งมั่นดีแล้วในสติปัฏฐาน 4 ทรงเจริญโพชฌงค์ 7 ตามความเป็นจริงจักตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าในบัดนี้ก็ทรงละนิวรณ์ 5 ซึ่งเป็นเครื่องเศร้าหมองแห่งจิตกระทำปัญญาให้ ทุรพล มีพระทัยตั้งมั่นดีแล้วในสติปัฏฐาน 4 ทรงเจริญโพชฌงค์ 7 ตามความเป็นจริง ตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณฯ”
สรุปใจความก็คือ พระสารีบุตรท่านมิได้รู้ใจของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย แต่ที่ยืนยันว่า ไม่มีใครรู้เกินกว่าพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันในเรื่องสัมโพธิญาณอาศัยการพิจารณาเปรียบเทียบเอา
เสฐียรพงษ์ วรรณปก