บุ๊กสโตร์

มาถูกทางแล้ว สายโบราณคดี “สำนักพิมพ์มติชน”มีเล่มเอี่ยมอ่องมาชวนอ่าน…“ปราสาทในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” ความรู้เรื่องปราสาทฉบับพื้นฐานของ ศ.ดร.เชษฐ์ ติงสัญชลี เล่มนี้ จะพาไปทำความรู้จักและเข้าใจรูปแบบสถาปัตยกรรมของปราสาทในศิลปะต่างๆ ทั้งเขมร จาม ทวารวดี ชวา พม่า พร้อมภาพประกอบเนื้อหาที่สวยงาม เพื่อให้เห็นปราสาทในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในแต่ละพื้นที่ที่ได้รับการถ่ายทอดหรืออิทธิพลทางศิลปะจากอินเดียได้แจ่มชัดยิ่งขึ้น

…เริ่มจากรู้เรื่อง “ปราสาท” อย่างละเอียด ตั้งแต่นิยามความหมาย เกร็ดพื้นฐานเกี่ยวกับองค์ประกอบ รูปทรงต่างๆ รวมถึงการพิจารณาปราสาท แล้วลงรายละเอียดว่าด้วยปราสาททรงต่างๆ ในศิลปะอินเดีย ถือเป็นจุดสำคัญที่จะนำไปสู่ความเข้าใจปราสาทในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากยิ่งขึ้น โดยเล่าถึงปราสาทในศิลปะอินเดียหลากหลาย รูปทรง เช่น ปราสาททรงหลังคาตัด ปราสาททรงผางสนา (หลังคาลาด) ปราสาททรงวิมาน (เรือนธาตุจำลองซ้อนชั้น) เป็นต้น

ยังมีอรรถาธิบายถึงปราสาทในศิลปะจาม, ปราสาทในศิลปะ ทวารวดี และนำสู่เขมร อีกหนึ่งดินแดนเซเลบแห่งปราสาท โดยนอกจากจะเล่าถึงปราสาทเขมรในหลากยุคอย่างเข้มข้น ยังเสนอประเด็นเด็ด ปราสาทในศิลปะเขมรที่ลดความนิยมและเลือนหายไป

“พระแก้วมรกต” มีตำนาน เรื่องเล่า เกี่ยวกับพระแก้วมรกตมากมาย หนังสือ “พระแก้วมรกต” รวบรวม 5 ไฮไลต์มานำเสนอ เพื่อความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับพระพุทธรูปสำคัญของบ้านเมืององค์นี้

1.วัตถุประสงค์ของตำนานและการสร้างพระแก้วมรกต มีความชัดเจนที่ปรากฏอยู่ในตำนานทุกฉบับว่า เพื่อเป็นการสืบอายุพระพุทธศาสนา อันเป็นการเตรียมการสำหรับการก้าวสู่สหัสวรรษใหม่แห่งพระพุทธศาสนา คือ พ.ศ. 2000

เหตุที่ พ.ศ. 2000 มีความสำคัญ เนื่องจากความเชื่อทางพระพุทธศาสนาสืบกันมานาน ดังปรากฏอยู่ในศิลาจารึกสมัยสุโขทัยตั้งแต่สมัยพระมหาธรรมราชาลิไทยแล้วว่า พระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์จะมีคนจดจำทำความเข้าใจได้และถือปฏิบัติน้อยลงทุกที โดยใช้ช่วงเวลาทุก 1,000 ปี เป็นเกณฑ์แสดงความเสื่อมถอยลงตามลำดับจนถึง พ.ศ. 5000 หรือเป็นเวลาที่พระพุทธองค์เสด็จดับขันธปรินิพพาน

ด้วยเหตุนี้ เมื่อผ่านช่วงเวลาครบ 1,000 ปีแต่ละรอบจึงต้องมีพิธีกรรมทางศาสนา อันเป็นการสืบอายุพระพุทธศาสนาอย่างยิ่งใหญ่ สำหรับในรอบที่ 3 แห่ง 1,000 ปี คือตั้งแต่ พ.ศ.2000 การสร้างพระแก้วมรกตและการเขียนตำนานขึ้นมานั้น จึงเพื่อเป็นการบุญกุศล เพื่อสืบอายุศาสนาที่ยิ่งใหญ่อย่างหนึ่ง ในการรับสหัสวรรษที่ 3 ที่จะเวียนมาถึง

2.ตำนานเก่าแก่ที่สุดเกี่ยวกับพระแก้วมรกตรจนาโดยพระรัตนปัญญาเถระ เล่าเรื่องราวการสร้าง “พระแก้วอมรโกฏ” (อมรโกฏ หมายถึง แก้วที่เทวดาสร้าง), มีคำทำนายที่ประดิษฐานในอนาคตของพระแก้วมรกต และการเดินทางของพระแก้วมรกตจากอินเดียสู่บ้านเมืองต่างๆ ตามคำทำนาย (วงศ์กัมโพช, วงศ์อริมัททนะ และวงศ์สยาม) หลักฐานโบราณในเวลาต่อมาต่างยึดโครงเรื่องที่คล้ายคลึงกับตำนานพระแก้วมรกตของพระรัตนปัญญาเถระเรื่อยมา

3.พระแก้วมรกตประดิษฐานอยู่เมืองต่างๆ นับแต่แรกพบใน พระเจดีย์ที่เมืองเชียงรายดังต่อไปนี้ เมืองเชียงราย ตั้งแต่ พ.ศ.- ถึง พ.ศ. 1979, เมืองลำปาง (32 ปี) ตั้งแต่ พ.ศ.1979-2011, เมืองเชียงใหม่(85 ปี) ตั้งแต่ พ.ศ.2011-2096, เมืองหลวงพระบาง (ไม่ถึงปี) ตั้งแต่พ.ศ. 2096, เมืองเวียงจัน (225 ปี) ตั้งแต่ พ.ศ.2096-2300

กรุงธนบุรี (5 ปี) ตั้งแต่ พ.ศ.2300-2327, กรุงรัตนโกสินทร์ (ถึงศักราชปัจจุบันนี้ พ.ศ.2564 นับเป็น 237 ปี) ตั้งแต่ พ.ศ.2327 ถึงปัจจุบัน แบ่งเป็น 2 ระยะ คือ ระยะแรก ยังประดิษฐานอยู่ฝั่งกรุงธนบุรี (พ.ศ.2325-2327) ระยะต่อมาย้ายมาประดิษฐานอยู่ฝั่งกรุงเทพฯ (พ.ศ.2327-ปัจจุบัน)

4.ประตูผีและพระแก้วมรกต เมื่อมีการสร้างกรุงเทพมหานครขึ้นบนฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา พระแก้วมรกตได้รับการประดิษฐานในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดารามในพระบรมมหาราชวัง ทิศทางของพระอุโบสถหันหน้าตรงกับประตูผี (ข้างวัดสระเกศ ภูเขาทอง) การวางทิศทางเช่นนี้เหมือนกับว่าเป็นการวางผังเมืองที่กำหนดหน้าที่ให้แก่พระแก้วมรกตในฐานะเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยคุ้มครองปกปักรักษากรุงเทพมหานครมิให้ความชั่วร้ายกล้ำกรายเข้าเมืองมา

5.เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกโปรดเกล้าฯให้สร้างวัดพระศรีรัตนศาสดารามขึ้นในพระบรมมหาราชวัง และให้อัญเชิญพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร (พระแก้วมรกต) มาประดิษฐานที่พระอุโบสถ ทรงพระราชศรัทธาสร้างเครื่องทรงคิมหันตฤดู (เครื่องทรงฤดูร้อน) และเครื่องทรงวสันตฤดู (เครื่องทรงฤดูฝน) ถวาย ต่อมาพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวให้สร้างเครื่องทรงเหมันตฤดู (เครื่องทรงฤดูหนาว) ถวายอีกสำรับหนึ่ง เป็นที่มาของพระราชพิธีเปลี่ยนเครื่องทรงพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรประจำฤดูกาล

…นิตยสาร “ศิลปวัฒนธรรม” ฉบับเดือนมกราคม 2565 นำกลับไปดูเรื่องราวของ “โหราจารย์” คนสำคัญ จากหลายสาขาอาชีพ ผู้อยู่เบื้องหลังการเมืองสยาม กำหนดฤกษ์ยามให้กับผู้นำบ้านเมืองในพระราชพิธีของรัฐ หรือภารกิจสำคัญชนิดเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย ในบทความ “โหราจารย์การเมืองสมัยปฏิวัติ 2475” โดย นริศ จรัสจรรยาวงศ์

อ่านเรื่องของพระสงฆ์ผู้พยากรณ์ดวงรัฐธรรมนูญ 2475, โหรหลวง 5 แผ่นดิน ผู้ถวายฤกษ์บรมราชาภิเษก 3 รัชกาล และวางฤกษ์รัฐธรรมนูญ 10 ธันวา ฯลฯ, นายพลเรือที่ขึ้นชื่อการเจริญวิปัสสนาและญาณพิเศษ ผู้ล้างอาถรรพ์และตั้งศาลพระพรหมเอราวัณ, หมอดูประจำตัวจอมพลสฤษดิ์ ผู้กำหนดฤกษ์ล้มจอมพล ป. เป็นต้น

ยังมีอีกสารพัดเรื่องสารพันรสครบครัน เปิดอ่านได้พลัน ไม่ต้องจับยามสามตา

ผู้สื่อข่าวหรรษา

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน