ตรัสเรื่องโทษของศีลวิบัติและอานิสงส์ของศีลสมบัติ – ศีลทำให้รวยจริงหรือไม่
มีข้อที่น่าสังเกตคือ คนมีศีลย่อมถึงพร้อมด้วยโภคะ คนทุศีลย่อมเสื่อมจากโภคะ พูดง่ายๆ คือ คนมีศีลร่ำรวย คนทุศีลยากจน หลายท่านอาจเถียงในใจว่า ไม่จริงดอก คนทุศีลคอร์รัปชั่นฉิบหายวายวอด ต่างหากรวยกว่า และรวยเร็วทันตาเห็น
ถ้ามองเพียงผิวเผิน มองมุมเดียวอาจเห็นเช่นนั้น แต่ถ้าดูให้ลึกแล้วจะเห็นว่าคนที่ทำมาหากินด้วยความซื่อสัตย์สุจริต มีศีล ไม่เบียดเบียน ไม่เอารัดเอาเปรียบคนอื่น ทำมาหาเลี้ยงชีพด้วยความขยันหมั่นเพียรนั้น ย่อมมีแต่วันเจริญขึ้นตามลำดับ มีเงินมีทองตั้งเนื้อตั้งตัวได้อย่างมั่นคง
ถึงจะรวยช้า แต่ก็มั่นคงค่อยเป็นค่อยไป
และที่สำคัญอย่างยิ่ง เขาจะมีแต่ความภาคภูมิใจ มีความสุขใจทุกครั้งที่รำลึกถึงความเป็นมาของทรัพย์สินว่า ทุกบาททุกสตางค์ได้มาด้วยหยาดเหงื่อแรงกายอันบริสุทธิ์ยุติธรรมจริงๆ เป็น “ทรัพย์เย็น” คืออำนวยแต่ความเย็นใจ สบายใจให้แก่เจ้าของ ไม่ต้องเดือดร้อนกังวลใจว่าจะมีใครเข้ามากล่าวหาฟ้องร้อง เพราะมิได้แย่งชิงใครเขามา คนเช่นนี้เรียกว่าได้เสวยผลแห่งโภคทรัพย์อย่างแท้จริง
ตรงกันข้ามกับคนร่ำรวยด้วยความคดโกง เบียดเบียนแย่งชิงคนอื่นเขามาหรือทุจริตฉ้อโกงราษฎร์โกงหลวงมา เขาอาจได้ชื่อว่าร่ำรวยจริง แต่ทรัพย์สินเงินทองนั้นเป็น “ของร้อน” ไม่จีรังยั่งยืน เพราะความไม่มีศีลเป็นพื้นฐานของจิตใจ คนคนนั้นก็จะใช้จ่ายทรัพย์นั้นในทางผิด เช่น เล่นการพนันหรือมั่วสุมในอบายมุขต่างๆ ในที่สุดทรัพย์สมบัติที่มีนั้นก็ร่อยหรอและหมดไป นี่แหละที่โบราณว่าเป็น “ของร้อน”
ภายในใจของคนคนนั้นก็ยิ่งร้อนยิ่งขึ้น หวาดระแวงอยู่ตลอดเวลา จะกิน จะนอน ก็ไม่เป็นสุข กลัวใครเขาจะมาทำร้าย แย่งชิงกลัวตำรวจจะมาจับ เพราะทุกบาททุกสตางค์ที่มีล้วนแต่โกงเขามาทั้งนั้น ดังคำภาษิตบทหนึ่งว่า
“กลืนข้าวดั่งกลืนอิฐ พิษบาปลุกแลบแสบไส้
นั่งเบนซ์คันโก้ใหญ่ ดังอยู่กองไฟอเวจี
ผิดศีลข้อสองสิ้น กินของราษฎร์ของหลวงป่นปี้
ทรัพย์สมบัติที่มี คือน้ำตาตาสีที่ไหลริน”