สองสส.ลาออก-ถูกดูด-ตั้งพรรค
รายงานพิเศษ
เป็นที่จับตากรณี ส.ส.ประกาศลาออก ย้ายพรรค การตั้งพรรคใหม่ รวมถึงกระแสข่าวดูดส.ส.
ซึ่งเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปลายปี 2564 และถี่ขึ้นในวันนี้
การเคลื่อนไหวทางการเมืองเหล่านี้สะท้อนอะไร

สติธร ธนานิธิโชติ
ผอ.สำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้า
กระแสข่าวการลาออกของส.ส. การย้ายพรรค การตั้งพรรคใหม่ การรวมกลุ่ม รวมถึงกระแสดูดส.ส.ที่หนาหูช่วงนี้ คงด้วยเสถียรภาพทั้งในและนอกสภาของรัฐบาล การคุมเสียงในสภาก็ค่อนข้างลำบาก พรรคร่วมรัฐบาลเองก็งอแง
จึงมีการดึงคนมาเติมเพื่อให้เกิดเสถียรภาพในสภา อย่างน้อยๆ ก็เพื่อรักษาเสียงข้างมากไว้ให้ได้ ส่วนจะซื้อใครได้ก็ต้องไปซื้อฝั่งตรงข้าม หรือซื้อคนเดิมที่เคยลังเลใจว่าจะเอนเอียงให้กลับมาอยู่กับพรรค ซึ่งปรากฏการณ์แบบนี้เป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆ
ขณะเดียวกัน นักการเมืองก็รู้ว่ารัฐบาลง่อนแง่นแบบนี้มีโอกาสที่นายกฯ จะตัดสินใจทำอะไรได้หลายอย่าง รวมถึงถอดใจลาออก ยุบสภา หรือแม้แต่ปรับครม. จึงเป็นช่วงจังหวะที่ใครอยากได้เก้าอี้รัฐมนตรีก็ต้องต่อรอง วิธีต่อรองเก้าอี้ก็คือการรวบรวมพรรคพวกให้ได้เยอะๆ แล้วเสนอตัวเลขผู้สนับสนุน ซึ่งก็อาจรวมถึงพรรคภูมิใจไทยที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาลในตอนนี้ด้วย
สำหรับท่าทีของพรรคร่วมรัฐบาลยังคงสนับสนุน นายกฯ ขณะเดียวกันก็ยังเตรียมความพร้อมเลือกตั้งนั้น เพราะเขายังแฮปปี้ที่จะอยู่กับรัฐบาล เพียงแต่อาการซวนเซแบบนี้ก็ต้องออกตัวไว้ก่อนเพื่อสร้างราคา ไม่เช่นนั้นจะมีคนอื่นมาขอต่อรองราคา
ส่วนการเตรียมความพร้อมเลือกตั้งและดึงส.ส.เข้าพรรค ก็เป็นการเตรียมพร้อมถ้าเกิดอุบัติเหตุภายในปีนี้หรืออย่างช้าต้นปีหน้า ก็ไม่ได้เสียหายอะไรที่จะเตรียมความพร้อมในการเลือกตั้ง ซึ่งของแบบนี้มันต้องตั้งรับไว้ให้ทุกๆ หน้า ไม่ว่าจะยุบสภาเมื่อไรก็ต้องพร้อม
หรือแม้จะไม่มีการยุบแต่มีการดูดกันไปกันมาก็ต้องป้องกันคนของตัวเองด้วย พรรคภูมิใจไทยค่อนข้างชัด แสดงให้เห็นว่าเขามีศักยภาพและเนื้อหอม ใครจะมาดึงคนของเขาไม่ได้ง่ายๆ ก็ทำท่าให้ดูเข้มแข็งไว้
ส่วนนายทักษิณ ชินวัตร แฉว่ามีส.ส.ฝ่ายค้านถูกไล่ฉีดวัคซีน 20-30 ล้านนั้น เป็นการต่อสู้ นายทักษิณ กับพรรคเพื่อไทยก็ต้องเปิดเผยข้อมูลรัฐบาลให้ได้มากที่สุด ซึ่งจริงๆ แล้วการจะดูดดึงใคร หรือใครจะซื้อใครนั้นมันเกิดขึ้นตลอดอยู่แล้ว ฉะนั้นเป็นจังหวะของฝ่ายค้านเองที่จะเอาข้อมูลเหล่านี้มาแฉเพื่อป้องกันตัวเองและดิสเครดิตรัฐบาลจากช่วงขาลงอยู่แล้วให้ดิ่งไปเลย
ที่เลือกออกมาเปิดเผยช่วงนี้เพราะเป็นช่วงการอภิปราย ทำให้มองได้ว่าข้างในสภาก็ถูกอภิปราย ข้างนอกสภาก็เปิดข้อมูลนี้เสริมกันไป แต่จังหวะช่วงนี้ไม่พอที่จะกดดันให้ยุบสภาหรือลาออกได้ เชื่อว่านายกฯต้องยื้อไปก่อน
หรือจะไฮแจ๊คเหมือนที่นายทักษิณบอกได้ ก็ต้องรออีกช่วงหนึ่ง คือช่วงอภิปรายไม่ไว้วางใจแบบลงมติ ถ้าจะไฮแจ๊คได้ก็ต้องรอ พล.อ.ประยุทธ์ ลาออกเอง ซึ่งเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วเพราะเขาไม่ลาออกแน่ เมื่อไม่ลาออกก็ไฮแจ๊คไม่ได้ เพราะไม่เกิดการโหวตนายกฯ คนใหม่
แต่ถ้ามีการอภิปรายไม่ไว้วางใจแบบลงมติแล้วนายกฯ แพ้โหวต ยังจะพอไฮแจ๊คได้ เพราะเขาถูกให้ออกจากตำแหน่งแล้ว การไฮแจ๊คได้คงต้องรอแค่วิธีนี้ ส่วนการยุบสภาก็มีการเลือกตั้งใหม่ ต้องไปแข่งในสนามเลือกตั้ง
พรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย
คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ
การลาออก ย้ายพรรค ตั้งพรรคใหม่ รวมถึงกระแสข่าวแจกกล้วย เพราะเริ่มมีสัญญาณการเลือกตั้งครั้งต่อไป ไม่ว่าจะด้วยการยุบสภาหรือไม่ยุบสภาก็แล้วแต่ ถ้านับจากวาระสภาจะครบเทอมโดยสภาพ เหลือเวลาแค่ปีเศษซึ่งสั้นมาก ส.ส.ก็ต้องมองถึงการสังกัดพรรคที่ชัดเจน และการลงพื้นที่ทำคะแนน
แม้วาระของสภาใกล้จะหมดแล้วแต่ก็ต้องเผื่อเหลือเผื่อขาดสำหรับการยุบสภาด้วยเพราะจะเกิดขึ้นเมื่อไรก็ได้ และถ้ายุบสภาก็ต้องเลือกตั้งเร็วขึ้น ทุกคนก็ต้องพร้อมลงเลือกตั้ง ส.ส.และพรรคการเมืองต้องรีบจัดการตรงนี้ให้แล้วเสร็จ
ในขณะเดียวกัน ความขัดแย้งทางการเมืองสูง เป็นธรรมดาที่ ส.ส.ต้องรีบหาพรรคสังกัดเพื่อเตรียมลงเลือกตั้ง ซึ่งมีได้อยู่ 2 แบบ คือการดูจากพรรคเดิมหรือพรรคใหม่ ซึ่งขณะนี้มีการจัดตั้งขึ้นหลายพรรคมาก
อย่างไรก็ตาม การยุบสภายังไม่มีในเร็วๆ วันนี้ เพราะดูจากท่าทีของพรรคร่วมรัฐบาลโดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทย ปฏิเสธไม่ได้ว่าภูมิใจไทยเป็นพรรคที่เป็นปัจจัยสำคัญต่อเสถียรภาพรัฐบาล ทั้งการตั้งเงื่อนไขเกี่ยวกับโครงการหรือนโยบายที่ผลักดันอยู่ หรือการที่นายกฯ บอกว่าหนูช่วยหน่อย สะท้อนถึงความยินยอม หรือการต่อรองทางการเมือง
ประกอบกับสถานการณ์ของพรรคพลังประชารัฐที่มีความขัดแย้งภายในสูง อำนาจต่อรองของพรรคภูมิใจไทยก็ยิ่งสูง และมีส.ส.ไหลเข้ามาด้วยทำให้มีอำนาจต่อรองมากขึ้น
ฉะนั้นการยุบสภาตอนนี้ ไม่ใช่แค่การตัดสินใจของนายกฯ หรือพรรคพลังประชารัฐ แต่ปัจจัยหนึ่งในการยุบสภาสวิง ไปอยู่กับพรรคร่วมรัฐบาลมากพอสมควร ไม่ได้หมายความว่าพรรคแกนนำอยากยุบสภาตอนนี้ก็ได้
โครงสร้างการเมืองตอนนี้เป็นผลผลิตจากรัฐธรรมนูญ ปี 60 ที่สร้างให้เป็นรัฐบาลผสมมากพรรค เป็นการลดทอนเสถียรภาพรัฐบาลโดยตัวเองอยู่แล้วตั้งแต่ต้น ประกอบกับปัจจัยทางการเมืองต่างๆ ที่เกิดขึ้น ยิ่งลดทอนเสถียรภาพของรัฐบาล
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ มักพูดว่าสนิมเกิดแต่เนื้อในตน ที่นักการเมืองชอบพูดว่างูเห่าย้ายพรรค สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลต้องระมัดระวังและจะเกิดปัญหามากก็คือรัฐธรรมนูญปี 60 จะเป็นงูเห่าตัวใหญ่ของพรรคพลังประชารัฐ และตอนนี้ได้แผลงฤทธิ์ออกมาแล้ว
ขณะที่ในพรรคพลังประชารัฐก็แตกเป็น 2 ขั้ว คือขั้ว พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ กับ พล.อ.ประยุทธ์ ก็มีคนไปตั้งพรรคสำรองไว้ให้
ตัวนายกฯ เองก็มีปัญหาในการคุมเสียงในสภา ทั้งๆ ที่ นายกฯน่าจะเป็นคนคุมเสียงในสภา แต่คนที่คุมเสียงกลับเป็น พล.อ.ประวิตร นี่คือจุดอ่อนจุดหนึ่งของรัฐธรรมนูญปี 60 และเป็นจุดอ่อนของ พล.อ.ประยุทธ์ ด้วย
จึงมีปัจจัยจำนวนมากที่ทำให้เสถียรภาพรัฐบาลง่อนแง่น ทั้งเชิงโครงสร้าง ปัจจัยทางการเมือง แล้วสะวิงไปหาพรรคภูมิใจไทยและพรรคร่วมรัฐบาล
ส่วนที่พูดถึงการไฮแจ๊คเก้าอี้นายกฯ จริงๆ แล้วการไฮแจ๊คไม่ได้ต่างจากการยุบสภา และโดยปัจจัยการวิเคราะห์ข้อเท็จจริงคิดว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล ไม่จำเป็นต้องไปทำ เพราะระยะเวลาสั้นมากจึงไม่เชื่อว่าจะเกิดในสภาวการณ์แบบนี้ และจะไม่ดีกว่าหรือที่อยู่กันไปครบเทอมแล้วครั้งหน้าก็ว่ากันใหม่
และจะยุบสภาได้ก็ต้องดูว่านักการเมืองอยากให้ยุบหรือไม่ คิดว่าหลายพรรคไม่อยากให้ยุบสภาเพราะทุกอย่างยังไม่สะเด็ดน้ำ คำถามที่สำคัญคือถ้ายุบตอนนี้แล้วพลังประชารัฐพร้อมหรือไม่ เพราะเห็นอยู่ว่าโดนมาหนัก
อยากบอกว่า ตอนนี้เป็นช่วงที่ประชาชนมีเสียงค่อนข้างดังขึ้นในระดับหนึ่งเพราะใกล้เลือกตั้งแล้ว และยิ่งใกล้เลือกตั้งมากเท่าไรเสียงของประชาชนยิ่งจะดังมากขึ้น จึงควรออกมาเรียกร้องเรื่องเรื่องต่างๆ ตามสิทธิ์ โดยเฉพาะกรณีผล กระทบจากโควิด-19 และเศรษฐกิจ
ต้องการเห็นนโยบายแบบใด อยากให้นักการเมือง รัฐบาล ฝ่ายค้านดูแลประโยชน์ของประชาชนอย่างไร ตอนนี้เป็นจังหวะดีในการที่จะนำเสนอ
พัฒนะ เรือนใจดี
คณะนิติศาสตร์ ม.รามคำแหง
กรณีส.ส.ลาออกจากตำแหน่ง ย้ายพรรค การตั้งพรรคใหม่ รวมถึงกระแสข่าวดูดส.ส. และการแจกเงินต่างๆ ที่มาเกิดขึ้นหนาหูช่วงนี้นั้น เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อการเลือกตั้งที่ใกล้เข้ามา แม้กระทั่งการลาออกของนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ เพราะมีสัญญาณไม่ดีทั้งทางสภาพเศรษฐกิจ สังคม การเมือง
แต่การดูดนักการเมืองเข้าพรรค หรือแจกเงิน ก็ต้องขีดเส้นใต้ว่าเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย และถือเป็นเรื่องที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง
เมื่อมองเสถียรภาพของรัฐบาลชัดเจนว่าจะเกิดปัญหาสั่นคลอนได้ทั้งปัจจัยภายในและภายนอก ภายในไม่ว่าจะเป็นปัญหาในพรรคพลังประชารัฐ มีการแบ่งกลุ่มแบ่งก๊ก ที่ชัดเจน คือกลุ่ม 21 ส.ส. ในกลุ่มของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า อดีตเลขาฯ พรรค ที่ออกไปอยู่พรรคใหม่
หรือกรณี นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และรมว.สาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย นำรัฐมนตรีพรรคไม่เข้าประชุมครม. เพื่อคัดค้านเรื่องการต่อสัญญาสัมปทานรถไฟสายสีเขียว ก็เป็นอีกปัจจัยจากภายใน
ส่วนปัจจัยภายนอกเกิดจากราคาข้าวของแพง ขณะที่ราคาน้ำมันที่ขึ้นรายวัน สินค้าอุปโภคบริโภคทั้งหลายปรับราคาสูงขึ้นจนประชาชนเดือดร้อนกันถ้วนหน้า ซึ่งเป็นปัจจัยภายนอกที่เป็นตัวเร่งสั่นคลอนรัฐบาล
การประกาศย้ายพรรค ลาออกของส.ส.ที่เริ่มมีมากขึ้นนั้น เพราะถึงเวลานี้ต้องเลือกข้างกันแล้ว จะเห็นว่ามีทั้ง ส.ส.ที่ประกาศย้ายพรรคชัดเจน ไม่เฉพาะพรรคพลังประชารัฐ ขณะเดียวกัน จะมี ส.ส.ที่รู้ตัวว่าพรรคไม่ส่งลงสมัครรับเลือกตั้ง ก็ต้องหาสังกัดใหม่
ไม่เพียงการลาออก ย้ายสังกัด บางทีส.ส.ก็แสดงออกให้ชัดเจนว่ายังอยู่กับพรรค เช่นกรณี 17 ก.พ.ที่ผ่านมา มี 14 ส.ส.ภาคใต้ พรรคพลังประชารัฐ ไปให้กำลังใจ นายกฯ ระหว่างการอภิปรายที่สภา ไม่ต้องสงสัยกลุ่มนี้สนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ทั้งต่อหน้าและลับหลัง
หรืออย่างกรณีนายทักษิน ชินวัตร แฉว่ามีการไล่ฉีดวัคซีนส.ส.ฝ่ายค้าน 20-30 ล้านบาท มองว่าน่าจะมีมูลอยู่บ้าง แต่ตัวเลขที่ชัดเจนคงไม่สามารถไปรู้ได้ว่าเท่าไร แต่มันเกิดขึ้นได้ในทุกยุคทุกสมัย
อย่างไรก็ตาม โอกาสที่จะยุบสภาส่วนตัวพูดไปหลายครั้งให้จับตาเรื่องการอยู่ครบวาระ 8 ปีของนายกฯ ที่จะครบวาระส.ค.นี้ เป็นประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญ ต้องวินิจฉัย จะขึ้นอยู่กับตรงนั้น ซึ่งสำคัญมาก เพราะก่อนเดือนส.ค.จะไม่มีข้อสรุปว่าการเป็นนายกฯ ของ พล.อ.ประยุทธ์ ครบ 8 ปีนั้นนับจาก พ.ศ.2557 หรือนับจาก พ.ศ.2560 หรือ พ.ศ.2563
เพราะนายกฯ คงไม่เลือกยุบสภา หรือลาออกก่อนเดือนส.ค. เพราะจะกระทบต่อการได้รับการเสนอชื่อเป็นแคนดิเดต เพื่อกลับมาเป็นนายกฯ ใหม่